'พุทธะอิสระ'แจ้งความ ม็อบพระ-ฝืนก.ม. บิ๊กป้อม ไม่ทูลเกล้าตั้งสังฆราช - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

'พุทธะอิสระ'แจ้งความ ม็อบพระ-ฝืนก.ม. บิ๊กป้อม ไม่ทูลเกล้าตั้งสังฆราช

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ก.พ. 2559 05:15
10,886 ครั้ง


“หลวงปู่พุทธะอิสระ” หอบหลักฐาน เข้าแจ้ง ความจับม็อบพระ ข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.บ.การชุมนุม แขวะถ้าไม่ใช่พระอาจโดนท็อปบูตทหารสวน ด้าน “ไพบูลย์” ขย่มซ้ำ มาเพราะต้องการปกป้องพระเถระบางรูป ผบ.ตร.เล็งเอาผิดย้อนหลัง ฐานขัดประกาศ คสช.ฉบับที่ 3 ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน ลั่นหากพบการเมืองหนุนหลัง พร้อมดำเนินคดีทั้งพระ-ฆราวาส โฆษกสำนักพุทธออกโรงป้อง เหตุภาพพระล็อกคอทหาร ว่อนโซเชียล ยืนยันเป็นเพียงแค่การเข้าไปห้ามปราม ไม่ให้มีการปะทะกัน แกนนำม็อบพระขู่รัฐบาลไม่ทำตามข้อเรียกร้องระวังปัญหาเพิ่มขึ้น ขณะที่ “บิ๊กป้อม” แจงไม่มีเรื่องพระเข้าที่ประชุม ครม. แจงเหตุรัฐไม่ได้ต้องการเข้าไปยุ่ง แต่ที่ต้องเกี่ยวข้องเพราะเป็นหน้าที่ ชี้เมื่อยังมีเหตุขัดแย้ง อาจยังไม่สามารถเสนอชื่อ “สมเด็จช่วง”ขึ้นทูลเกล้าฯ รมว.ยุติธรรม สั่งดีเอสไอ แจงเรื่องรถหรูวัดปากน้ำ 18 ก.พ.นี้


จากเหตุการณ์เผชิญหน้าจนหวิดปะทะกัน ระหว่างพระสงฆ์ เครือข่ายองค์กรพุทธบริษัท 4 กับกำลังทหาร ที่ควบคุมพื้นที่ภายในบริเวณพุทธมณฑล เนื่องจากกลุ่มพระไม่พอใจที่ถูกสกัดไม่ให้เข้าไปรวมตัวจัดงานเสวนา เรื่อง “สกัดแผนการล้มการปกครองคณะสงฆ์ไทย” ซึ่งเกิดมาจากความไม่พอใจ ที่ถูกนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทาง และมาตรการปกป้องพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และพระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือพุทธะอิสระ แห่งวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านการเสนอชื่อ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) วัดปากน้ำ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ขึ้นทูลเกล้าฯเป็นสมเด็จพระสังฆราช แม้สถานการณ์จะดูสงบลง หลัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี นิมนต์พระเมธีธรรมาจารย์ แกนนำกลุ่มพระสงฆ์ เข้าหารือที่ทำเนียบรัฐบาล แต่กลุ่มพระยังไม่พอใจ เรียกร้องให้รัฐบาล ยุติการแทรกแซงกิจการของคณะสงฆ์ ขณะที่รัฐบาลย้ำชัดว่า ต้องยุติความขัดแย้งเสียก่อน มิฉะนั้นจะไม่สามารถ นำชื่อสมเด็จวัดปากน้ำขึ้นทูลเกล้าฯได้

ความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อเวลา 08.40 น. วันที่ 16 ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ว่า เดี๋ยวดูทั้งหมด ยกเว้นข้อที่เรียกร้องขอให้บรรจุพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ อยู่ที่ กรธ.ดำเนินการ รัฐบาลไม่เกี่ยว เมื่อถามว่าเหตุการณ์ความวุ่นวายการปะทะกัน ระหว่างทหารและพระสงฆ์ จะให้ทาง มส.ดำเนินการอะไรหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า พระก็ต้องรู้ว่าพระต้องทำอย่างไร คงไม่ต้องไปบอก บวชเรียนมาแล้วทั้งนั้น ไปพูดมากก็เท่านั้น พระต้องรู้ว่าบวชมาทำไม

เมื่อถามว่ามีข้อเรียกร้องขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ยึดถือดำเนินการตามมติ มส.ที่เสนอสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เป็นสมเด็จพระสังฆราช พล.อ.ประวิตรตอบว่า ความจริงเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องเงียบๆ ของฝ่ายบริหาร ทาง มส.ทำมา ก็ดูว่าอะไรมีความขัดแย้งกันอยู่ นายกฯและหัวหน้า คสช.ต้องดู เสนอโปรดเกล้าฯ ไปต้องดู มีระเบียบกฎเกณฑ์อยู่แล้ว มส.ยื่นหนังสือมา นายกฯต้องกลั่นกรองก่อนกราบบังคมทูลฯ ถ้ายังมีความขัดแย้งกันอยู่อย่างนี้ มัวแต่ทะเลาะกัน ใครก็ไม่กล้านำความขึ้นกราบ บังคมทูลฯ ทุกอย่างต้องสงบ และเมื่อสงบแล้วทุกอย่างจะเดินไปตามกรอบกติกา เมื่อถามว่า ข้อเรียกร้องทั้งหมดเหมือนเป็นการผูกมัดรัฐบาลดำเนินการหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่ได้ผูกมัดต้องปล่อยให้นายกฯพิจารณา เมื่อถามต่อว่าจำเป็นต้องเปิดเจรจา 3 ฝ่าย คือฝ่ายที่คัดค้านตั้งสมเด็จช่วงฯ ฝ่ายสนับสนุนและรัฐบาลหรือไม่ เพื่อหาข้อยุติ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่ต้องเจรจา เดี๋ยวมันก็จบ ใจเย็นๆ ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวค่อยๆทำ ไม่ต้องมาสอนมากนัก


ผู้สื่อข่าวถามด้วยว่า ฝ่ายความมั่นคงจะปรับแผนดูแลพระที่มาชุมนุมหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า เกิดเหตุแค่ครั้งเดียว จะไปปรับอะไร ตอนนี้ก็เรียบร้อยแล้ว ทหารไม่มีอะไร ต้องการแค่ให้เรียบร้อย แค่ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด อย่างเหตุระเบิด เมื่อถามว่า เป็นห่วงหรือไม่เรื่องของผ้าเหลืองจะมีการเมืองเข้าไปแทรก พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่มีและไม่ได้กลัว ฟังดูแล้วพระก็ไม่ได้มีเรื่องการเมือง เพียงแต่อยากให้เร่งดำเนินการทูลเกล้าฯแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชเร็วๆ นายกฯก็ต้องดูให้ครบ ถ้าดูไม่ครบ มันผิดก็แก้ตัวไม่ได้แล้ว เรื่องนี้เป็นพระราชอำนาจ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกติกา เมื่อถามต่อว่า ทางเครือข่ายพระสงฆ์ระบุ ถ้ารัฐบาลไม่ดำเนินการจะชุมนุมอีกรอบหนึ่ง พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่มี ไม่ได้พูดกับตน รอให้นายกฯกลับมาก่อน และเชื่อว่าทุกอย่างจะลงเอยด้วยดี

ด้าน พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม กล่าวการชุมชนของคณะสงฆ์ว่า การเรียกร้องดังกล่าวจะไม่มีผลต่อการพิจารณาคดีต่างๆของพระสงฆ์ เพราะเป็นคนละเรื่องกัน ยืนยันว่าทำตามกฎหมาย และไม่เข้าใจที่บอกว่า ไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพระสงฆ์ เพราะใครก็ตามที่อยู่ภายใต้กฎหมาย แล้วทำผิดกฎหมายจะต้องไปยุ่ง ไม่มีข้อต่อรองใดๆ ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นสงฆ์หรือฆราวาส ยืนยันว่าไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ต้องมากดดัน ส่วนภาพการกระทบกระทั่งระหว่างพระสงฆ์กับเจ้าหน้าที่ทหารนั้น ทุกคนมองไปในทางเดียวกันและคิดว่าเจ้าหน้าที่ทหารต่างเคารพความเป็นพระสงฆ์ เมื่อพระสงฆ์ห่มผ้าเหลืองมา ทหารก็ให้เกียรติให้ความเคารพ ดังนั้น พระสงฆ์ต้องกลับ ไปคิดว่า ให้ความเคารพเหมือนที่ทหาร ให้ความเคารพพระสงฆ์หรือไม่

ส่วนกรณีดีเอสไอตรวจสอบรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ โบราณ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ของ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า เบื้องต้นได้รับรายงานจาก พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมดีเอสไอ จากการตรวจสอบพยานหลักฐานเอกสารพบว่ารถคันดังกล่าวมีการนำเข้าผิดกฎหมาย แต่เมื่อพบว่ารถมีความผิดก็ต้องไปดูว่าผิดอย่างไร ซึ่งอธิบดีดีเอสไอจะเป็นคนแถลงชี้แจงในรายละเอียดทั้งหมดในวันที่ 18 ก.พ.นี้

เวลา 12.45 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุม ครม.ว่าที่ประชุม ครม.ไม่ได้หารือถึงปัญหาในวงการพระสงฆ์ โดยเฉพาะกรณีข้อขัดแย้งการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ เป็นเรื่องที่นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีดูแล จึงไม่มีเรื่องอะไรต้องหารือใน ครม. ทุกอย่างต้องดำเนินการตามขั้นตอน

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนา ได้แจ้งข้อเสนอของพระเมธีธรรมาจารย์ ในที่ประชุม ครม. โดยเฉพาะข้อที่ระบุว่า ห้ามหน่วยงานภาครัฐเข้ามาก้าวก่ายเรื่องทางสงฆ์ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ชี้แจงว่า สิ่งต่างๆต้องตีความคำว่าเข้าไปยุ่งให้ถูกต้อง ถ้าเป็นการเข้าไปยุ่งเพื่อแทรกแซง รัฐบาลนี้ไม่เคยทำ รวมถึงทุกรัฐบาลที่ผ่านมาก็ไม่สามารถทำได้ แต่ด้วยกลไกขั้นตอนที่มา มส.ต้องมีการส่งเรื่องโดยผ่านรัฐบาล ส่วนนี้ตามบทบาทหน้าที่ รัฐบาลจำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงต้องตีความหมายว่าที่อย่าเข้าไปยุ่งนั้นหมายถึงอะไร ถ้าไม่ใช่หน้าที่ภาระ ก็ไม่เข้าไปยุ่งอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นภาระหน้าที่ที่จำเป็นต้องปฏิบัติตามขั้นตอน ก็จำเป็นต้องปฏิบัติ

ส่วนความเคลื่อนไหวของกลุ่มสงฆ์ พระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายคณะสงฆ์ และองค์กรภาคีพุทธบริษัท 4 ทั่วประเทศ (คสพ.) กล่าวว่า หลังจากนี้จะมีการติดตามเรื่องต่างๆ ที่เป็นสังฆามติทั้ง 5 ข้อ คือ 1.ห้ามหน่วยงานภาครัฐเข้ามาก้าวก่ายเรื่องของสงฆ์ ขอให้ทำหน้าที่อุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนาตามแบบบรรพบุรุษไทย 2.ขอให้รัฐบาลยึดธรรมเนียมปฏิบัติอันดีงามที่กระทำสืบกันมา คือการดำเนินการใดๆเกี่ยวกับการปกครองคณะสงฆ์ ทางรัฐบาลจะต้องปรึกษาและได้รับความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคม (มส.) 3.ขอให้นายกฯ ยึดถือการดำเนินการตามมติ มส.ที่มีการเสนอนาม สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เพื่อทูลเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช 4.ขอให้ทางรัฐบาลสั่งเป็นนโยบายให้หน่วยราชการปฏิบัติต่อคณะสงฆ์ด้วยความเคารพ เอื้อเฟื้อ ไม่ข่มขู่คุกคามคณะสงฆ์ด้วยการใช้กฎหมาย และ 5.ขอให้บรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ


แกนนำที่พาพระมาชุมนุมที่พุทธมณฑลกล่าวว่า เรื่องที่ทางเครือข่ายคณะสงฆ์ฯให้ความสำคัญมากที่สุด คือการสถาปนาประมุขสงฆ์ของไทย และการบรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ แต่จะยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆที่จะเป็นการกดดันการทำงานของรัฐบาล หากว่าสิ่งที่รัฐบาลได้รับปากไปเป็นไปเพื่อให้เพียงยุติการรวมตัวของคณะสงฆ์ และพุทธศาสนิกชน แต่ไม่มีการดำเนินการใดๆต่อ ยืนยันว่าจะทำให้เกิดปัญหาพอกพูนมากขึ้นแน่ ส่วนเหตุการณ์การปะทะของพระกับทหารที่ทางเข้าพุทธมณฑล ยอมรับว่าเกิดขึ้นจริง แต่เป็นส่วนน้อย เชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จะเป็นบทเรียนให้กับทั้งสองฝ่าย ที่จะต้องนำไปแก้ไขต่อไป

นายเสถียร วิพรมหา นายกสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา (สนพ.) กล่าวถึงกรณีโลกโซเชียลมีการเผยแพร่ภาพพระไปล็อกคอทหารระหว่างการเผชิญหน้าที่พุทธมณฑลว่า อาจจะเกิดความเข้าใจผิดกัน อารมณ์ของทุกฝ่ายอาจจะหลุด จนเกิดการยื้อยุด เพื่อแยกคู่กรณีระหว่างพระกับทหารออกจากกันจึงทำให้ภาพเหมือนอีกฝ่ายไปล็อกคอ อย่างไรก็ตาม ขอให้ทุกฝ่ายดูที่ข้อเท็จจริง สังคมพุทธเราไม่นิยมความรุนแรง ซึ่งการที่มีพระสงฆ์มาเป็นจำนวนมากเช่นนี้ ก็ไม่สามารถควบคุมความ รู้สึกของพระบางรูปได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม วัตถุประสงค์หลักของคณะสงฆ์คือมาสวดมนต์ การที่มีภาพที่สื่อออกไปเช่นนี้ สนพ.เองก็ไม่สบายใจ อยากให้ทุกฝ่ายศึกษาข้อเท็จจริง และเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานั้นด้วย


ด้านนายสมชาย สุรชาตรี โฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวว่า กรณีการเผยแพร่ ภาพพระสงฆ์ขณะกำลังล็อกคอทหาร และมีการวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียลว่าเหมาะสมหรือไม่นั้น เมื่อดูจากคลิปวีดิโอ ที่มีการเผยแพร่ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ พบว่าพระที่อยู่ในภาพได้เข้าไปห้ามทหารอีกคนหนึ่ง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์บานปลาย ไม่ได้มีเจตนาไปทำร้าย ดังนั้นอยากให้ดูเจตนาของพระ และบริบทโดยรวมด้วย

อีกด้านหนึ่ง เมื่อเวลา 11.30 น. ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สปช. ยื่นหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน ผ่านนายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้วินิจฉัยการปฏิบัติหน้าที่ของ มส.และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่าดำเนินการตามพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช จนสิ้นสุดขั้นตอนตามกฎหมายหรือไม่ ในกรณีที่สมเด็จพระสังฆราช ใช้อำนาจตามกฎหมาย มีพระลิขิตทรงวินิจฉัยว่าพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ต้องอาบัติปาราชิก

จากนั้นนายไพบูลย์ให้สัมภาษณ์ถึงการชุมนุมของพระสงฆ์ และการยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาล ว่า ข้อเสนอดังกล่าวคงเป็นไปไม่ได้ หากจะให้คณะสงฆ์เป็นเอกเทศ หรือรัฐอิสระเหมือนวาติกันคงทำไม่ได้ ส่วนตัวเชื่อว่าการออกมาชุมนุมเป็นการปกป้องพระเถระบางรูป ปกป้องผลประโยชน์ของพระที่เป็นแกนนำ การที่พระสงฆ์ออกมาชุมนุมจนถึงขั้นปะทะกับทหารเป็นความเสื่อมขั้นสูงสุด สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการปกครองคณะสงฆ์ที่ล้มเหลว กระทำที่ผิดพระธรรมวินัยและกฎหมาย ส่วนข้อเสนอเร่งรัดให้แต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ เป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่ถูกต้อง อาจเป็นการหมิ่นเหม่ก้าวล่วงพระราชอำนาจ เนื่องจากพระที่ถูกเสนอชื่อ อยู่ระหว่างถูกตรวจสอบในเรื่องคดีความ เช่น คดีรถหรูว่าครอบครองอย่างถูกกฎหมายหรือไม่ หากตรวจสอบแล้วมีความผิด แม้กฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้ชัดเจน แต่ตามประเพณีปฏิบัติ ก็คงไม่สามารถทำหน้าที่สังฆราชได้ ถ้าจะเร่งเรื่องแต่งตั้ง ไปเร่งรัดการตรวจสอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ให้สรุปผลโดยเร็วจะดีกว่า


ที่ สภ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เวลา 13.00 น. พระสุวิทย์ ธีรธัมโม หรือหลวงปู่พุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม เข้าแจ้งความให้เจ้าหน้าที่ตำรวจให้ดำเนินคดีกับพระที่เข้าร่วมการชุมนุมข้อหาละเมิด พ.ร.บ.การชุมนุม เนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย รวมทั้งมีการกล่าวหาทำให้พระสุวิทย์เสื่อมเสียชื่อเสียง โดยกล่าวภายหลังด้วย ว่า การมาร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่รัฐเพราะเป็นความผิดซึ่งห้าเกิดขึ้นใหม่ๆ หลักฐานเตรียมมาหมดทั้งคลิปวีดิโอ คลิปเสียง ภาพถ่ายประกอบ ความจริงแล้วอยากแจ้งความไปถึงการขัดขวางทำร้ายทหาร แต่คงปล่อยเป็นเรื่องของทหารที่ถูกทำร้ายดำเนินการเองจะดีกว่า และต้องขอชมเชยทหารที่ใจเย็นคุมสถานการณ์ไว้ได้ หากไม่ใช่พระไปล็อกคอทหารในเครื่องแบบแบบนี้ คงใช้รองเท้าบูตสวนกลับแน่

ขณะที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.กล่าวว่า อยู่ระหว่างตรวจสอบว่ามีการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายอาญา หรือขัดคำสั่ง คสช.เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมืองหรือไม่ หลังปรากฏภาพผ่านสื่อ ในลักษณะพยายามทำร้ายเจ้าหน้าที่ และทำลายทรัพย์สินของหน่วยงานด้านความมั่นคง หากพบว่ามีความผิด อาจดำเนินคดีย้อนหลัง เบื้องต้นได้พูดคุยกับพระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย แกนนำชุมนุมในครั้งนี้ โดยยินยอมยุติการชุมนุมไปแล้ว ยืนยันส่วนตัวไม่กังวลที่การเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจมีการเมืองระดับประเทศอยู่เบื้องหลัง แต่หากพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย ตำรวจต้องดำเนินคดีโดยไม่หนักใจว่าจะเป็นพระสงฆ์หรือฆราวาส ตำรวจมีมาตรการดูแลความปลอดภัยหากออกมาเคลื่อนไหวอีก ขณะเดียวกันก็มีมาตรการป้องกันไม่ให้กลุ่มบุคคลหรือกลุ่มคณะสงฆ์อื่น ที่มีความเห็นต่าง จะออกมาเคลื่อนไหวเผชิญหน้ากัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

-  พระฮือถูกขวาง สังฆามติ หวิดปะทะทหาร

-  'บิ๊กป้อม' รับ 5 ข้อเสนอเครือข่ายสงฆ์พิจารณา พระชุมนุมพุทธมณฑลสลายตัว

-  เครือข่ายสงฆ์ชุมนุม พุทธมณฑล ฝ่าวงล้อมทหาร หนุนตั้งสังฆราช

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    21.3%
  • ไม่ชอบ
    70.8%
  • สนุก
    5.0%
  • ประหลาดใจ
    1.9%
  • เสียใจ
    0.8%
  • ให้กำลังใจ
    0.2%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement