สวยเก่งเด่นวิบวับ! เปิดโปรไฟล์​ดีไซเนอร์ 'มิ้นต์ จินดาภา' ธุรกิจแฟชั่นออนไลน์ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2559
advertisement

สวยเก่งเด่นวิบวับ! เปิดโปรไฟล์​ดีไซเนอร์ 'มิ้นต์ จินดาภา' ธุรกิจแฟชั่นออนไลน์

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 มี.ค. 2559 06:05
15,486 ครั้ง


นานๆ ทีจะได้มีโอกาสกระทบไหล่แฟชั่นนิสต้าตัวแม่อีกคนของวงการ 'มิ้นต์-จินดาภา บุณยากร' เจอกันคราวนี้ในงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน 'ดิ เอ็ม ดิสทริค ไชนีส ครอนิเคิล 2016'

ไทยรัฐออนไลน์ เลยไม่พลาดพาเปิดโปรไฟล์ส่วนตัว พร้อมอัพเดตธุรกิจแฟชั่นออนไลน์ที่เจ้าตัวกำลังตั้งใจทำอยู่มาให้ฟังกัน บอกเลยว่า มีคนติดตามผลงานเธอทั้งในอินสตาแกรม และเฟซบุ๊กราวๆ เกือบ 30,000 คนเลยทีเดียว…เยอะไม่เยอะล่ะ!

ดีไซเนอร์สาวสุดฮอต 'มิ้นต์-จินดาภา บุณยากร'

ชื่อ นามสกุล : จินดาภา บุณยากร
นิกเนม :
มิ้นต์
ที่มาของนิกเนม :
เพราะคุณพ่อชอบทานสะระแหน่ (ภาษาอังกฤษ คือมิ้นต์)
อายุ :
ไม่อยากจะเอ่ย แต่ 32 ปีแล้วค่ะ
วันเกิด :
4 มิ.ย. 1983
ส่วนสูง น้ำหนัก :
160 ซม., 47 กก.
พี่น้อง :
ลูกคนเดียว
การศึกษา :
ป.ตรี ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ / ป.โท ด้านกฎหมาย ที่ SOAS University ประเทศอังกฤษ
อาชีพในปัจจุบัน :
Fashion Business Owner แบรนด์ Chindapa
ที่เที่ยวสุดโปรด :
ประเทศอังกฤษ
สิ่งที่เกลียด-กลัวสุดๆ :
แมลงสาบสุดยี้
คติประจำใจ :
ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
Instagram :
MINNAMINT
Facebook :
MINT BOONYAGORN

แฟชั่นนิสต้าตัวแม่ 'มิ้นต์-จินดาภา บุณยากร'
'มิ้นต์-จินดาภา บุณยากร' เจ้าของแบรนด์ Chindapa

อัพเดตเรื่องธุรกิจให้ฟังสักนิด
ตอนนี้เปิดธุรกิจแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง ชื่อ “Chindapa” ขายแต่เฉพาะในอินสตาแกรมกับเฟซบุ๊ก ปีนี้เราทำมาเข้าปีที่ 3 แล้ว ซึ่งอนาคตอันใกล้นี้คาดว่าอาจจะมีป็อปอัพสโตร์ ช็อปหน้าร้านแบบจริงจังสักที

หลายคนสงสัยทำไมจบมาถึงผันตัวเป็นดีไซเนอร์
เอาจริงๆ ที่เราเรียนกฎหมายตอน ป.ตรี เพราะว่าที่บ้านอยากให้เรียนอะไรที่เป็นวิชาชีพ คุณพ่อคุณแม่เป็นคนค่อนข้างหัวโบราณหน่อย และเราเห็นว่าด้านกฎหมายมันอยู่กับเราไปได้ตลอด เราก็เลยโอเคเรียนทางด้านนี้ แต่เราเพิ่งมารู้สึกตัวเองว่า เราชอบทางด้านแฟชั่นจริงๆ ก็ตอนที่เราแต่งตัวแล้วอัพลงโซเชียลฯ เหมือนกับเราเป็นคนชอบแต่งตัวอยู่แล้ว เวลาไปไหนก็จะแต่งตัวอัพลงโซเชียลฯ ตลอด แล้วทีนี้พอคนเห็น เขาก็ชอบตามดูเรา-ฟอลโล่เราเวลาแต่งตัวไรงี้ เราก็เลยคิดว่า เอ๊ะ! สไตล์เราอาจจะไปถูกใจใครหลายๆ คนก็ได้นะ นั่นก็เลยเหมือนเป็นแรงบันดาลใจให้ทำแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองขึ้นมา

ตั้งแต่จบมาเคยทำงานด้านกฎหมายบ้างรึยัง
ยังเลยนะ จะมีก็แต่ตอนฝึกงาน แต่ไม่นานประมาณเกือบปี ถ้าถามว่าชอบด้านนี้ไหม ก็ไม่ถึงกับชอบมากนะ มันไม่ได้มี passion มากที่อยากจะทำอะไรขนาดนั้น แต่ให้ทำก็ทำได้ ตรงกันข้ามกับแฟชั่นเลย อันนี้เรารู้สึกชอบ สนุกกับมัน และรู้สึกว่ามันมี passion มากกว่า ทำแล้วเราเอ็นจอยกับมันมากกว่า

เธอแซ่บเว่อร์!

คุณพ่อคุณแม่ว่าไงบ้างกับงานด้านนี้
ท่านสองคนไม่ว่าเลยจริงๆ พวกท่านเข้าใจ แล้วก็ไม่ได้บังคับ หรือฟิกด้วยว่าต้องทำงานด้านกฎหมาย เพราะเหมือนเราเรียนจบมาให้ท่านแล้ว และอันนี้มันคือสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ ท่านก็จะซัพพอร์ตเราเต็มที่ สนับสนุนในสิ่งที่เราอยากทำ เหมือนกับว่าเวลาเราแฮปปี้ทำอะไร พวกท่านก็จะสนับสนุนตรงนั้น ปล่อยให้เราทำไปเลย

เสน่ห์ของดีไซเนอร์
สำหรับเรา มันคือการดึงตัวตนเราออกมา ทั้งความชอบ ความคิด และทำสะท้อนให้คนอื่นเห็นในตัวตนของเรา เสน่ห์ของมันแตกต่างจากวิชาชีพอื่นๆ อย่างหมอเรียนมาก็รักษาคนไข้ ทว่าแฟชั่นดีไซน์ มันเหมือนกับการพรีเซ็นต์ตัวเองว่า เราเป็นอย่างไร ชอบอะไร สไตล์แบบไหน แล้วสะท้อนสิ่งๆ นั้นออกมาให้คนอื่นเห็นว่า เราเป็นแบบนี้นะ ชอบรสนิยมของเราไหม เรามองว่ามันน่าสนใจดีนะ และมันก็ค่อนข้างเป็นอาร์ตติสต์ด้วย

เสน่ห์ล้นจับใจ!

ธุรกิจแฟชั่นทำให้เราโตขึ้นยังไงบ้าง
มันทำให้เราโตขึ้นมากนะ โดยเฉพาะในเรื่องของการใช้เงิน เอาจริงๆ พูดเลยว่าเมื่อก่อน คุณพ่อคุณแม่สปอยล์มาก เรารู้สึกว่าเราใช้เงินแบบสุดโต่งเลยทีเดียว แต่ตอนนี้พอเรามาทำแบรนด์เอง เรามีลูกน้อง มีน้องเลขาคอยช่วย ทีมแพทเทิร์น พี่ๆ ช่างเย็บ เราได้เข้าใจอย่างหนึ่งเลยว่า เงินมันหายากจริงๆ ตอนนั้นคุณพ่อคุณแม่พูด เราก็ไม่เชื่อนะ ก็ใช้ๆ ไป เพราะเราไม่เคยหาเองไง จนตอนนี้เรารู้แล้วว่า กว่าจะได้เงินมาแต่ละก้อน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และกว่าจะประสบความสำเร็จที่ตั้งเป้าไว้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เหมือนกัน คือมันไม่ได้ใช้เวลา 5 เดือนหรือ 1 ปี มันต้องใช้ความอดทนมากกว่านั้น ที่สำคัญต้องมีวินัยสูงมาก ยิ่งในเรื่องของการเป็นผู้นำที่ดีให้ลูกน้องเคารพ และปฏิบัติตาม

ตอนนี้ถึงแบรนด์เราจะทำงานคงที่เป็นปีที่ 3 แล้ว แต่มันก็ถือเป็นน้องใหม่ที่หลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้จัก อาจเพราะด้วยเราเปิดตัวในออนไลน์ มันเลยทำให้แบรนด์ของเรายังไม่ขยายไปกว้างมากนัก แค่เฉพาะกลุ่มที่ชอบแบรนด์เราเท่านั้น จากนี้เราก็ต้องปรับขยายให้มันโตขึ้นมากกว่านี้ อย่างที่บอกในเร็วๆ นี้ก็อาจจะมีป็อปอัพสโตร์ให้หลายคนได้รู้จัก ได้ลอง และเข้าถึงแบรนด์ของเรามากขึ้น ซึ่งตอนนี้ที่คิดๆ ไว้ก็อาจจะเป็นที่เซ็นทรัลเวิล์ด

สาวตัวเล็กมักน่าร๊ากกกก...ก =)

แบรนด์ “Chindapa” เป็นเสื้อผ้าแนวไหน
เป็นเสื้อผ้าผู้หญิงเน้นแนวมิกซ์แอนด์แมทช์ ใส่ได้ทุกโอกาส เปลี่ยนได้หลายลุคหลายสไตล์ ง่ายๆ ไม่แฟชั่นจ๋าจนคนทั่วไปไม่สามารถใส่ได้ เสื้อผ้าแต่ละตัวจะเป็นแนวเรียบๆ ที่คนทั่วไปสามารถใส่ได้จริง ไม่ว่าจะอ้วน ผอม หรืออวบระยะสุดท้ายก็ใส่ได้หมด แบรนด์เราไม่ได้ทำเสื้อผ้าตัวจิ๋วที่เหมาะแต่คนตัวเล็กใส่เท่านั้น ซึ่งเอาจริงๆ คนทั่วไปไซส์มาตรฐานก็ใส่ไม่ได้ แต่เราจะเน้นอะไรที่ใส่ได้จริง แมทช์กับตัวอื่นได้ง่ายๆ และไม่ล้าสมัยง่าย คือคุณอาจจะมีเสื้อติดตู้ไว้เป็น must have item เก๋ๆ แล้วก็เอาไปใส่เข้ากับตัวโน้นตัวนี้ก็ได้

อินสไปเรชั่นในการสร้างแบรนด์
คงมาจากตอนที่เราไปเรียนลอนดอน แล้วเรามีเพื่อนเรียนด้านแฟชั่นเยอะ ก็ได้มีโอกาสไปช่วยงานเพื่อนบ้าง เราก็รู้สึกชอบ อีกทั้งเรายังชอบค้นหาเกี่ยวกับแฟชั่น คือไม่ใช่แค่ไปซื้อเสื้อผ้า แต่งตัวสวยๆ ลองแมทช์เสื้อผ้าลุคใหม่ๆ แต่เราชอบศึกษาพวกประวัติศาสตร์ กว่าจะกลายมาเป็นดีไซเนอร์ดังๆ พวกเขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง ศึกษาความคิดของเขา นั่นก็เลยทำให้เรารู้สึกว่า แรงบันดาลใจที่เราอยากทำแบรนด์เสื้อผ้าให้ประสบความสำเร็จน่าจะมาจากตอนที่เราอยู่ลอนดอนนั่นแหละ ส่วนตัวแล้ว เราว่าลอนดอนเป็นเมืองที่ค่อนข้างร่วมนะ มีทั้งวัฒนธรรมเก่าๆ เทคโนโลยีใหม่ๆ แฟชั่นต่างๆ ตั้งแต่ยุคสมัย 80-90 มันทำให้เหมือนกับเราซึมซับมาไม่รู้ตัว ยิ่งเราชอบแต่งตัวเป็นทุนเดิม มันก็เลยเป็นอะไรที่แบบใช่เลย

พอเรารู้สึกตัวเองจริงจังว่าชอบแฟชั่น ตอนนั้นกลับมาไทยปุ๊บ เราก็อยากจะทำแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองเลย ซึ่งกว่าทุกอย่างจะลงตัวมันก็ยากนะ กว่าจะหาช่างตัดเย็บที่ถูกใจ กว่าจะได้แพทเทิร์นที่ออกมาถูกใจ ทุกอย่างมันต้องใช้เวลา ความละเอียด และความเป๊ะกับมันมากจริงๆ เรียกได้ว่าต้องคุม-ตรวจเช็กทุกๆ ขั้นตอนเลย

ผลตอบรับกับธุรกิจตอนนี้
ถือว่าดีเลยนะ ตอนแรกเราก็คิดว่ามันจะถูกใจคนนั้นคนนี้ไหม แต่พอลูกค้าบางคนที่ซื้อไปใส่ เขาบอกว่ามันสวย และสามารถใส่ได้จริง ไปไหนมาไหนก็ได้แบบไม่ดูเว่อร์อลังการเกินไป แล้วก็สามารถใส่ได้หลายโอกาส เขาก็กลับมาซื้อสีอื่น-แบบอื่นกันอีก มันก็เลยกลายเป็นปากต่อปากบอกต่อกันไป ซึ่งตอนนี้ฟีดแบ็กของแบรนด์ค่อนข้างดีทีเดียว ในความคิดเรานะ เราว่ามันตอบโจทย์เรื่องการใส่ได้จริง สามารถใส่ได้ทุกวันแบบสบายๆ และราคาไม่แพงเว่อร์จนเกินไป โอเคในคอลเลกชั่นแรกฟีดแบ็กอาจยังไม่ค่อยดี เพราะเราเน้นชุดราตรีเยอะหน่อย มันก็เลยทำให้ขายยากนิดหนึ่ง แต่คอลเลกชั่นหลังๆ โดยเฉพาะล่าสุดนี้ถือว่าทะลุทาร์เก็ตที่เราตั้งไว้เลย

เล็กพริกขี้หนูนะจ๊ะ!

การแต่งตัวสไตล์มิ้นต์
เราไม่ชอบแต่งตัวสีฉูดฉาดมาก อาจจะใส่ชุดเรียบๆ ชุดหนึ่ง แล้วก็มีแอคเซสเซอรี่เป็นชิ้นใหญ่ๆ ที่ค่อนข้างทำให้เราดูโดดเด่น แค่นั้นพอ เพราะเรารู้สึกว่าเวลาออกงานก็แต่งหน้าเยอะอยู่แล้ว เราไม่อยากให้ทุกอย่างมันดูเยอะไปหมด ฉะนั้นเราจะเลือกแต่งแนวเรียบๆ มากกว่า แล้วก็มีเครื่องประดับนิดหน่อย อย่างแหวนเก๋ๆ หรือต่างหูสักชิ้น ถ้าอย่างเวลาไปปาร์ตี้กับเพื่อน เราจะใส่เป็นเดรส แต่งอะไรที่ดูเรียบเก๋ เท่บ้าง ดูไม่น่าเบื่อ พูดถึงแนว-โทนสีการแต่งตัว เราไม่ชอบแต่งแนวหวานเลยนะ แต่ก็ไม่ถึงกับร้อนแรงมาก เพราะรู้สึกว่ามันไม่เข้ากับตัวเองเท่าไหร่

แหล่งช็อปปิ้งสุดโดน
ที่สุดในใจเลยนะ เราชอบไปช็อปที่ลอนดอน เพราะตอนเราอยู่ลอนดอนบ้านเราอยู่ตรงข้ามห้าง Harrod เลย เราก็ชอบไปเดินที่นั่นบ่อย เรารู้สึกว่ามันมีทุกแบรนด์ครบเลย และบรรยากาศข้างในก็น่าเดิน คนไม่พลุกพล่านเกินไป ส่วนแบรนด์ที่ชอบคือ Balenciaga จริงๆ แบรนด์นี้เรื่องกระเป๋าจะดัง แต่เสื้อผ้าของเขาก็สวยเหมือนกัน เป็นสไตล์แบบแนวอวกาศนิดๆ ซึ่งพอใส่แล้วมันยูนิค มีเอกลักษณ์มากที่ทุกคนจะต้องมอง แล้วมันไม่ได้เว่อร์อลังการเหมือนหลุดเกินไป มันกลายเป็นสาวเท่ และดูมีคลาส ที่สำคัญมันใส่ได้ตลอด ผ่านไป 2-3 ปี ก็ยังกลับเอามาใส่ได้ ไม่เอาต์ เราเป็นคนชอบเสื้อผ้าที่ใส่ได้นานๆ นะ ไม่ใช่แป๊บๆ ก็เอาต์ หลุดคอลเลกชั่นแล้ว

หุ่นดีป่ะล่ะ?!

สิ่งที่คาดหวังในอนาคตกับชีวิต และการทำงาน
ถ้าในเรื่องธุรกิจตอนนี้เราทำเสื้อผ้าอยู่ ก็คิดแพลนไว้ว่าคอลเลกชั่นต่อๆ ไป เราจะทำแอคเซสเซอรี่ด้วย อาจจะมีกระเป๋า รองเท้า และเครื่องประดับ ซึ่งในตอนนี้เราขายออนไลน์อยู่ ต่อไปเราก็อาจจะขยายเป็นป็อปอัพสโตร์ หรือว่าลงในห้างฯ ก็ว่ากันไป คิดไว้อาจเป็นเซ็นทรัลเวิลด์ เพราะเราก็เคยลองคุยๆ ไว้เหมือนกัน ส่วนถ้าเป็นชีวิตส่วนตัว เราก็เพิ่งแต่งงานไป ทุกอย่างตอนนี้มันโอเคมากอยู่แล้ว เพียงแต่เราก็อยากจะใช้ชีวิตให้มันค่อนข้างมั่นคงมากขึ้น เพราะว่าคุณแม่ก็เสียแล้ว และเราเป็นลูกคนเดียวด้วย คุณพ่อก็จะคอยพูดเสมอว่า อย่าคิดว่าเราจะต้องพึ่งใคร แต่ให้คิดว่าต้องอยู่คนเดียวให้ได้ ใช้ชีวิตคนเดียวให้ได้ ไม่ใช่ว่าเราแต่งงาน-มีคนดูแลเราแล้ว เราจะละเลยที่จะดูแลตัวเอง

ถ้าถามจริงๆ ตอนนี้ทุกอย่างยังไม่ stable เท่าที่ควรจะเป็นนะ มันยังไม่แข็งแรง และมั่นคงมากพอ อย่างแบรนด์ใช่อยู่ที่มันได้รับการตอบรับที่ดี แล้วพวกพี่ๆ ที่เขาเอ็นดูก็คอยช่วยเหลือ ช่วยโปรโมต ช่วยในเรื่องโฆษณาอะไรให้ ทว่าเราก็ยังคงต้องประคับประคองแบรนด์ให้ติดตลาด ติดหู ขยายให้มันค่อนข้างมั่นคงมากกว่านี้ ส่วนเรื่องชีวิตคู่ ชีวิตครอบครัวตอนนี้โอเค แฮปปี้สุดๆ เพียงแต่ตอนนี้เราเพิ่ง 30 ต้นๆ มันเหมือนจะเพิ่งสตาร์ตเรียลไลฟ์เอง ฉะนั้นเราก็ต้องประคับประคองเรื่องชีวิตส่วนตัว และธุรกิจให้มันดีที่สุดควบคู่กันไป…

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    55.2%
  • ไม่ชอบ
    36.6%
  • สนุก
    3.7%
  • ประหลาดใจ
    1.5%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    3.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement