เอกซเรย์ "ยุงลาย" มหันตภัยร้าย พาหะ "ไข้เลือดออก-ซิกา-ชิคุนกุนยา" - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

เอกซเรย์ "ยุงลาย" มหันตภัยร้าย พาหะ "ไข้เลือดออก-ซิกา-ชิคุนกุนยา"

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.พ. 2559 05:15
1,002 ครั้ง


ยุงร้ายกว่าเสือ!!!

คำกล่าวที่ติดหูคนไทยมาช้านาน แต่ยิ่งนับวันยิ่งกลายเป็นความจริงมากขึ้นทุกที

โดยเฉพาะ “ยุงลาย” ที่วันนี้หากพูดถึงคงไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะถือเป็นพาหะตัวร้ายนำ 3 โรคที่น่าสะพรึงกลัวสู่คน ได้แก่ โรคไข้เลือดออก โรคชิคุนกุนยา หรือ โรคไข้ปวดข้อยุงลาย และ โรคติดเชื้อไวรัสซิกา

แม้ทั้ง 3 โรคร้ายนี้จะมีความคล้ายคลึงกัน แต่จะมีบางอาการที่บ่งชี้ว่าจะเป็นโรคชนิดใด โดย ไข้เลือดออก มักจะมีอาการไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อรุนแรง และจะมีอาการรุนแรงแทรกซ้อนเมื่อไข้เริ่มลด ซึ่งอาจมีสัญญาณเตือน เช่น เลือดออกในอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่ง เป็นต้น ส่วน ชิคุนกุนยา มีอาการไข้สูง และอาการปวดข้อรุนแรงที่มือ เท้า หัวเข่า และหลัง จนอาจไม่สามารถทำกิจกรรมประจำวันได้ และล่าสุด โรคติดเชื้อไวรัสซิกา โดยองค์การอนามัยโลกถึงขั้นประกาศเป็น “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ” ซึ่งยังไม่มีลักษณะที่ชัดเจน แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีผื่นที่ผิวหนัง และผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการเยื่อบุตาอักเสบ

สำหรับไทย ณ วันนี้ ถือได้ว่าพบผู้ป่วยทั้ง 3 โรค ทีมข่าวสาธารณสุขขอฉายภาพอาการ และการดูแลรักษาเพื่อเป็นตัวช่วยสำหรับกลุ่มที่อาจจะเสี่ยงต่อไวรัสร้ายนี้

เริ่มจาก ไข้เลือดออก เกิดจากไวรัสเดงกี่ ซึ่งมี 4 สายพันธุ์ โดยโรคนี้มีความคล้ายคลึงกับโรคไข้หวัดในช่วงแรก ผู้ป่วยจึงเข้าใจคลาดเคลื่อน และทำให้ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องในทันที โดยเฉพาะหากผู้ป่วยไปกินยาเพนนิซิลิน ก็อาจทำให้เกิดอาการเลือดออกและถึงขั้นเป็นอันตรายร้ายแรงได้ ส่วนอาการและความรุนแรงของโรคมีหลายระดับตั้งแต่ไม่มีอาการ มีอาการเล็กน้อย ไปจนถึงเกิดภาวะช็อก ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิต สำหรับการติดต่อนั้นติดต่อจากคนสู่คน โดยมียุงลายดูดเลือดผู้ที่มีเชื้อไวรัสเดงกี่จากผู้ที่ป่วยเป็นไข้เลือดออก เมื่อยุงลายไปกัดคนใหม่ ก็จะถ่ายทอดเชื้อให้กับคนที่ถูกยุงกัด ส่วนอาการ คือ มีไข้สูง 40 องศาเซลเซียส อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ผู้ป่วยจะมีหน้าแดง และปวดเมื่อยกล้ามเนื้อค่อนข้างมากกว่า จนบางรายอาจถึงกับช็อกและเสียชีวิตได้ ในการรักษา ยังไม่มียารักษาเฉพาะ จึงรักษาตามอาการ คือใช้ยาลดไข้ เช็ดตัว และป้องกันภาวะช็อก และที่น่ากลัวที่สุดคือหากผู้ป่วยไข้เลือกออกเป็นครั้งที่ 2 และเกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี่ชนิดที่ต่างสายพันธุ์กันจะมีความรุนแรงขึ้นหลายเท่าตัว

สำหรับ ชิคุนกุนยา มีอาการคล้ายไข้เดงกี่ แต่ต่างกันที่ไม่มีการรั่วของพลาสมาออกนอกเส้นเลือด จึงไม่พบผู้ป่วยรุนแรงถึงขั้นช็อก ติดต่อกันผ่านยุงลายที่ดูดเลือดผู้ป่วยที่อยู่ในระยะไข้สูง ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงฉับพลัน มีผื่นแดงขึ้นตามร่างกาย ตาแดง และอาจมีอาการคันร่วมด้วย ส่วนใหญ่ในเด็กอาการจะไม่รุนแรงเท่าผู้ใหญ่ โดยในผู้ใหญ่ อาการที่เด่นชัดคือ ปวดข้อ ซึ่งอาจพบข้ออักเสบ เช่น ข้อมือ ข้อเท้า และเปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อยๆ อาการจะรุนแรงมากจนบางครั้งขยับข้อไม่ได้ แต่จะหายภายใน 1–12 สัปดาห์ มีเพียงบางรายที่ปวดนานเป็นปี แต่ไม่พบอาการรุนแรงถึงช็อก ใช้การรักษาแบบประคับ-ประคองเช่นให้ยาลดอาการไข้ ปวดข้อ และการพักผ่อน

และโรคน้องใหม่ที่มีมานานแต่คนไทยเพิ่งได้ยินเมื่อไม่นานมานี้อย่าง โรคติดเชื้อไวรัสซิกา เกิดจากการถูกยุงลายที่ไปกัดผู้ป่วยที่มีเชื้อมากัด นอกจากนี้ ยังสามารถติดได้จากการมีเพศสัมพันธ์ โดยอาการที่พบบ่อย คือ จะมีไข้ต่ำ ออกผื่นผิวหนัง ตาแดง และปวดกล้ามเนื้อ มักจะมีอาการเยื่อบุตาอักเสบ ปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดข้อ และรู้สึกปวดเมื่อยตามตัวร่วมด้วย โดยทั่วไปจะมีอาการใน 2-7 วัน ไวรัสชนิดนี้ส่วนใหญ่พบในทวีปแอฟริกา ส่วน การรักษาเป็นการรักษาตามอาการ โดยการใช้ยาบรรเทาอาการปวด ลดไข้ และอาการอื่นๆ ร่วมกับการพักผ่อนและดื่มน้ำมากๆ เพราะยังไม่มีวัคซีนหรือยาที่รักษาเฉพาะ ทั้งนี้ โรคนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างไข้เลือดออก แต่ที่เป็นปัญหาคือทำให้ทารกมีศีรษะเล็ก พิการทางสมองแต่กำเนิด ทำให้มีพัฒนาการช้า แต่หากจะเปรียบซิกาก็เหมือนโรคหัดเยอรมันที่ไม่ได้รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต แต่ทำให้เด็กพิการ

นพ.อำนวย

นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค ฉายภาพว่า ประเทศไทยนั้น ยุงลายที่มีเชื้อไวรัสซิกายังมีน้อย สะท้อนได้จากที่พบผู้ป่วยโรคซิกายืนยันครั้งแรกเมื่อปี 2555 จนถึงปี 2558 เฉลี่ย 2-5 ราย และยังไม่พบทารกที่มีศีรษะเล็กจากเชื้อไวรัสซิกาในไทย แตกต่างจากไข้เลือดออกที่พบผู้ป่วยจำนวนมาก รวมถึงมีผู้เสียชีวิตในปี 2558 กว่า 100 ราย นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์อีกว่าในปี 2559 หากไม่ควบคุมผู้ป่วยจะพุ่งสูงถึง 160,000 ราย ดังนั้น จึงควรร่วมมือกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย และไม่ควรตื่นกลัวกับโรคซิกาเพราะไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะเป็นโรคที่ป้องกันและรักษาได้ นอกจากนี้ กรมควบคุมโรคยังได้จัดทีมสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็ว หากพบเคสต้องสงสัยเป็นกลุ่มก้อนก็จะเข้าไปควบคุมทันที ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวล แต่สิ่งสำคัญคือ ทุกคนต้องร่วมมือกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย

“ถึงแม้ยุงลายจะเป็นพาหะของโรคติดเชื้อไวรัส ทั้ง ไวรัสเดงกี่ ชิคุนกุนยาไวรัส และไวรัสซิกา แต่ข้อมูลเบื้องต้นมีทฤษฎีระบุว่ายุงหนึ่งตัวจะมีเชื้อไวรัสเพียงแค่หนึ่งชนิด สำหรับไทยจึงยังถือว่าไวรัสเดงกี่ยังเป็นเจ้าถิ่นที่พบเชื้อในตัวยุงลายมากที่สุด แต่ยังต้องศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องนี้เพื่อยืนยันข้อมูลดังกล่าว โดยการป้องกันโรคที่ดีที่สุดคือต้องทำลายวงจรของยุงลาย เพราะช่วยป้องกันได้ถึง 3 โรค” นพ.อำนวย เล่าถึงการแพร่เชื้อและการป้องกันโรค

ทีมข่าวสาธารณสุข มองว่า แม้ปัจจุบันจะพบเพียงผู้ป่วยไข้เลือดออกที่มีความเสี่ยงต่อการต้องสังเวยชีวิต และทั้ง 3 โรคสามารถรักษา ได้ตามอาการของโรค แต่ต้องไม่ลืมว่า ยังไม่มียาเฉพาะที่ใช้รักษา หรือวัคซีนฉีดป้องกันทั้ง 3 โรคแต่อย่างใด

แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนช่วยกันป้องกันได้ คือ การกำจัดลูกน้ำยุงลาย ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน โดยเฉพาะ เราคงต้องฝากถึง กรมควบคุมโรค ที่ถือเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนการป้องกันและกำจัดโรค ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างจริงจังในทุกพื้นที่
“ตัดไฟเสียแต่ต้นลม“ ย่อมดีกว่าต้องกลายเป็น “ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา”!!!

ทีมข่าวสาธารณสุข

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    0.0%
  • ไม่ชอบ
    0.0%
  • สนุก
    50.0%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    50.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement