ขย่มกก.ยุทธศาสตร์ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

ขย่มกก.ยุทธศาสตร์

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ก.พ. 2559 07:12
2,006 ครั้ง


อำนาจเหนือรัฐบาล-สภา จารุพงศ์โผล่ตัวต้านบิ๊กตู่

“ประวิตร” ปรามกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ร่าง รธน.ยังไม่สะเด็ดน้ำต้องใจเย็น ออกปากอยากให้ใช้ฉบับ “มีชัย” ไป 4-5 ปี ช่วงเปลี่ยนผ่าน ก่อนปั๊มกติกาถาวร “บิ๊กป๊อก” ฮึ่มเตือนสมาคมกำนันฯทบทวนบทบาท ระวังการเคลื่อนไหวเรื่องการเมือง กรธ.นับหนึ่งปรับรายมาตรา โต้เข้าใจผิดหั่นทิ้งการปกครองส่วนกลาง-ภูมิภาค สมาชิก สปท.ชำแหละ กก.ยุทธศาสตร์ฯอำนาจล้นฟ้า แฝงเร้น สืบทอดอำนาจ คสช. “กษิต” แฉเป็น คปป.ซ่อนรูป ฉะเลิกเสแสร้งปฏิรูป แต่แอบขยายอาณาจักรข้าราชการ “นิกร” สับยิ่งใหญ่เหนือรัฐสภา มัดมือรัฐบาลจากการเลือกตั้ง “อลงกรณ์” ติงอย่าบิดเบือนด่วนสรุป “บิ๊กตู่” ร่วมเวทีประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ อมยิ้มเช็กแฮนด์ถ่ายรูปคู่“โอบามา” ม็อบโผล่รับทั้งกองเชียร์-กลุ่มต่อต้าน

จากกรณีที่กลุ่มกำนัน ผู้ใหญ่บ้านขู่จะระดมพล 3-4 ล้านเสียงโหวตคว่ำการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ หากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ไม่ทบทวนหมวดเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น ล่าสุด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ออกมาปรามขอให้ใจเย็น ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เตือนให้ระมัดระวังการเคลื่อนไหวทางการเมือง

“ประวิตร” เบรกกำนัน-ผญบ.ใจเย็น

เมื่อเวลา 08.40 น. วันที่ 16 ก.พ. ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม รักษาการนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แทน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่อยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐอเมริกา โดยก่อนการประชุม ครม.นายกฤษศญพงษ์ ศิริ อธิบดีกรมการศาสนา นำคณะเยาวชน นักเรียน นักศึกษา ประชาสัมพันธ์เชิญชวนพุทธศาสนิกชนแต่งกายชุดขาวร่วมงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลมาฆบูชา ระหว่างวันที่ 16-22 ก.พ.59

พล.อ.ประวิตรให้สัมภาษณ์ก่อนเป็นประธานการประชุม ครม.ถึงกรณีกลุ่มกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย ยื่นหนังสือขอให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ทบทวนร่างรัฐธรรมนูญในหมวดที่เกี่ยวข้องกับการปกครองท้องถิ่น ที่ตัดการปกครองส่วนกลางและส่วนภูมิภาคออกไปว่า ยังไม่ได้ทำอะไรเลย เรื่องของการร่างรัฐธรรมนูญยังไม่จบ เดี๋ยวต้องดู ใจเย็นๆ ด้วยความหวังดีของทุกฝ่าย เมื่อมันเป็นกติกาบ้านเมือง ไม่ต้องห่วง ทุกอย่างจะไปเอาตามใจตัวเองหมดไม่ได้

อย่าห่วงกำลังแก้ระบบยุติธรรม

เมื่อถามว่า นายคณิต ณ นคร อดีตประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เป็นห่วงเรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม หากกระบวนการยุติธรรมยังไม่มีความยุติธรรมจริง รัฐธรรมนูญจะไม่เป็นประชาธิปไตย พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า เขากำลังแก้อยู่เรื่องระบบยุติธรรม ตอนนี้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย และ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ช่วยดูแลอยู่เรื่องการปฏิรูปกฎหมาย รวมถึงการออกกฎหมายให้ใช้ประโยชน์ให้ได้จริงๆ

ปิดปากสื่อจำกัดซักได้ 4 คำถาม

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า จากการแถลงข่าวและเปิดให้สื่อมวลชนได้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ครม.ทุกครั้งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.และจากการประชุม ครม.สัปดาห์ที่ผ่านมา นายกฯได้ปรับรูปแบบ กล่าวเฉพาะหัวเรื่องสำคัญๆในการประชุม ครม. จากนั้นให้รองนายกฯที่เกี่ยวข้องในประเด็นนั้นๆเป็นผู้ชี้แจงเนื้อหาแทนนั้น ล่าสุด หลังประชุม ครม.วันที่ 16 ก.พ. พ.อ.หญิงทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แจ้งสื่อมวลชนก่อนการแถลงของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหมว่า เมื่อวันที่ 12 ก.พ. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช.ได้ลงนามคำสั่งปรับรูปแบบการถามคำถามนายกฯและรองนายกฯในวันประชุม ครม.กำหนดให้ถามผ่านไมโครโฟนได้แค่ 4 คำถาม พร้อมแจ้ง ชื่อ-นามสกุล และสำนักข่าว ทั้งนี้ ยืนยันไม่ได้เจตนาปิดกั้นการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน แต่ต้องการให้ทุกสำนักข่าวได้สิทธิ์ในการถามเท่าเทียมกัน

อยากใช้ฉบับ “มีชัย” 5 ปีก่อนร่างถาวร

ต่อมาเวลา 12.45 น. พล.อ.ประวิตรให้สัมภาษณ์อีกครั้ง โดยออกปากต่อสื่อมวลชนก่อนว่า อยากตอบแค่ 4 คำถามเท่านั้น ไม่ต้องถามเกินกว่านี้ จากนั้นผู้สื่อข่าวถามถึงข้อเสนอแนะร่างรัฐธรรมนูญของ ครม.และ คสช.ว่า เมื่อวันที่ 15 ก.พ. ได้ส่งข้อเสนอแนะไปยัง กรธ.แล้ว ส่วนของ ครม.ไม่มีเรื่อง การเมือง เป็นเรื่องบริหารราชการแผ่นดิน ที่หวังว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ เมื่อรัฐบาลใหม่มาจะได้ทำงานได้อย่างสะดวก ดังนั้น ก่อนส่งต่อรัฐบาลใหม่ ต้องร่วมมือกันปฏิรูปตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งห้วงระยะเวลา เปลี่ยนผ่านอย่างนี้ ความเห็นส่วนตัวร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตนอยากให้ใช้ไปก่อน 4-5 ปี แล้วมาปรับแก้ให้เป็นรัฐธรรมนูญที่ออกมาแบบถาวร รวมถึงมีบทเฉพาะกาลต่างๆ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ร่วมมือกันในการทำงานต่อไป เมื่อถามว่า คิดว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ตอบหลายครั้งแล้ว สำหรับตนให้ผ่าน เพราะคิดว่าเป็นสากล

ปิดตายยังไม่ปล่อยประชุมพรรค

เมื่อถามว่า กังวลอะไรหรือไม่ เพราะ กรธ.ต้องแก้ร่างรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอแนะให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 29 มี.ค. พล.อ.ประวิตรตอบว่า การร่างรัฐธรรมนูญให้ถูกใจใครทั้งหมดเป็นไปไม่ได้ แต่ความเห็นของตน ถ้าประชาชนทุกคนมั่นใจในรัฐธรรมนูญ ความปรองดองจะเกิดขึ้นด้วย เพราะเป็นกติกาที่ดีและชัดเจน เมื่อถามต่อว่า ดูเหมือนฝ่ายการเมืองไม่ไว้ใจรัฐธรรมนูญที่จะออกมา พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่รู้ เพราะไม่ใช่ฝ่ายการเมือง ซึ่งฝ่ายการเมืองเองแต่ละคนก็คิดไม่เหมือนกัน เมื่อถามว่า คสช.จะเปิดให้ฝ่ายการเมืองเปิดประชุมพรรคได้เมื่อไร พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่ได้ ปัจจุบันให้อยู่แล้ว ที่ไม่ใช่ออกมาเดินขบวน ถ้าเปิดเป็นเวทีเดียวเลยไม่เป็นไร แต่นี่จะเปิดกันไปทั่วประเทศ จะเอากำลังที่ไหนไปดูแล หากมีอะไรเกิดขึ้นไม่สงบใครจะรับผิดชอบ ตอนนี้ต้องยอมกันก่อน ถ้ามีอะไรสงสัยก็ส่งไป นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.อ่านทุกอย่างอยู่แล้ว

มท.1 ฮึ่มสมาคมกำนันฯระวังปมการเมือง

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ขอให้ กรธ.ทบทวนร่างรัฐธรรมนูญในหมวดที่เกี่ยวข้องกับการปกครองท้องถิ่น หากไม่แก้ไขอาจจะคว่ำในชั้นประชามติว่า ได้แจ้งสมาคมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านให้ลองทบทวนบทบาทให้ดี ถ้าเป็นเรื่องการเมืองต้องระมัดระวัง การดำเนินการมีช่องทางสามารถเสนอได้อยู่แล้ว โดยไม่ต้องมาจัดกิจกรรมในลักษณะล่อแหลมทางกฎหมาย คิดว่าคงจะไม่มารวมกัน การแสดงความเห็นถือว่ามีหลายช่องทาง ไม่ใช่ ออกมารวมตัวกันเหมือนที่ผ่านมา เมื่อถามว่าคิดว่าจะไม่มารวมตัวกัน หลังจากชี้แจงไปแล้ว รมว.มหาดไทย กล่าวว่า เขาคงเข้าใจ ชี้แจงไปด้วยเหตุผล ตนไม่กังวลในเรื่องนี้ เมื่อถามว่า ฝ่ายตรงข้ามจะมองว่าลิดรอนสิทธิเสรีภาพของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม โดยกล่าวว่า “ผมไม่ชอบคำถามแบบนี้ ไม่ตอบ” เมื่อถามถึง ข้อเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของกระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า เป็นงานภายในหน้าที่ของกระทรวง ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต ต้องให้ความเคารพ กรธ. ว่าควรจะพูดหรือไม่ หากเสนอความเห็นไป แล้วสื่อมวลชนนำไปลงข่าว หากไม่เป็นตามนั้นไปขยายต่อ จะเกิดขัดแย้งขึ้นมาอีก เอาเป็นว่าให้เกียรติเขา เราเสนอได้ แต่ความเห็นขอให้อยู่ที่ กรธ.พิจารณาตามสมควร

“วินธัย” ย้ำ รธน.ยาแรงป้องกันคนโกง

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. กล่าวถึงกรณี กรธ.กำลังปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญ ที่อยู่ในช่วงรับฟังความคิดเห็นว่า กรธ.มั่นใจมีรูปแบบที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงมากกว่าฉบับก่อนๆ มีบางความเห็นพูดถึงสิ่งที่ฝ่ายการเมืองกังวลนั้น อาจเป็นยาแรง ซึ่งอาจมีผลกับนักการเมืองที่คดโกงหรือมีเจตนาไม่ดี ข้อกังวลนี้ถ้านักการเมืองมีเจตนาดี มีจิตใจที่บริสุทธิ์ไม่น่าจะต้องไปกังวล เพราะอาจเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้สังคมมีความเชื่อถือฝ่ายการเมืองมากยิ่งขึ้นได้ ส่วนข้อเสนอและความเห็นจากฝ่ายต่างๆ กรธ.คงกำลังรวบรวมอยู่ เพื่อนำไปพิจารณาปรับตามความเหมาะสมและประโยชน์สูงสุดต่อคนไทยทั้งประเทศต่อไป

กรธ.เริ่มปรับแก้รายมาตรา

ที่รัฐสภา เวลา 13.30 น. มีการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) โดยมีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาความเห็นและข้อเสนอแนะการปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ทั้งนี้ ก่อนการประชุม นายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษก กรธ.กล่าวว่า ขั้นตอนจากนี้ กรธ.จะรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนมาประมวล เพื่อพิจารณาว่ามีข้อเสนอใดที่เห็นพ้องหรือขัดแย้งกับสิ่งที่ กรธ.พิจารณาไป จะเน้นเปิดกว้างไม่มีการปิดกั้นใดๆ หากอยู่บนเงื่อนไขที่หักล้างเหตุผลและเจตนารมณ์ของ กรธ. เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมืองสังคมส่วนรวมอย่างแท้จริง ไม่มีเหตุผลใดที่ กรธ.จะไม่ทบทวน กระบวนการร่างรายมาตราจะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 16 ก.พ.เป็นต้นไป ทยอยพิจารณาไปตามหมวดและมาตราต่างๆ เมื่อได้ข้อสรุปจะแถลงชี้แจงให้ประชาชนและสังคมรับทราบ มีเวลาเหลือ 45 วัน ต้องเร่งดำเนินการให้ร่างสุดท้ายเสร็จทันตามกำหนดไว้

ยันไม่ปิดกั้นพร้อมรับฟังทุกเรื่อง

นายอมรกล่าวต่อว่า ความเห็นและข้อเสนอที่ส่งมาแม้หลากหลาย แต่ไม่เป็นอุปสรรค กรธ.พร้อมรับฟัง ไม่ได้ปิดกั้น ยินดีทบทวนนำมาปรับปรุงแก้ไข แต่ต้องอยู่บนเงื่อนไขที่มีเหตุผลเพียงพอ เพราะบางจุดเราอาจมองข้ามไป เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญออกมาสมบูรณ์และดีที่สุด ไม่หนักใจหรือกังวล เวลาไม่เคยเป็นตัวบีบจนทำให้หลงลืมหรือละเลยเรื่องใดไป มั่นใจว่าร่างรัฐธรรมนูญร่างสุดท้ายจะเสร็จทันตามกรอบวันที่ 29 มี.ค.แน่นอน ส่วนกรณีนายถวิล ไพรสณฑ์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่โจมตีว่าตนจะไม่พิจารณาข้อเสนอของ สนช.และ สปท.เพราะบางคนเคยเป็นนักการเมืองมาก่อนนั้น ไม่จริง กรธ.ไม่ได้ปฏิเสธข้อเสนอของ สนช.หรือ สปท. ยินดีรับฟังความเห็นทั้งหมดของทุกฝ่ายที่ส่งมาไม่ว่าจะเป็นของฝ่ายใด

นับหนึ่งส่องเนื้อหาหมวดทั่วไป

จากนั้นเวลา 15.00 น. นายอมรแถลงภายหลังการประชุมว่า กรธ.กำลังพิจารณาข้อเสนอแนะของสนช.และ สปท. โดยเริ่มพิจารณาทบทวนเป็นรายมาตราในหมวดทั่วไป จะไม่บอกว่าในแต่ละมาตราที่ปรับแก้เป็นข้อเสนอของใคร เพราะมีผู้เสนอเข้ามาจำนวนมาก อาจถูกมองว่า กรธ.เอาใจเฉพาะบางกลุ่ม ในส่วนของ ครม.ส่งความคิดเห็นและข้อเสนอแนะมาที่ กรธ.ผ่านทางธุรการเมื่อวันที่ 15 ก.พ. แต่ กรธ.ยังไม่มีใครได้เห็นเนื้อหา ส่วนจะเปิดเผยข้อเสนอของ ครม.ให้กับสาธารณะได้รับทราบหรือไม่นั้น ต้องขอหารือที่ประชุม กรธ.ก่อน หากไม่เปิดเผยจะถูกมองว่าปกปิดข้อมูลเหมือนกับเหตุการณ์การร่างรัฐธรรมนูญในชุดของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่สุดท้ายเสนอตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) จนเป็นเหตุให้สังคมไม่ยอมรับและทำให้ที่ประชุม สปช.คว่ำร่างไป

โต้เข้าใจผิดหั่น ปค.ส่วนกลาง–ภูมิภาค

นายอุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ.กล่าวถึงข้อเรียกร้องของนายยงยศ แก้วเขียว นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย ให้ใส่ถ้อยคำเรื่องการปกครองส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ มิเช่นนั้น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน 3-4 ล้านคน จะลงมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญว่า เป็นเรื่องที่กำนันผู้ใหญ่บ้านไม่เข้าใจ การปกครองส่วนกลางหมายถึงคณะรัฐมนตรี ส่วนภูมิภาคหมายถึง จังหวัดและอำเภอ ถามว่าวันนี้เรายกเลิกจังหวัดและอำเภอได้หรือไม่ การไม่เขียนเช่นนี้ ผู้ว่าฯและนายอำเภอต่างหากที่ต้องกลัวมากกว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ต่อให้เขียนถึงการปกครองส่วนภูมิภาคในรัฐธรรมนูญก็ไม่ใช่หลักประกันว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้านจะคงมีต่อไป เพราะกำนัน ผู้ใหญ่บ้านจะมีต่อไปหรือไม่ขึ้นอยู่กับ พ.ร.บ.ลักษณะการปกครองท้องที่ ขอยืนยันว่า เราพร้อมรับฟังความคิดเห็น เราไม่กังวลต่อข้อเรียกร้อง แต่อย่ามาขู่กัน อยากให้เขียนอย่างไรขอให้เสนอแนะเข้ามาแล้วมาพูดคุยทำความเข้าใจกัน ส่วนการกำหนดโทษรุนแรงสำหรับการทำประชามติ ไม่ใช่เรื่องของ กรธ. การไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องผิด แต่หากมีการบิดเบือนนำเอาเนื้อหาอย่างหนึ่งไปพูดอีกอย่างหนึ่ง หากจะลงโทษถือว่าสมเหตุสมผล

สนช.ตั้งแท่นรอแก้ รธน.ชั่วคราว

ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 เพื่อแก้ไขหลักเกณฑ์การทำประชามติว่า อยู่ระหว่างรอประสานงานจากรัฐบาล จำเป็นต้องแก้ไขเร็วๆนี้ เพื่อให้ชัดเจนและตรงตามเจตนารมณ์ของผู้ร่างเรื่องคะแนนเสียงที่ใช้ทำประชามติ ที่ต้องยึดคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ ไม่ให้เกิดการตีความ ต้องทำให้สอดรับกับหลักเกณฑ์การทำประชามติ และ พ.ร.บ.การทำประชามติ ที่ กกต.ไม่กล้ากำหนดหลักเกณฑ์การทำประชามติ เพราะติดขัดเรื่องคะแนนเสียงการทำประชามติ ต้องรอความชัดเจนการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวก่อน เมื่อถามว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว กรณีหากทำประชามติไม่ผ่าน จะมีวิธีการทำอย่างไรต่อไปหรือไม่ นายพรเพชรตอบว่า เท่าที่ฟังท่าทีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ยังรอดูท่าทีของ ครม. และ คสช. หากไปกำหนดล่วงหน้าว่า เมื่อทำประชามติไม่ผ่านแล้วจะมีผลอย่างไรต่อไป จะกลายเป็นประเด็นหมิ่นเหม่มีผลต่อการลงคะแนนประชามติของประชาชนได้

แนะจาระไนแก้–ไม่แก้เพราะอะไร

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. คนที่ 1 และประธาน กมธ.สามัญพิจารณาศึกษา เสนอแนะและรวบรวมความเห็นเพื่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สนช. กล่าวว่า ข้อเสนอแนะของ สนช.ต่อร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกที่ส่งไปยัง กรธ.แล้ว อาทิ การใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ส่วนที่มา ส.ว.ที่เสนอให้มี 200 คน มาจากการสรรหาทั้งหมด เพื่อให้ ส.ว.มีความเป็นเอกภาพ เชื่อว่า กมธ.สามัญใน สนช.ถอดบทเรียนมาอย่างดีแล้วจากประสบการณ์รัฐธรรมนูญปี 40 และปี 50 ก่อนตกผลึก นอกจากนี้เรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ควรเป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่ควรบัญญัติในหมวดหน้าที่ของรัฐ และยังขาดความชัดเจนว่าหากรัฐไม่ทำตาม ประชาชนจะมีสิทธิ์ฟ้องรัฐหรือไม่ เมื่อ กรธ.นำข้อเสนอแนะของกลุ่มต่างๆไปพิจารณาเป็นร่างสุดท้ายแล้ว ความเห็นใดไม่ได้รับการปรับแก้ไข กรธ.ควรอธิบายเหตุผลรองรับมากกว่าออกมาตอบโต้ จะทำให้การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างสมบูรณ์

ชี้จุดอันตรายเปิดช่องฮุบสื่อ

นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย มาตรา 56 ตัดบทบัญญัติวรรคสามของรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 47 ทิ้งว่า รัฐธรรมนูญเดิมห้ามมิให้กลุ่มทุนเข้าซื้อกิจการ ควบรวมสื่อทุกแขนง เจตนารมณ์ไม่ต้องการให้กลุ่มทุนผูกขาดสื่อ กว้านซื้อสื่อไว้ใต้อาณัติ เพื่อสร้างอำนาจผูกขาดครอบงำชี้นำหรือปกปิดข่าวสารใดๆต่อสังคม การที่มาตราดังกล่าวเปิดช่องให้กระทำดังกล่าวได้ จะนำมาซึ่งปัญหาใช้สื่อเพื่อผลประโยชน์ทับซ้อน โดยมาตรา 56 จะโยงถึงมาตรา 262 ในบทเฉพาะกาล ที่บัญญัติให้การรับรองตัวบุคคลในกรรมการ กสทช.ชุดนี้ให้มีสภาพคงอยู่ขัดหลักการที่องค์กรอิสระอื่น อาทิ กกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง กลับไม่มีการระบุรับรองเพื่อตัวบุคคล ถ้าพบว่าเกิดการทุจริตในการทำหน้าที่ของกรรมการ กสทช.ชุดนี้จะไม่มีกฎหมายใดลงโทษได้ เพราะรัฐธรรมนูญรับรอง

ซัด “มีชัย” อย่าแทงกั๊กปลุกผี คปป.

นายดิเรก ถึงฝั่ง อดีตรองประธาน กมธ.ปฏิรูปการเมือง สปช. กล่าวว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ.ให้สัมภาษณ์ แบบไม่ชัดเจนว่าสรุปร่างรัฐธรรมนูญ สุดท้ายแล้วจะมีองค์กรลักษณะคล้าย คปป.หรือไม่ วันนี้นายมีชัยควรสงบนิ่ง อย่าตอบโต้ ต้องชี้แจงตรงไปตรงมา อย่าแทงกั๊กให้คนคิดมาก เพราะคำอธิบายคลุมเครือจะกลายเป็นหอกกลับมาทิ่ม กรธ.เอง ได้ยินมาว่า กรธ.ลงพื้นที่ต่างจังหวัด แทนที่จะเร่งชี้แจง ก็ไปโต้แย้งกับประชาชนว่าตัวเองถูกทุกเรื่อง ท่านต้องฟังแล้วมาแก้ไขบ้าง ไม่ใช่ไม่ฟังใคร ของตัวเองประเสริฐสุด เช่นเรื่องที่มา ส.ว. แทนที่จะเลือกตั้งทั้งหมด กลับให้สรรหาทั้งหมดมันไม่ใช่ ทั้งนี้ เชื่อว่า กรธ.คงไม่บัญญัติให้มีองค์กรคล้าย คปป.ในร่างรัฐธรรมนูญแน่ เพราะได้ใส่อำนาจยิ่งใหญ่คล้ายคปป.แฝงไว้ในศาลรัฐธรรมนูญตามร่างแรกที่ปรากฏออกมาเรียบร้อยแล้ว การให้ศาลรัฐธรรมนูญมาล้วงลูกการทำงานรัฐสภา หรือรัฐบาลได้ จะวุ่นวาย เรื่องนี้น่ากลัวมาก ใครจะรับประกัน หรือรับผิดชอบหากเกิดกรณีวินิจฉัยผิดพลาด เป็นความขัดแย้งรอบใหม่ที่แฝงไว้ในรัฐธรรมนูญร่างแรก

สปท.ปัดแอบแฝงสืบทอดอำนาจ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แถลงถึงการจัดทำการบริหารราชการแผ่นดินว่าด้วยกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ และร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติว่า สปท. เสนอ พ.ร.บ.ดังกล่าวเพื่อให้การปฏิรูปประเทศมีแนวทางการกำหนดกรอบยุทธศาสตร์ชาติใน 20 ปี เพราะที่ผ่านมาเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ ประเทศจะบริหารงานไม่ต่อเนื่อง เพื่อให้การบริหารงานของประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่อง จึงต้องมี พ.ร.บ.ดังกล่าว เพื่อกำหนดกรอบการทำงานของประเทศให้ต่อเนื่องสัมฤทธิผล ยืนยันว่า สปท.ไม่มีวาระซ่อนเร้นหรือสืบทอดอำนาจ หากศึกษาอย่างครบถ้วนจะพบว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติไม่มีอำนาจการควบคุมรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ที่หลายฝ่ายพยายามบิดเบือนให้เข้าใจผิด และเปิดกว้างให้ปรับปรุงแก้ไขได้ อยากให้สังคมลดละความหวาดระแวง เปิดใจให้กว้าง และอย่าด่วนสรุป

สมาชิกขย่ม กก.ยุทธศาสตร์อำนาจล้น

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มี ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท.เป็นประธานที่ประชุม เพื่อพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่องจัดทำการกำหนดและขับเคลื่อนกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติและร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ มีสาระสำคัญกำหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ 25 คน ทำหน้าที่จัดทำแผนแม่บทที่เป็นกรอบนโยบายและแผนต่างๆสำหรับพัฒนาประเทศในระยะเวลา 20 ปี เพื่อเป็นแนวทางให้รัฐบาลดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศที่วางไว้ หากพบว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หน่วยงานรัฐ ไม่ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ จะถูกส่งให้วุฒิสภา ครม.หรือ ป.ป.ช.ดำเนินการแล้วแต่กรณี ทั้งนี้สมาชิก สปท.อภิปรายแสดงความเห็นอย่างกว้างขวาง อาทิ แผนยุทธศาสตร์ 20 ปี มีระยะเวลานานเกินไป คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมีอำนาจมากเกินไป เพราะสามารถเสนอให้วุฒิสภาลงโทษ ครม.ได้ หากไม่ปฏิบัติตามแผนยุทธศาสตร์

“กษิต” แฉซุกองค์กร คปป.ซ่อนรูป

นายกษิต ภิรมย์ สปท. อภิปรายว่า เมื่อพิจารณาแผนยุทธศาสตร์ชาติแล้วพบว่าอำนาจของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ มีอำนาจเหนือกว่าฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้ง การบอกว่าคณะกรรมการชุดนี้ไม่ใช่ คปป.ซ่อนรูป เป็นการหลอกตัวเองหรือไม่ อีกทั้งประชาชนไม่มีส่วนร่วมอะไรเลย แต่เป็นการเสริมอาณาจักรของข้าราชการ เรากำลังก้าวเข้าสู่ประชาธิปไตย ให้เป็นรัฐบาลของประชาชน แต่แผนยุทธศาสตร์ฉบับนี้ประชาชนกลับไม่มีส่วนร่วมทำแผนด้วย ขณะนี้ยังไม่รู้ว่าแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติฯเป็นกรอบการทำงานหรือแผน ถ้าเป็นแค่กรอบการทำงาน ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ เพราะโลกเปลี่ยนไปทุกวัน ไม่เห็นว่าการออก พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นหน้าที่ของ สปท.หรือ กมธ.ขับเคลื่อนประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ควรเอาเรื่องนี้ออกไปจากสภาฯ

ฉะแสร้งปฏิรูปแฝงเพิ่มอำนาจ ขรก.

นายกษิตกล่าวอีกว่า ขอเตือนสติเพื่อนสมาชิกว่า เรามาเพื่อปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นของประชาชน ไม่ใช่เสแสร้งว่าปฏิรูป แล้วเสริมอำนาจข้าราชการ กระจุกอยู่ในส่วนกลาง เราไม่ได้มาปรับปรุงให้ขยายอาณาจักรข้าราชการด้วย ดังนั้นจึงไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.นี้

หลังจากที่ประชุม สปท.ได้แสดงความเห็นจนครบถ้วนแล้ว จึงมีมติเห็นชอบรายงานและร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติฯ ด้วยคะแนน 164 ต่อ 6 โดยกมธ.จะนำข้อคิดเห็นของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนส่งให้ประธาน สปท. และ ครม. เพื่อดำเนินการต่อไป

“นิกร” ห่วงใหญ่กว่ารัฐสภา–รัฐบาล

นายนิกร จำนง สมาชิก สปท. กล่าวถึงอำนาจของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติว่า คณะกรรมการชุดดังกล่าวมีอำนาจเหนือกว่ารัฐสภา ดูแล้วไม่ถูกต้องที่คณะกรรมการชุดหนึ่งจะมีอำนาจเหนือกว่ารัฐสภาที่ประชาชนเลือกมา โดยให้มีอำนาจถึงขั้นที่เสนอเรื่องต่อ ป.ป.ช. วุฒิสภาให้ถอดถอน ครม.ได้ และยังกำหนดให้รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายตามกรอบยุทธศาสตร์ที่คณะกรรมการชุดนี้วางไว้ หากยุทธศาสตร์ระยะยาว 20 ปี ไม่ถูกต้อง แสดงว่ารัฐบาลจะต้องเดินตามในสิ่งที่ผิดๆใช่หรือไม่ สุดท้ายจะเป็นผลเสียต่อประเทศ ดังนั้น ควรมีการปรับปรุงแก้ไข

“บิ๊กตู่” จับเข่าคุย “เหวียนเติ๊นสุง”

สำหรับภารกิจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่อยู่ระหว่างเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐอเมริกา สมัยพิเศษ ที่เมืองรานโช มิราจ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 15 ก.พ. (ตามเวลาท้องถิ่น) พล.อ.ประยุทธ์ พบหารือทวิภาคีกับนายเหวียน เติ๊น สุง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดย พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวยินดีในการฉลอง 40 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม และได้หารือถึงเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุนระหว่างกัน ตั้งเป้า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2563 ความร่วมมือด้านความมั่นคง ความปลอดภัยแรงงาน และการประมงโดยนายกฯเวียดนามขอบคุณไทยที่ช่วยเหลือยืดหยุ่นการลงทะเบียนแรงงานเวียดนาม และขยายอาชีพให้แรงงานเวียดนามมาทำงานในไทยเพิ่มขึ้น และขอให้มีความร่วมมือในอุตสาหกรรมและป้องปรามการกระทำผิดกฎหมายด้านประมง จัดตั้งช่องทางการสื่อสารสายด่วนประมงระหว่างกัน

ย้ำจับมือขจัดประมงเถื่อน

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เห็นด้วยกับข้อเสนอของเวียดนามโดยเฉพาะด้านความมั่นคงก็ถือเป็นพื้นฐานในทุกด้าน ขณะเดียวกันควรมีการขยายความร่วมมือไปยังประเทศอื่นเพื่อให้กลุ่มอาเซียนมีความเข้มแข็ง เพื่อเพิ่มบทบาทอำนาจการต่อรองกับประเทศมหาอำนาจ หาช่องทางการเพิ่มมูลค่าสินค้าทางการเกษตรระหว่างไทย-เวียดนามให้ครบวงจร ส่วนด้านการประมงเห็นว่ายังมีปัญหาทางการพิสูจน์สัญชาติและการจดทะเบียนซึ่งควรมีมาตรการควบคุมจากประเทศต้นทาง ยืนยันว่าไทยมีกลไกในการทำงานอยู่แล้ว โดยกระทรวงการต่างประเทศจะเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบประสานรับนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมายขาดการรายงานและไร้การควบคุมเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม ไทย-เวียดนาม จะร่วมมือกันสร้างความเข้มแข็งในทุกเสาหลักของกลุ่มอาเซียนโดยจะมีการแบ่งข้อมูลข่าวกรองเพื่อป้องกันภัยคุกคามด้านความมั่นคง

อมยิ้ม “โอบามา” ถ่ายรูปคู่ต้อนรับ

จากนั้นเวลา 15.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางไปยังซันนีแลนด์ เซ็นเตอร์ (sunnylands center) เพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ Retreat l หัวข้อ” Prosperity Through Innovation and Entrepreneurship” โดยมีนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้การต้อนรับ ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้สัมผัสมือทักทายและถ่ายรูปคู่กับนายบารัค โอบามา ด้วยสีหน้าแจ่มใสอมยิ้มเล็กน้อย ก่อนเข้าห้องประชุม โดยนั่งร่วมประชุมอยู่ระหว่างกลางขนาบด้วยนายลี เซียน ลุง นายกฯสิงคโปร์และนายเหวียน เติ๊น สุง นายกฯเวียดนาม

กระตุ้นผนึกกำลังฟันฝ่า ศก.โลก

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถ้อยแถลงหัวข้อ “การส่งเสริมความมั่นคั่งของภูมิภาค โดยผ่านนวัตกรรมและการประกอบการ” ตอนหนึ่งว่า ในฐานะพันธมิตรที่ยาวนานของสหรัฐฯ ไทยพร้อมร่วมมือกับอาเซียนเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ให้เข้มแข็งและครอบคลุมทุกมิติ อาเซียนกับสหรัฐฯต้องหารือแนวทางการเผชิญกับปัญหาการชะลอตัวและความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกร่วมกันอย่างเร่งด่วน ทุกฝ่ายควรสนับสนุนการค้าและการลงทุนที่เปิดกว้างมากขึ้น เสริมสร้างเศรษฐกิจของภูมิภาคให้เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริง สนับสนุนการรวมตัวทางเศรษฐกิจในกรอบ RCEP (อาร์เสป) และ TPP (ทีพีพี) ให้บรรลุการจัดทำ FTAAP (เอฟแทป) และควรเร่งอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุนระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรม ขยายความร่วมมือเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนหรือ SDG (เอสดีจี) โดยอาเซียนกับสหรัฐฯอาจพิจารณาแนวทางสร้าง “Creative ASEAN” และพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในภูมิภาคเพื่อเป็นหุ้นส่วนที่เข้มแข็งของสหรัฐฯ

ชูยุทธศาสตร์พอเพียงยั่งยืน

ต่อมาเวลา 19.30 น. พล.อ.ประยุทธ์เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ ที่นายบารัค โอบามา เป็นเจ้าภาพ โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวระหว่างร่วมหารือ อาหารค่ำ (Working Dinner) หัวข้อทิศทางยุทธศาสตร์ของภูมิภาค ตอนหนึ่งว่า ไทยยังต้องดำเนินงานเพื่อบรรลุวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ.2030 ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางให้สอดคล้องกับการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเน้นการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน และให้ความสำคัญกับการมีบทบาทเป็นผู้สร้างสะพานเชื่อมไม่แบ่งแยกระหว่างกลุ่มประเทศกำลังพัฒนากับประเทศพัฒนา ไทยพร้อมจะร่วมมือกับสหรัฐฯ และทุกประเทศในภูมิภาคร่วมกันรักษาเสถียรภาพเสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค และยืนยันที่จะมีบทบาทแข็งขันในอาเซียน เชื่อว่าสหรัฐฯจะเข้าใจและสนับสนุนการเสริมสร้างความเข้มแข็งของไทยและอาเซียนต่อไป

กลุ่มเชียร์ “บิ๊กตู่” รวมตัวมาตามนัด

ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำนครลอสแอนเจลิส รายงานว่าชาวไทยในสหรัฐอเมริกา กลุ่ม “รวมพลคนรักชาติ” ที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. จำนวน 150 คน ได้รวมตัวกันที่ย่านไทยทาวน์ ถนนฮอลลีวูด นครลอสแอนเจลิส เวลา 10.00 น. วันที่ 15 ก.พ. ตามเวลาท้องถิ่น ตรงกับ ประเทศไทยเวลา 20.00 น. ขึ้นรถบัส 60 ที่นั่ง และ รถเล็กขับตามกันไปอีกหลายคัน เดิมจะจัดรถบัส 3 คัน แต่เนื่องจากจำนวนคนที่มาน้อยกว่าที่ลงทะเบียนไว้ 250 คน ขบวนรถผู้สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ใช้เวลา 1 ชั่วโมงเศษ ไปถึงจุดที่เจ้าหน้าที่เมืองแรนโซ กำหนดไว้ โดยช่วยกันถือป้ายเชียร์ พล.อ.ประยุทธ์เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ อาทิ สุดยอดคนดี... ของแผ่นดินไทย ขอสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ คนดีของสยาม ประเทศ THAILND STRONGER TOGATHER และ We Support พล.อ.ประยุทธ์ ต่อมาเวลา 14.00 น. พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกฯได้มาให้กำลังใจกลุ่มผู้ไปสนับสนุน พร้อมนำเครื่องดื่มมามอบให้ด้วย เนื่องจากอากาศร้อนมากสูงถึง 33 องศาเซลเซียส มีผู้สนับสนุนเป็นลมถึง 5 คน

“จารุพงศ์” โผล่ร่วมต้านนายกฯ

ด้านกลุ่ม “เรด ยูเอสเอ” ฝ่ายต่อต้าน พล.อ.ประยุทธ์ นำโดยนายเชาว์ ซื่อแท้ ใช้รถเล็ก 15 ที่นั่ง เป็นพาหนะออกจากนครลอสแอนเจลิส ไปรวมตัวกันตามจุดที่เจ้าหน้าที่กำหนดให้ ประมาณ 120 คน โดยมีสมาชิกจากนิวยอร์ก นครชิคาโก และนครซานฟรานซิสโก ไปร่วมสมทบ นอกจากนี้มีนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นางศิริวรรณ นิมิตรศิลป์ พร้อมแกนนำคนสำคัญมีฉายา เอนก ซานฟราน และดา ตอร์ปิโด ผู้ชุมนุม ได้ถือป้ายต่อต้าน พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ อาทิ ประเทศเป็นของประชาชน โดยการชุมนุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีเหตุการณ์กระทบกระทั่งกับกลุ่มผู้สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ที่อยู่ในบริเวณใกล้กันแต่อย่างใด

ท่องเที่ยวฯแจงใช้งบฯรับ “บิ๊กตู่”

ที่ทำเนียบรัฐบาล นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีการใช้จ่ายเงินงบประมาณจัดประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า เมื่อวันที่ 5 ก.พ.ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นเจ้าภาพ ต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ว่า คณะกรรมการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณ ที่มีนายพชร อนันตศิลป์ รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นประธาน ได้ตรวจสอบไปบ้างแล้ว และจะตรวจสอบอีกครั้งในวันที่ 17 ก.พ.ตอนนี้ยังไม่ขอพูดอะไร

นายกฯจัดคิวไปอุทัยธานีพบชาวบ้าน

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงการลงพื้นที่ จ.อุทัยธานี ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ในวันที่ 26 ก.พ.ว่า เป็นการลงพื้นที่เพื่อดูการร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในเรื่องของประชารัฐ และมีการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) รวมถึงดูเรื่องการจัดสรรที่ดินเขตเศรษฐกิจพิเศษเฟสที่สอง เป็นที่ของ ส.ป.ก. นอกจากนี้ยังมีรับฟังข้อเสนอในพื้นที่ด้วย

“บิ๊กป้อม” เร่ง อผศ.สอบปมขุดคลอง

พล.อ.รณชัย มัญชุสุนทรกุล ผอ.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (ผอ.อผศ.) กล่าวถึงความคืบหน้าภายหลังแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบกรณีที่มีหลายฝ่ายออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า อผศ.เรียกรับผลประโยชน์และเก็บค่าหัวคิวโครงการขุดลอกแหล่งน้ำว่า ได้แต่งตั้งให้ พล.ท.สวัสดิ์ ทัศนา รอง ผอ.อผศ.เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบในเรื่องที่มีการร้องเรียนเกี่ยวกับการดำเนินการในโครงการขุดลอกแหล่งน้ำของ อผศ. โดยได้รายงานความคืบหน้าให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม รับทราบเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตรได้เน้นย้ำให้เร่งตรวจสอบ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบโดยเร็ว และกำชับว่าการจัดทำโครงการดังกล่าวต้องมีความซื่อสัตย์และโปร่งใสตามนโยบายของรัฐบาล

“บิ๊กต๊อก” รอคนร้องพร้อมสาวลึก

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ว่า ขณะนี้เหลือการสอบพยานอีก 2 ปาก หากสอบแล้วเสร็จจะได้สรุปผล คาดทุกอย่างจะจบ แต่ไม่สามารถทราบได้ว่าอีก 2 ปากที่เหลือนั้นต้องใช้เวลาเท่าใด เมื่อถามถึงกรณีมีการอ้างชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เรียกค่าหัวคิวโครงการขุดลอกคูคลองโดยองค์การทหารผ่านศึก (อผศ.) พล.อ.ไพบูลย์ตอบว่า ขณะนี้ยังไม่มีการร้องเรียนมาที่ ศอตช. ซึ่งการทำงานของ ศอตช. มีหน้าที่บูรณาการหน่วยงานองค์กรอิสระ และขณะนี้หน่วยงานในสังกัดยังไม่มีการแจ้งว่ามีการยื่นให้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว แต่หากร้องเรียนเราพร้อมจะไปตรวจสอบ

“วรชัย” บี้พิสูจน์ให้ได้ใครงาบหัวคิว

ด้านนายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี ผอ.อผศ.ระบุไม่มีการกินหัวคิวในโครงการขุดลอกคูคลองว่า เป็นการปฏิเสธเพื่อแก้ตัว ใครก็ต้องออกมาพูดแบบนี้ แล้วการเรียกเงินที่ จ.สงขลา หรือสุพรรณบุรี ที่มีการร้องเรียนและมีหลักฐานจะทำอย่างไร ทำไมไม่สอบ จะเป็นเหมือนกรณีโครงการอุทยานราชภักดิ์ที่มีการกินหัวคิวใช่หรือไม่ แล้วเหตุใดจึงไม่ใช้การอีอ๊อกชั่น แต่จัดซื้อจัดจ้างวิธีพิเศษ ทำไมต้องให้ อผศ.ซึ่งไม่มีเครื่องมือทำ เรื่องนี้เกิดขึ้นหลายพื้นที่ทั่วประเทศ และทำมานานแล้วตั้งแต่ตั้งรัฐบาล ขอให้ตรวจสอบที่มีข้อกล่าวหาต้องพิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริง

แหย่กระแส “ทหารมีไว้ทำไม” แรงขึ้น

นายวรชัยกล่าวว่า ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ต้องรีบจัดการให้เลือกตั้งโดยเร็วที่สุด เพราะคำถามว่าทหารมีไว้ทำไม เริ่มกระหึ่มขึ้นมาเรื่อยๆ โดยนักศึกษาถามในงานฟุตบอลประเพณี ทหารเข้าไปกีดกันนักศึกษา เรื่องราชภักดิ์ ทหารก็เข้าไปกันไม่ให้เดินทางไปตรวจสอบ รัฐธรรมนูญทหารก็เข้าไปร่วม ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 ก.พ. พระจะทำกิจของสงฆ์ ทหารก็ไปห้าม จนมีการปะทะ วันนี้ทหารเข้าไปยุ่งกับทุกเรื่องขอให้ ดูตัวอย่างหลังเหตุการณ์ 14 ต.ค.16 ทหารไม่กล้า ใส่เครื่องแบบออกมาเดินข้างนอก คนจะไม่ยอมรับและเกลียดทหารแห่งชาติมากขึ้นเรื่อยๆ ประเทศไทยไม่ไหวแล้ว ทหารเข้าไปสร้างความเกลียดชังให้ชาวบ้าน ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆจะกลายเป็นว่า ทหารผู้ใหญ่ จะทำให้ทหารระดับล่างเสียคนไปด้วย

“ปึ้ง” เย้ยโดนมองเผด็จการรวมตัว

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงการจับมือระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ กับนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯว่า งานเลี้ยงต้อนรับก็เดินเข้าไปจับมือกับเจ้าภาพแล้วถ่ายรูปคู่กันถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติแค่นั้นเอง จากภาพเจ้าภาพจะยืนด้านซ้ายและแขกผู้มาเยือนจะยืนด้านขวาตอนเข้าพบ และการเดินเข้าไปจับมือเข้าทีละคนก่อนงานเลี้ยงและแต่งตัวไม่เป็นทางการ ถอดไทกินเลี้ยงกัน แต่ที่เห็นมีข่าวจากสหรัฐฯ มีการมองว่าการประชุมระหว่างผู้นำอาเซียนกับสหรัฐฯในครั้งนี้มีผู้นำอาเซียนบางประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย จึงถูกมองว่าเป็นการรวมตัวของเหล่าผู้นำเผด็จการ ซึ่งปรากฏว่าได้รวมถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯของไทยเข้าไปด้วย จึงไม่สบายใจเพราะในสายตาคนอเมริกันนั้นเห็นเราเป็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตยมาตลอด และเมื่อครั้งที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไปร่วมประชุมผู้นำเอเปคที่สหรัฐฯได้รับเกียรติดีมากจากสหรัฐฯ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ใช้โอกาสเข้าพบหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีบารัค โอบามา และแม้กระทั่งเมื่อตนเป็น รมว.ต่างประเทศได้หารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีต่างประเทศ ทั้งนางฮิลลารี คลินตัน และนายจอห์น แคร์รี เมื่อเดินทางไปประชุมที่สหรัฐฯ

คสช.สวน พท.เป็น ปชต.แค่เปลือก

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช.กล่าวตอบโต้นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล แกนนำพรรคเพื่อไทย ที่อ้างมีข่าวจากสหรัฐฯมองว่าการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ มีผู้นำอาเซียนบางประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยว่า คงเป็นมุมมองที่มีคติตามสไตล์ เชื่อว่าต่างประเทศเข้าใจมากขึ้น ปัจจุบันแม้วิธีการเข้ามาบริหารประเทศของ คสช.จะไม่ตรงตามแบบธรรมเนียมของประชาธิปไตย แต่รูปแบบวิธีการบริหารยังคงอยู่ในแนวทางประชาธิปไตย เน้นให้ความสำคัญกับประชาชนทั้งประเทศทั่วถึง มีบางส่วนเคยให้ข้อสังเกตว่าประชาธิปไตยไม่ใช่มองแค่เพียงวิธีการเข้ามาสู่อำนาจเท่านั้น อยู่ที่วิธีการบริหารด้วยว่าเพื่อประชาชนทั้งประเทศจริงหรือไม่ เพราะที่ผ่านมามีการดูแลเฉพาะกลุ่ม เฉพาะฐานเสียงสนับสนุนหรือพวกพ้องตนเองเท่านั้น เหมือนไม่ให้อำนาจกับคนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึงจริง

“ปู” ไปศาลไต่สวนคดีข้าวหนที่ 2

นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ กล่าวว่า วันที่ 17 ก.พ. น.ส.ยิ่งลักษณ์จะเดินทางไปรับฟังการไต่สวนพยานครั้งที่ 2 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท ทีมทนายเตรียมพร้อมรับฟังและซักค้านการไต่สวนพยานอัยการโจทก์ เมื่อถามว่าจะนำประเด็นที่นายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดจากโครงการรับจำนำข้าว ระบุว่าตัวเลขที่ประชาชนได้รับส่วนต่างราคาจำนำข้าวไม่คิดเป็นความเสียหาย และประเด็นที่ น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าการปิดบัญชีรับจำนำข้าวรอบปี 58 ที่กระทรวงการคลังระบุมีข้าวหายจากสต๊อก 390,000 ตันเป็นการลงบัญชีผิดพลาด ยังไม่ได้สรุปบัญชี เข้าต่อสู้ในชั้นศาลหรือไม่ นายนรวิชญ์ตอบว่าทีมทนายยังไม่ได้พิจารณาว่าจะส่งประเด็นใดต่อสู้บ้าง ให้ความสำคัญกับการไต่สวนพยานโจทก์ก่อน

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    80.9%
  • ไม่ชอบ
    5.7%
  • สนุก
    4.6%
  • ประหลาดใจ
    2.1%
  • เสียใจ
    3.2%
  • ให้กำลังใจ
    3.5%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement