พระฮือถูกขวาง สังฆามติ หวิดปะทะทหาร - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2559
advertisement

พระฮือถูกขวาง สังฆามติ หวิดปะทะทหาร

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.พ. 2559 07:45
10,077 ครั้ง


ปากทางเข้าพุทธมณฑล พบ‘บิ๊กป้อม’เสนอ‘5ข้อ’กดดันให้ตั้งสมเด็จช่วง

พระสงฆ์และฆราวาสจากเครือข่ายองค์กรพุทธบริษัท 4 ทั่วประเทศรวมตัวชุมนุมสกัดแผนล้มล้างการปกครองคณะสงฆ์ไทย เกิดกระทบกระทั่งกับฝ่ายทหารที่มาดูแลความสงบ โดยไม่อนุญาตให้รถที่นำพระมา เข้าไปในพื้นที่พุทธมณฑล ทำให้พระนับพันต้อง เดินเท้าร่วม 2 กิโลเมตร พร้อมกับตรวจค้นอาวุธ จนพระบางรูปไม่พอใจการกระทำของทหารกระโดดเข้าล็อกคอ จนทั้งสองฝ่ายต้องช่วยกันห้ามปราม เกรงจะเกิดเหตุบานปลาย ขณะที่ “บิ๊กป้อม” นิมนต์พระเมธีธรรมาจารย์ แกนนำเข้าทำเนียบฯ เจรจายุติม็อบพระ รับข้อเรียกร้องปมตั้งสมเด็จพระสังฆราช ก่อนสลายการชุมนุม

กรณีนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์พระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และพระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือพุทธะอิสระ แห่งวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านการเสนอรายชื่อ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) วัดปากน้ำ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ขึ้นทูลเกล้าฯเป็นสมเด็จพระสังฆราช รวมทั้งยังมีการออกมากล่าวโจมตีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ และมหาเถรสมาคม (มส.) อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ทางรัฐบาลก็ออกมาระบุว่า หากยังเกิดความขัดแย้ง ก็จะยังไม่ทูลเกล้าฯเสนอรายชื่อสมเด็จพระสังฆราช ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจต่อคณะสงฆ์ จึงมีการนัดรวมตัวกันปฏิบัติธรรม แสดงสังฆามติ ที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 15 ก.พ. ที่ลานหน้าองค์พระ ประธานพุทธมณฑล จ.นครปฐม เครือข่ายคณะสงฆ์และองค์กรพุทธบริษัท 4 ทั่วประเทศ ประกอบด้วยองค์กรภาคี คือ ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศ ไทย สมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา (สนพ.) ศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย เครือข่ายพระนิสิตมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เปรียญธรรมสมาคม สมาคมทางสายกลาง สมาคมเปรียญธรรม 9 ประโยค สหพันธ์เปรียญธรรม องค์การยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก จัดงานสัมมนา “สกัดแผนล้มการปกครองคณะสงฆ์ไทย” พร้อมทั้งจะมีการร่วมปฏิบัติธรรมข้ามคืนจนถึงวันที่ 16 ก.พ.เวลา 19.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โดยตั้งแต่ช่วงเวลา 08.30 น. พระสงฆ์ พุทธศาสนิกชน เริ่มทยอยมาร่วมงานจำนวนมาก ส่วนใหญ่เตรียมอุปกรณ์ในการพักค้างคืนมาด้วย แต่ทหารและตำรวจได้นำแผงเหล็กมากั้นทางเข้าไปยังองค์พระประธานพุทธมณฑล เพื่อไม่ให้รถชนิดต่างๆ เข้าไปส่งผู้ที่จะเข้าร่วมงานในบริเวณการจัดงานได้ จะอนุญาตให้เดินเท้าเข้าไปในงานเท่านั้น ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจกับพุทธศาสนิกชนบางส่วน เนื่องจากมีพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนที่มีอายุมาก ต้องการเข้าร่วมงานครั้งนี้แต่เดินเท้าเข้าไปไม่ไหว ทำให้มีพุทธศาสนิกชนและพระสงฆ์บางส่วนพยายามยกแผงกั้นออก และขอให้ทางทหารนำรถฮัมวีที่จอดขวางทางเข้าออกไปจากบริเวณ ดังกล่าว จนเกิดเหตุชุลมุนจนเกือบเกิดการปะทะกันระหว่างทหารกับพระสงฆ์ที่พยายามจะเอาแผงเหล็กออก แต่พระสงฆ์และทหารที่อยู่โดยรอบเข้ามาห้ามไว้ทัน ก่อนที่สุดท้ายทางเจ้าหน้าที่ทหารจะยอมให้มีการนำรถยนต์เข้าไปในพุทธมณฑลได้ แต่อนุญาตเพียงรถยนต์และรถตู้เท่านั้น สร้างความพอใจให้กับพุทธศาสนิกชนและพระสงฆ์ โดยพระสงฆ์ได้สวดชยันโตให้กับเจ้าหน้าที่ทหารที่ดูแลความเรียบร้อยตรงทางเข้าพุทธมณฑลด้วย

จากนั้นเวลาประมาณ 12.40 น. พระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์ฯ นายเสถียร วิพรมหา นายก สนพ. นายเมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ เลขาธิการ สนพ. ได้หารือกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 7 และทหารจากมณฑลทหารบกที่ 11 ภายหลังการหารือ พระเมธีธรรมาจารย์กล่าวว่า การที่ทางพระสงฆ์ พุทธศาสนิกชน ออกมารวมตัวกันครั้งนี้ เพื่อปกป้องมหาเถรสมาคม (มส.) และคณะสงฆ์ ที่ถูกกลุ่มบุคคลบางกลุ่มกล่าวร้าย และชัดเจนว่าหากปล่อยไปจะเกิดผลร้ายต่อพระพุทธศาสนา ที่สำคัญยังจะมีบาง กลุ่มฟ้องร้อง มส.อีก ทำให้สถานการณ์สุกงอม และได้มีการนัดหมายรวมตัวกันเพื่อปฏิบัติธรรม และแสดงสังฆามติในการปกป้องพระพุทธศาสนา คณะสงฆ์ และ มส. โดยมีพุทธศาสนิกชนและคณะสงฆ์จากทั่วประเทศมารวมตัวกันในครั้งนี้ อย่างไรก็ตามทางตำรวจและทหารได้ขอให้การรวมตัวกันครั้งนี้ยุติภายในวันที่ 15 ก.พ. ส่วนตัวยังให้คำตอบไม่ได้ ต้องรอฟังเสียงสังฆามติในช่วงเย็นก่อน

ขณะที่บรรยากาศบริเวณทางเข้าพุทธมณฑล ยังคงเกิดความวุ่นวายอย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากที่ช่วงบ่ายทหารเปิดให้รถยนต์ขนาดเล็กเข้าไปในพื้นที่พุทธมณฑลแล้วนั้น ปรากฏว่าในช่วงเย็นได้มีการนำรถฮัมวีมาจอดขวางทางเข้าพุทธมณฑลอีก สร้างความไม่พอใจต่อพระสงฆ์กลุ่มหนึ่ง จึงกรูกันเข้าไปยกรถหลบไปข้างทาง โดยที่ทางทหารไม่ได้เข้าไปขัดขวาง เพราะเกรงว่าจะเกิดเหตุการปะทะกันขึ้นมาอีก จึงยอมให้พระสงฆ์ยกรถหลบข้างทางได้

ต่อมาช่วงเย็นยังมีพระสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนทยอยเดินทางเข้ามาภายในพุทธมณฑลอย่างต่อเนื่องจนเต็มพื้นที่บริเวณลานด้านหน้าองค์พระประธานพุทธมณฑล กระทั่งเวลา 17.30 น. พระเมธีธรรมาจารย์ แถลงผลสังฆามติในครั้งนี้ ว่า ในเวลา 17.30 น. พระเมธีธรรมมาจารย์กล่าวแถลงสังฆามติว่า อาณาจักร ต้องเกื้อหนุนศาสนจักร ขณะนี้มีความพยายามนำการเมืองเข้ามาแทรกแซงคณะสงฆ์ มีการจาบจ้วงดูหมิ่น มส. และพระมหาเถระอย่างไม่เคยมีมาก่อน มีบุคคลบางกลุ่มให้ร้ายคณะสงฆ์ทั่วประเทศ และให้ร้ายแทรกแซงกระบวนการทูลเกล้าฯสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชอย่างชัดเจน เช่น อ้างว่าการที่ มส.มีมติเสนอชื่อสมเด็จพระราชาคณะไปยังนายกรัฐมนตรี เป็นการทำผิดขั้นตอน ทั้งที่การทำตามขั้นตอนก็ทำเช่นเดียวกับเมื่อครั้งเสนอ สมเด็จพระญาณสังวร ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช พฤติกรรมทั้งหลายเหล่านี้แสดงอย่างชัดเจนว่า ขบวนการนี้พยายามหาเหตุทุกอย่างเพื่อขวางมติของ มส.

พระเมธีธรรมาจารย์กล่าวต่อไปว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องความดำรงอยู่ของการปกครองคณะสงฆ์ไทย เพราะหากผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ยังถูกกลั่นแกล้งรังแกจากผู้ไม่หวังดี อ้างเหตุต่างๆนานา ทั้งที่มติ มส. มีมติเป็นเอกฉันท์ 17:0 ทั้งจากฝ่ายมหานิกายและธรรมยุต กลับไม่มีความหมาย ไม่ได้รับการยอมรับปฏิบัติ เหมือนเป็นจุดล่มสลายของการปกครองคณะสงฆ์ จะส่งผลกระทบต่อทุกสถาบันในสังคม ดังนั้น ที่ประชุมคณะสงฆ์ทั่วประเทศจึงมีสังฆามติร่วมกัน ขอให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการ ดังนี้ 1.ห้ามหน่วยงานภาครัฐเข้ามาก้าวก่ายเรื่องของสงฆ์ ขอให้ทำหน้าที่อุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธ– ศาสนาตามแบบบรรพบุรุษไทย 2.ขอให้รัฐบาลยึดธรรมเนียมปฏิบัติอันดีงามที่กระทำสืบกันมา คือการดำเนินการใดๆเกี่ยวกับการปกครองคณะสงฆ์ ทางรัฐบาลจะต้องปรึกษาและได้รับความเห็นชอบจาก มส.

พระเมธีธรรมาจารย์กล่าวอีกว่า 3.ขอให้นายกรัฐมนตรียึดถือการดำเนินการตามมติ มส. ที่มีการเสนอนาม สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เพื่อทูลเกล้าฯสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช 4.ขอให้ทางรัฐบาลสั่งเป็นนโยบายให้หน่วยราชการปฏิบัติต่อคณะสงฆ์ด้วยความเคารพ เอื้อเฟื้อ ไม่ข่มขู่คุกคามคณะสงฆ์ด้วยการใช้กฎหมาย และ 5.ขอให้บรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม ตนและคณะ จะนำสังฆามตินี้ ยื่นต่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ที่ทำเนียบรัฐบาล หลังการแถลงสังฆามติทันที หากทางรัฐบาลรับสังฆามติ ก็จะสลายการประชุมนี้ แต่หากรัฐบาลไม่ยอมรับ คณะสงฆ์และฆราวาสจะอยู่ปฏิบัติธรรม และจำวัดที่พุทธมณฑลจนถึงวันมาฆบูชา ทั้งนี้ เมื่อยื่นข้อเสนอกับรองนายกรัฐมนตรีเสร็จแล้ว จะกลับมาแจ้งให้ที่ประชุมบริเวณพระประธานพุทธมณฑลได้รับทราบต่อไป

ภายหลังการประกาศสังฆามติ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้มารอรับพระเมธี– ธรรมาจารย์ โดยได้ขึ้นรถไปคันเดียวกับ ผบ.ตร. เพื่อเข้าพบ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ที่ทำเนียบรัฐบาล มีนายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ นายชยพล พงษ์สีดา รอง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ นายเสถียร วิพรมหา นายก สนพ. ขึ้นรถตู้ตามไปเข้าพบ พล.อ.ประวิตรด้วย

ต่อมาเมื่อเวลา 18.15 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พร้อมด้วย พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ได้เดินทางเข้ามายังทำเนียบรัฐบาล ภายหลังได้รับการรายงานจากนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่ากลุ่มเครือข่ายคณะสงฆ์และองค์กรภาคีพุทธบริษัท 4 ทั่วประเทศ (คสพ.) ประสานเข้ายื่นหนังสือถึงรัฐบาล ยื่นข้อเรียกร้อง 5 ข้อ นำโดยพระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร จนฺทสาโร) เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย หลังเกิดเหตุการกระทบกระทั่งระหว่างพระสงฆ์กับเจ้าหน้าที่ทหาร ที่พุทธมณฑล อ.ศาลายา จ.นครปฐม ทั้งนี้การเดินทางมาของคณะสงฆ์ มี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ร่วมนั่งรถมาในคันเดียวกัน

การยื่นหนังสือใช้เวลาเพียง 15 นาที พระเมธีธรรมาจารย์ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า รัฐบาลรับปากว่าจะดูแลและประสานรายงานเรื่องนี้ไปยังนายกรัฐมนตรี หลังกลับจากสหรัฐอเมริกา การชุมนุมทางกลุ่มพร้อมยุติ แต่จะสงวนดูท่าทีรัฐบาลก่อน ยืนยันว่าการชุมนุมครั้งนี้มาด้วยความสงบ มาเพื่อแสดงสังฆามติ และหากก่อนหน้านี้ ซึ่งความจริงหากมีการพูดคุยกันแต่แรก ก็จะไม่มีเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้น

อีกด้านหนึ่ง ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นพ. มโน เลาหวณิช อดีตพระลูกวัดพระธรรมกาย เข้ายื่นหนังสือถึง พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชและประธานกรรมการมหาเถร สมาคม (มส.) มี พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ ในฐานะรองโฆษกดีเอสไอ เป็นผู้รับเรื่อง

นายไพบูลย์กล่าวว่า เมื่อวันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่ประชุม มส. มีสมเด็จช่วงเป็นประธานการประชุม มีมติรับรองเห็นชอบรายงานตามที่รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ว่า มส.ไม่สามารถดำเนินการตามพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช เนื่องจากคดีของพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย สิ้นสุดในคณะผู้พิจารณาชั้นต้นแล้ว ถือว่าพระธัมมชโยไม่ได้อาบัติปาราชิก โดย มส.ไม่มีอำนาจยกมาพิจารณาเอง ตนเห็นว่ามติของ มส.ดังกล่าว เป็นการปฏิเสธที่จะดำเนินการตามที่ดีเอสไอมีหนังสือแจ้งไปให้พิจารณาดำเนินการให้พระธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิก ตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช เมื่อตรวจสอบพบสมเด็จช่วงได้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระธัมมชโยอย่างยิ่ง มีหลักฐานปรากฏในสื่อสาธารณะรับทราบกันโดยทั่วไปว่ามีผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกันหลายประการ ขอให้ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ เนื่องจากเป็นความผิดที่อาจเกี่ยวพันกับกรณีสอบสวนพระธัมมชโยร่วมกันฟอกเงินหรือรับของโจรจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น จึงเดินทางมายื่นหนังสือ

ขณะที่ พ.ต.ต.วรณันกล่าวว่า จะนำเรื่องไปพิจารณาก่อนนำเรื่องเสนอให้กับอธิบดีดีเอสไอต่อไป ส่วนหนังสือที่ พศ. จะส่งผลการประชุมกรณีพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชที่พระธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิกนั้น ล่าสุด ทาง พศ. ยังไม่ได้ส่งหนังสือชี้แจงมา ดีเอสไอรอหนังสืออยู่ นอกจากนี้ ดีเอสไอเตรียมแถลงข่าวผลสอบรถเบนซ์ โบราณ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ของสมเด็จช่วง ในวันที่ 18 ก.พ.

ต่อมาเวลา 19.05 น. ได้มีการประกาศต่อคณะสงฆ์ และพุทธศาสนิกชน ที่นั่งรอฟังผลที่หน้าองค์พระประธานพุทธมณฑลว่า คณะที่เข้าพบ พล.อ.ประวิตร ได้ข้อสรุปแล้วว่า พล.อ.ประวิตรรับข้อเสนอ 4 ข้อ ส่วนเรื่องเสนอพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ พล.อ.ประวิตรจะรับเป็นคนกลางเสนอให้ สร้างความพอใจกับคณะสงฆ์ และพุทธศาสนิกชน จึงมีการสลายการชุมนุมในเวลา 19.15 น.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    47.1%
  • ไม่ชอบ
    33.1%
  • สนุก
    6.9%
  • ประหลาดใจ
    4.5%
  • เสียใจ
    3.4%
  • ให้กำลังใจ
    5.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement