ฎีกา แก้โทษ ประสงค์ รอลงอาญา 1 ปี หมิ่นฯ อดีต ตลก. รธน. ช่วยคดีซุกหุ้นทักษิณ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

ฎีกา แก้โทษ ประสงค์ รอลงอาญา 1 ปี หมิ่นฯ อดีต ตลก. รธน. ช่วยคดีซุกหุ้นทักษิณ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.พ. 2559 16:45
3,458 ครั้ง


ศาลฎีกา ยกฟ้อง น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ หมิ่นประมาท อดีต ตุลาการ รธน. ช่วยเหลือคดี ซุกหุ้นทักษิณ ชี้ เขียนจากข้อเท็จจริงที่ได้รับมา และเป็นประโยชน์สาธารณะ แต่ให้จำคุก 1 ปี ฐานหมิ่นศาลฯ แก้โทษจำคุกให้รอลงอาญา 1 ปี

วันที่ 16 ก.พ. 59 ที่ศาลอาญา ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีที่พนักงานอัยการ, นายกระมล ทองธรรมชาติ, นายผัน จันทรปาน, นายศักดิ์ เตชาชาญ, นายปรีชา เฉลิมวณิชย์, นายอนันต์ เกตุวงศ์, นายสุจินดา ยงสุนทร และนายจุมพล ณ สงขลา เป็นโจทก์ร่วมที่ 1-7 ซึ่งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฝ่ายเสียงข้างมาก ยื่นฟ้อง น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉายา “บุรุษคาบไปป์”, นายจิระพงศ์ เต็มเปี่ยม บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา นสพ.แนวหน้า (ขณะฟ้องปี 2545), บริษัท หนังสือพิมพ์แนวหน้า จำกัด, นางผาณิต พูนศิริวงศ์ และนายวารินทร์ พูนศิริวงศ์ ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจในบริษัท ในความผิดร่วมกันฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร, ร่วมกันดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาพิพากษาคดี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198, 326, 328 ตามฟ้องโจทก์ เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 45

โดยระบุความผิดจำเลยสรุปว่า เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 44 จำเลยทั้งห้าร่วมกันดูหมิ่น และหมิ่นประมาทตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 8 ต่อ 7 เสียง ที่วินิจฉัยชี้ขาด คดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขณะดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบว่า ไม่มีความผิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 โดยจำเลยที่ 2 พิมพ์บทความใน นสพ.แนวหน้า ฉบับลงวันที่ 28 ส.ค. 44 หน้า 3 ซึ่งคอลัมน์ของจำเลยที่ 1 วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้โจทก์ร่วมทั้งเจ็ดได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 47 ให้จำคุก น.ต.ประสงค์ และ นายจิระพงศ์ บก.นสพ.แนวหน้า จำเลยที่ 1-2 ฐานร่วมกันดูหมิ่นศาล หรือผู้พิพากษาในการพิจารณาพิพากษาคดี คนละ 1 ปี และปรับ 7,000 บาท โดยโทษจำคุก ให้รอการลงโทษเป็นเวลา 1 ปี ส่วนจำเลยที่ 3-5 ผู้บริหารบริษัทแนวหน้าฯ ให้ยกฟ้อง

ต่อมาโจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 9 ก.ย. 51 ยังคงให้จำคุก น.ต.ประสงค์และนายจิระพงศ์ บก.นสพ.แนวหน้า จำเลยที่ 1-2 คนละ 1 ปี และปรับ 7,000 บาท แต่ให้เพิ่มระยะเวลาการรอลงอาญาจาก 1 ปี ให้เป็นไว้ 2 ปี โดยอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญโจทก์ร่วม และจำเลยทั้งสอง ยื่นฎีกา ศาลฎีกา ตรวจสำนวนประชุมหารือกันแล้ว เห็นว่า น.ต.ประสงค์ จำเลยที่ 1 ผู้เขียนบทความ เบิกความว่า ได้รับจดหมายแสดงความคิดเห็นของคณาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับคดีซุกหุ้น พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า มีลักษณะสองมาตรฐาน แม้จะไม่ได้มีการระบุชื่อผู้ให้ความเห็นในจดหมายแต่มีตราของมหาวิทยาลัยประทับ อีกทั้งยังมีความเห็นจากนักกฎหมายหลายคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยในครั้งนี้ รวมถึงยังมีการเสนอข่าวจากสื่อมวลชนถึงคำวินิจฉัยในเรื่องนี้เช่นกัน

ขณะที่ นายบัณฑิต ศิริพันธุ์ ทนายความของจำเลย ยังเบิกความด้วยว่า มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มาเล่าให้ฟังว่า คดีซุกหุ้นมีการวิ่งเต้น ช่วยเหลือ โดยนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เข้าพบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอเสียงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญผู้นั้น 1 เสียง ซึ่งมีการอ้างว่า นางเยาวภา มีการให้อามิสสินจ้างประโยชน์แก่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไว้เรียบร้อยแล้ว 4 คน แม้ข้อนี้จะไม่มีใครมาเบิกความยืนยันคำพูดของนายบัณฑิต แต่ก็ไม่มีการดำเนินคดีกลับนายบัณฑิต ที่มีการกล่าวอ้างตุลาการศาลรัฐธรรมนูญผู้นั้นเช่นเดียวกันด้วย ดังนั้นเรื่องคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงเป็นข้อหน้าสงสัย ซึ่งบทความจำเลยเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงตามที่ได้รับฟังพยานหลักฐานมา และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าบทความนั้นไม่ใช่การใส่ความในเรื่องส่วนตัว อีกทั้งเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น จึงให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1-2 ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

แต่การกระทำของจำเลยที่ 1-2 ผิดฐานดูหมิ่นตุลาการฯ ตาม ม.198 หรือไม่ ซึ่งจำเลยยื่นฎีกาว่า เมื่อมีการยึดอำนาจ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) และได้ออกประกาศ คปค.ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ และสิ้นสุดการทำงานศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ทำให้ไม่เป็นความผิดนั้น เห็นว่า แม้มีประกาศ คปค. ยกเลิกรัฐธรรมนูญสิ้นสุดการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญ แต่กฎหมายข้อบังคับ เรื่องดูหมิ่นศาลฯ ไม่ได้ถูกยกเลิกไปด้วย ความผิดจึงยังคงอยู่ ฎีกาของจำเลยส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โจทก์ร่วม ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยสถานหนักและไม่รอการลงโทษนั้น ฎีกาฟังไม่ขึ้น ศาลเห็นว่า จำเลยไม่เคยถูกต้องโทษทางอาญา ประกอบกับพิจารณาวุฒิภาวะการศึกษา อายุ จึงพิพากษาแก้เป็นว่า ให้กำหนดเวลารอการลงโทษจำเลยที่ 1-2 คนละ 1 ปี ส่วนจำเลยที่ 3-5 ให้ยกฟ้องตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    64.7%
  • ไม่ชอบ
    26.3%
  • สนุก
    1.5%
  • ประหลาดใจ
    5.3%
  • เสียใจ
    0.8%
  • ให้กำลังใจ
    1.5%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement