'ไพบูลย์' จี้ดีเอสไอสอบ 'สมเด็จช่วง' ปมปาราชิกธัมมชโย - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2559
advertisement

'ไพบูลย์' จี้ดีเอสไอสอบ 'สมเด็จช่วง' ปมปาราชิกธัมมชโย

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ก.พ. 2559 16:57
1,626 ครั้ง


"ไพบูลย์ นิติตะวัน" ยื่นดีเอสไอตรวจสอบการทำหน้าที่ของ "สมเด็จช่วง" ที่ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ปมปาราชิก "ธัมมชโย" คาดอาจเข้าข่ายเอี่ยวคดีสหกรณ์ฯ คลองจั่น

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 15 ก.พ.59 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พร้อม นพ.มโน เลาหวณิช อดีตพระลูกวัดวัดพระธรรมกาย ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และประธานกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) โดยมี พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ ในฐานะรองโฆษกดีเอสไอ เป็นผู้รับเรื่อง

นายไพบูลย์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่ประชุม มส. ซึ่งมีสมเด็จช่วงเป็นประธานการประชุม ได้มีมติรับรองเห็นชอบรายงานตามที่รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ว่า มส.ไม่สามารถดำเนินการตามพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช เนื่องจากคดีของพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย สิ้นสุดในคณะผู้พิจารณาชั้นต้นแล้ว จึงถือว่าพระธัมมชโยไม่ได้อาบัติปาราชิก โดย มส.ไม่มีอำนาจยกมาพิจารณาเอง ตนจึงเห็นว่ามติของ มส.ดังกล่าว เป็นการปฏิเสธที่จะดำเนินการตามที่ดีเอสไอมีหนังสือแจ้งไปให้พิจารณาดำเนินการให้พระธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิก ตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช

นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า กรณีที่อ้างว่าการดำเนินการให้เป็นไปตามพระลิขิตได้สิ้นสุดไปแล้วนั้น ไม่ถูกต้อง เพราะเป็นกรณีที่ นายมาณพ พลไพรินทร์ และนายสมพร เทพสิทธา เป็นโจทย์ยื่นฟ้องพระธัมมชโย ว่าล่วงละเมิดพระธรรมวินัยด้วยการบิดเบือนหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา รวมถึงการยักยอกทรัพย์ ฉ้อโกงและหลอกลวงประชาชน ซึ่งในเรื่องนี้อยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตรา 8 โดยหลังจากปี 2542 แล้ว ยังไม่ได้มีการดำเนินการตามกฎหมาย แต่เมื่อ มส. มีมติแล้วเบี่ยงเบนเรื่อง โดยอ้างว่าเป็นเรื่องเดียวกันนั้น จึงเห็นว่าน่าจะมีปัญหาการดำเนินการเรื่องความชอบด้วยกฎหมาย

"เมื่อไปดูแล้วสมเด็จช่วงได้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระธัมมชโยอย่างยิ่ง มีหลักฐานปรากฏในสื่อสาธารณะรับทราบกันโดยทั่วไปว่ามีผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกันหลายประการ ดังนั้น จึงเห็นว่าสมเด็จช่วงเป็นกรรมการ มส. มาก่อนปี 2542 แล้ว ปัจจุบันสมเด็จช่วงก็เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และยังเป็นประธาน มส. ดังนั้นจึงมีความเชื่อและสงสัยมากว่าสมเด็จช่วงอาจเป็นผู้ให้การช่วยเหลือ เนื่องจากไม่อยากให้พระธัมมชโยต้องสละสมณเพศจากพระลิขิต จึงให้การช่วยเหลือบ่ายเบี่ยงไม่ให้ต้องดำเนินการ

การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ตามกฎหมายมาตรา 157 และความผิดฐานอื่นหรือไม่ และขอให้ดีเอสไอรับกรณีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ เนื่องจากเป็นความผิดที่อาจเกี่ยวพันกับกรณีสอบสวนพระธัมมชโยร่วมกันฟอกเงินหรือรับของโจรจากสหกรณ์ฯ คลองจั่น อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้ยังมีข้อกฎหมายที่คำพิพากษาศาลฎีกาบอกไว้ว่า คดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับพระภิกษุ พระปกครอง ก็คือ มส. จะไม่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เนื่องจากไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐในนิยามของ ป.ป.ช. แต่อยู่ในอำนาจของดีเอสไอ จึงเดินทางมายื่นหนังสือในวันนี้" นายไพบูลย์ กล่าว

ด้าน พ.ต.ต.วรณัน กล่าวว่า จะนำเรื่องไปพิจารณาก่อนนำเรื่องเสนอให้กับอธิบดีดีเอสไอต่อไป ส่วนหนังสือที่ พศ. จะส่งผลการประชุมกรณีพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชฯ ที่พระธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิกนั้น ล่าสุดทาง พศ. ยังไม่ได้ส่งหนังสือชี้แจงดังกล่าวมา ดีเอสไอรอหนังสืออยู่ นอกจากนี้ดีเอสไอเตรียมแถลงข่าวผลสอบรถยนต์เบนซ์ โบราณ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพฯ ของสมเด็จช่วง ในวันที่ 18 ก.พ.นี้.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    30.7%
  • ไม่ชอบ
    66.5%
  • สนุก
    2.5%
  • ประหลาดใจ
    0.3%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    0.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement