มติสพม.ไม่เห็นด้วย ย้ายอำนาจม.7ไปศาลรธน. ผิดประเพณีปกครอง - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

มติสพม.ไม่เห็นด้วย ย้ายอำนาจม.7ไปศาลรธน. ผิดประเพณีปกครอง

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.พ. 2559 05:05
4,264 ครั้ง


ความเห็นสะท้อนร่าง รธน. ฉบับ กรธ.ยังไหลทะลักต่อเนื่อง สภาพัฒนาการเมืองท้วงติงดุ ร่างฉบับเบื้องต้นข้อบกพร่องอื้อ ย้ายมาตรา 7 ไปเป็นอำนาจศาล รธน.บิดเบือนประเพณีการปกครอง เข้าข่ายช่วงชิงพระราชอำนาจ พร้อมเสนอแก้ รธน.ชั่วคราวปมประชามติ เพิ่มเงื่อนไขร่าง รธน.ผ่านต้องมีผู้มาใช้สิทธิเกินครึ่งเพื่อความสง่างาม ชี้ช่อง คสช.ลงหลังเสือไม่ต้องบาดเจ็บ เห็นแนวโน้มประชามติไม่ผ่าน ชิงจัดเลือกตั้งทันที กรธ.ยังเปิดกว้างรับฟังความเห็นเพิ่มเติมแม้ถึงกำหนด 15 ก.พ. อัดซ้ำข้อเสนอ สนช.ให้สรรหา ส.ว.ยกเข่ง ถอยหลังลงคลอง ไม่รับคำท้าดีเบตนักการเมือง พท.เตือนปิดกั้นคนเห็นต่างกระแสต้านยิ่งแรง เสนอเลือกนายกฯโดยตรงกุศโลบายปรองดอง ปชป.ตามบี้ประเด็นสิทธิเสรีภาพ ชี้ปิดทางแก้ รธน.ก่อเกิดรัฐประหารไม่จบสิ้น

สืบเนื่องจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เปิดโอกาสให้องค์กรต่างๆ ประชาชนทั่วไปเสนอความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับเบื้องต้นของ กรธ.จนถึงวันที่ 15 ก.พ. โดยมีข้อแนะนำ ติติง ในสาระสำคัญ และรายละเอียดปลีกย่อยผ่านสื่อมาโดยลำดับ ล่าสุด กรธ.เผยว่า ยังคงสามารถส่งความเห็นเพิ่มเติมเข้ามาได้อีกระยะหนึ่ง ขณะที่สภาพัฒนาการเมือง (สพม.) เสนอความเห็นดุเดือดให้ทั้ง กรธ. และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

กรธ.ยังเปิดรับความเห็นเพิ่มเติม

เมื่อวันที่ 14 ก.พ. นายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงแนวทางการทำงานของ กรธ.ภายหลังรับฟังความคิดเห็นวันที่ 15 ก.พ. ที่กำหนดไว้เป็นวันสุดท้าย ว่า กรธ.จะรวบรวมข้อเสนอแนะต่อร่างแรกรัฐธรรมนูญจากทุกฝ่าย จากนั้นจะประชุมเพื่อหารือวางกรอบการพิจารณา โดยจะไล่เรียงไปตามหมวดและมาตราว่ามีใครเสนอปรับแก้อย่างไร คาดว่าการทบทวนร่างรัฐธรรมนูญจะเริ่มในวันที่ 16 ก.พ. จากนั้นจะแถลงชี้แจงเหตุผลการปรับหรือไม่ปรับแก้เป็นเรื่องๆ อย่างไรก็ตาม ถ้าประชาชนทั่วไปหรือกลุ่มองค์กรใดอยากจะเสนอความเห็นมาหลังวันที่ 15 ก.พ. ก็ยังทำได้อยู่ แต่ขอให้เสนอมาแต่เนิ่นๆ อย่ารอจนใกล้วันที่ 29 มี.ค. ที่เป็นกำหนดส่งร่างฉบับสมบูรณ์ เพราะต้องให้เวลา กรธ.พิจารณาด้วย

ไม่เอาด้วยดีเบตกับนักการเมือง

นายอมรกล่าวว่า ส่วนการไปดีเบตกับนักการเมือง กรธ.คิดว่าคงไม่จำเป็น เราไม่อยากไปโต้เถียงกับใคร แต่ถ้าพรรคการเมืองอยากจะเชิญ กรธ.ไปอธิบายร่างรัฐธรรมนูญให้เข้าใจ แบบนั้นเรายินดี ประเด็นที่นักการเมืองกล่าวหาว่า กรธ.กีดกันและเกลียดนักการเมืองนั้น ยืนยันว่าไม่มีอคติกับใครทั้งสิ้น เราเพียงอยากแก้ปัญหาความขัดแย้งในอดีตให้ได้ ให้การเมืองเป็นที่ยืนของคนทุกกลุ่มหรือคนหน้าใหม่บ้าง ไม่ใช่วนอยู่แค่คนกลุ่มเดิมๆ จึงสร้างกลไกเปิดกว้างมากขึ้นกว่าเก่า อาทิ ที่มา ส.ว. เราอยากให้คนที่มีโอกาสน้อยแต่ที่เป็นยอมรับของสังคมสามารถเข้ามาได้บ้าง ส่วนระบบเลือกตั้งแบบใช้บัตรใบเดียว ก็จะทำให้ทุกคะแนนมีความหมาย คะแนนผู้แพ้ไม่สูญเปล่า และยังทำให้ประชาชนอยากออกมาใช้สิทธิเพิ่มขึ้นด้วย หากเราไม่ทำแบบนี้ก็ไม่มีตัวกระตุ้นให้พรรคการเมืองเกิดการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ตนเชื่อว่าระบบเลือกตั้งที่ กรธ.คิดดีกว่าระบบของประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยซ้ำ

เตือนพรรคใหญ่ย่ามใจขนาดหด

นายอมรกล่าวอีกว่า การที่พรรคการเมืองโดยเฉพาะพรรคใหญ่ไม่ชอบระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม เพราะว่ารัฐธรรมนูญไปกดดันให้พรรคการเมืองต้องเลือกคนดีมีคุณภาพในการลงสมัครรับเลือกตั้ง ก่อนหน้านี้พรรคการเมืองสามารถเลือกใครก็ได้ตามที่หัวหน้าพรรคหรือนายทุนพรรคต้องการ ไม่ต้องสนใจเสียงสมาชิกส่วนใหญ่ แต่ระบบใหม่นี้ พรรคต้องเลือกตามคะแนนนิยมจากประชาชน ดังนั้น คนที่ลงสมัครต้องได้รับการยอมรับ เป็นคนดีและเก่งจริงๆ หากคัดสรรคนมาไม่ดีมาพรรคใหญ่ตอนนี้อนาคตอาจกลายเป็นพรรคเล็ก

อัดข้อเสนอ สนช.ถอยหลังเข้าคลอง

นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษก กรธ. กล่าวว่า ประเด็นที่ กรธ.จะปรับแก้บ้าง อาจเป็นเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่แม้เราจะมีเขียนไว้แล้วในหลายส่วน แต่เมื่อมีการทักท้วงอยากให้มีในมาตรา 4 เหมือนรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมา เราก็จะมาหารือ แต่อย่างข้อเสนอของ สนช. ที่อยากให้ ส.ว.มาจากการสรรหาทั้งหมด ก็เกรงว่าหากทำตามจะเป็นการถอยหลังเข้าคลอง เพราะที่ผ่านมา เราเคยมี ส.ว.เลือกตั้งทั้งหมด และ ส.ว.เลือกตั้งกับสรรหาอย่างละครึ่งมาแล้ว ส่วนแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 37 ของรัฐธรรมนูญ ชั่วคราว 2557 เพื่อความชัดเจนในการออกเสียงประชามติ ตนเห็นด้วยเป็นเรื่องที่พึงปฏิบัติ แม้ว่าหากไม่แก้ทุกฝ่ายก็น่าจะเข้าใจตรงกันแล้วว่า เสียงชี้ขาดคือกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ แต่เพื่อความสบายใจ ไม่ต้องกังวลว่าจะไปมีการฟ้องร้องตีความภายหลัง แก้ให้ชัดเจนจึงดีที่สุด สำหรับทางออกที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เสนอว่า หากแพ้คะแนนประชามติเพียงล้านเศษก็ให้นำเอาฉบับนี้มาปรับแก้ก่อนประกาศใช้ ตนของดออกความเห็น เป็นอำนาจของฝ่ายรัฐบาลถึงเวลานั้น กรธ.ก็กลับบ้านหมดแล้ว

สปท.เสนอข้อบังคับปฏิรูปใน รธน.

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับ เคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) คนที่ 1 กล่าวว่า วันที่ 15 ก.พ. สปท.จะประชุมพิจารณาให้ความเห็นชอบข้อเสนอแนะในการปรับปรุงเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญต่อคณะ กรธ. โดยเฉพาะการเสนอให้แยกหมวดว่าด้วยการปฏิรูปประเทศเป็นบทบัญญัติต่างหาก เพราะการปฏิรูปประเทศต้องทำต่อเนื่องไม่ใช่เฉพาะกิจ จึงสมควรอยู่ในส่วนรัฐธรรมนูญถาวร ไม่ใช่เขียนแทรกไว้ในบทเฉพาะกาล นอกจากนั้นข้อเสนอของ สปท.จะเน้นครอบคลุมการปฏิรูป 11 ด้าน ตามบทบัญญัติมาตรา 27 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 และการบัญญัติให้มียุทธศาสตร์ชาติอยู่ในรัฐธรรมนูญด้วย ทั้งนี้ ยืนยัน สปท.จะไม่เข้าไปแทรกแซงหรือกดดัน กรธ. แต่จะปรึกษาหารือด้วยเหตุด้วยผล เพราะ สปท.ไม่มีวาระซ่อนเร้นแต่อย่างใด

ตั้ง 6 โจทย์หลักแก้ปัญหาหมักหมม

นายอลงกรณ์กล่าวว่า จากการติดตามการวิพากษ์วิจารณ์ของภาคส่วนต่างๆถือว่าเป็นประโยชน์ต่อ กรธ.เพื่อทบทวนร่างรัฐธรรมนูญต่อไป ตนเห็นว่าทุกภาคส่วนควรนำโจทย์ใหญ่ 6 ข้อของประเทศประกอบการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ได้แก่ 1.การคอร์รัปชัน 2.ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม 3.การเลือกตั้งที่ไม่สุจริต 4.ปัญหาประชาธิปไตยและความแตกแยก 5.ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอและสองมาตรฐาน 6.ปัญหาระบบการบริหารราชการแผ่นดินและการบริการประชาชนอย่างเสมอภาครวดเร็วทั่วถึง หากนำข้อเท็จจริงที่เป็นปัญหาใหญ่ๆของประเทศทั้งในอดีตและปัจจุบันมาพิจารณาอย่างจริงจัง จะช่วยให้การออกแบบร่างรัฐธรรมนูญสามารถตอบโจทย์ใหญ่ๆ เป็นประโยชน์ต่ออนาคตประเทศ

กกต.เตรียมถกบทลงโทษประชามติ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า ในการประชุม กกต.วันที่ 16 ก.พ. นอกจากจะรับทราบผลการหารือร่วมระหว่าง กกต.และรัฐบาลเกี่ยวกับการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 10 ก.พ.แล้ว จะพิจารณาว่าจะเพิ่มเติมหรือปรับแก้ลักษณะความผิดและช่องทางการกระทำผิดที่จะมีโทษทางอาญาในร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่ กกต.ได้ยกร่างเสร็จแล้วหรือไม่ รวมทั้งจะมีการปรับเป็นร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ตามที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี มีความเห็นในชั้นหารือร่วมกัน หรือเสนอเป็นร่างกฎหมายแล้วให้รัฐบาลไปพิจารณาเองว่าจะตราเป็น พ.ร.บ.หรือ พ.ร.ก.

สพม.ส่งข้อเสนอท้วงติงร่าง รธน.

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สภาพัฒนาการเมือง (สพม.) นายธีรภัทร เสรีรังสรรค์ ประธาน สพม. และอดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงมติ สพม.ต่อร่างรัฐธรรมนูญว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับเบื้องต้นของ กรธ. ยังมีข้อบกพร่องหลายประการ ไม่เหมาะสมที่จะนำไปใช้เป็นรัฐธรรมนูญปกครองประเทศ อาจทำให้เกิดปัญหาการเมืองและการปกครองในอนาคต สพม.จึงมีความเห็นดังนี้ ขอให้ปรับปรุงแก้ไขหมวดว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพให้ชัดเจน ต้องไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ารัฐธรรมนูญ 40 และ 50 ไม่เห็นด้วยกับการใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว ถือเป็นการบังคับให้ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงต้องลงคะแนนให้กับ ส.ส.บัญชีรายชื่อซึ่งสังกัดพรรคเดียวกับที่ลงคะแนนให้กับ ส.ส.เขต ขัดต่อทฤษฎีเลือกตั้ง ขัดเจตนารมณ์และขัดหลักสากล นอกจากนี้ ยังเห็นว่า วิธีการได้มาซึ่ง ส.ว.ที่กำหนดให้มาจากผู้แทนสาขาอาชีพไม่เป็นไปตามหลักการที่เป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย เห็นควรให้ ส.ว.เลือกตั้งโดยตรง

ย้าย ม.7 ช่วงชิงพระราชอำนาจ

ประธาน สพม.กล่าวว่า สำหรับการย้ายมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 มาบัญญัติให้เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการบิดเบือนไปจากประเพณีการปกครอง และยังเป็นการช่วงชิงพระราชอำนาจของกษัตริย์มาเป็นของศาลรัฐธรรมนูญด้วย ขณะเดียวกันไม่เห็นด้วยกับการกำหนดหลักการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแบบปิดตาย โดยเฉพาะการกำหนดให้ ส.ส.จากทุกพรรคการเมืองจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของแต่ละพรรคต้องให้ความเห็นชอบ โดยข้อเสนอทั้งหมดจะนำส่งให้ กรธ.ในวันที่ 15 ก.พ.

ชี้ผู้มาใช้สิทธิต้องมากกว่าครึ่ง

นายธีรภัทร์กล่าวอีกว่า ส่วนตัวอยากเสนอความเห็นเพิ่มเติมว่า 1.หากร่างรัฐธรรมนูญที่ กรธ. ได้ปรับปรุงแก้ไขแล้ว แต่ยังไม่เป็นที่พึงพอใจของประชาชน ไม่ผ่านความเห็นชอบในการทำประชามติ คสช.ต้องแสดงความรับผิดชอบในฐานะเป็นผู้แต่งตั้ง กรธ.ชุดนี้ โดยมีคำถามว่า คสช.จะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร 2.หากจะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ขอเสนอให้ระบุเพิ่มเติมไปด้วยว่า “อย่างน้อยต้องมีประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกมาใช้สิทธิมากกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด” เพราะถ้าประชาชนออกมาใช้สิทธิไม่ถึงกึ่งหนึ่งต่อให้เสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญก็ถือว่าผ่านไม่ได้ 3.การที่รัฐบาลบอกว่าจะแก้ไขจำนวนการแจกจ่ายร่างรัฐธรรมนูญกับประชาชนมาเป็นอย่างกว้างขวางทั่วถึงทุกช่องทางจากเดิมกำหนดไว้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ของครัวเรือน โดยอ้างว่าประชาชนไม่อ่าน ทำให้เกิดความสิ้นเปลืองนั้น ตนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะแก้ไขประเด็นนี้ จะไปคิดล่วงหน้าว่าประชาชนอ่านหรือไม่อ่านไม่ได้

แนะ คสช.รีบ ลต.ถ้าประชามติส่อคว่ำ

นายธีรภัทร์กล่าวว่า 4.รัฐบาลไม่ควรปิดกั้นขัดขวางการแสดงความเห็นของประชาชนเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ควรเปิดเวทีจัดเสวนาได้อย่างอิสระ หากขัดขวางก็จะเป็นอันตรายทำให้ประชาชนออกมาต่อต้าน และ 5.ทางออกที่ดีที่สุดของเวลานี้ ถ้า คสช.เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญมีแนวโน้มไม่ผ่านประชามติ อย่าไปเสียเวลาเลย ควรเร่งจัดการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด วิธีการนี้จะเป็นการลงจากอำนาจที่สวยงาม ลงหลังเสือโดยไม่บาดเจ็บ ประชาชนก็จะให้การยกย่องและชมเชย และขอย้ำว่า ตนไม่ได้กลัวการสืบทอดอำนาจ แต่ให้ความสำคัญกับวิกฤติทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ควรเร่งหาทางออกโดยไม่ต้องรอถึงปี 2560 ปีนี้ก็สามารถจัดการเลือกตั้งได้

กสม.ขอสิทธิพื้นฐานตาม รธน.40-50

นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร กล่าวว่า คณะอนุกรรมการฯได้ประชุมพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญที่ กรธ.ได้เผยแพร่สู่สาธารณะในประเด็นที่เกี่ยวกับสิทธิชุมชน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีข้อเสนอแนะต่อการแก้ไขปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญ คือ ขอให้นำหลักการของบทบัญญัติมาตรา 4 ของ รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 มาบัญญัติแทนมาตรา 4 ในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเป็นการประกาศเจตจำนงของรัฐไทยในการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาค รวมทั้งรับรองหลักสิทธิมนุษยชนตามพันธกรณีระหว่างประเทศ นอกจากนั้นควรรับรองสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยในเรื่องต่างๆ โดยยังคงหลักการไม่ต่ำไปกว่ารัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 และเห็นควรยืนยันกำหนดสิทธิชุมชนไว้ในหมวดสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยตามเดิม

หวั่นแผนยุทธศาสตร์ชาติผุด คปป.

นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ว่า เห็นด้วยกับการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติ เพราะที่ผ่านมาการพัฒนาประเทศขาดความต่อเนื่อง ฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ ที่สำคัญพอเปลี่ยนรัฐบาลนโยบายหรือวิสัยทัศน์ ประเทศก็จะถูกปรับไปมาจนไร้ความต่อเนื่อง ตอบโจทย์เฉพาะรัฐบาลและกลุ่มทุนในรัฐบาลเท่านั้น อย่างไรก็ตาม แผนยุทธศาสตร์และกลไกขับเคลื่อนที่ คสช.และ ครม.เตรียมผลักดันผ่าน สปท. ยังมีปมปัญหาและข้อกังขาจนอาจเปิดช่องให้มีการบิดเบือนหรือถูกมองว่าแปลงร่างมาเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) จึงจำเป็นต้องทบทวนกันอย่างจริงจังอย่ารวบรัดตัดตอน เพราะเรื่องนี้ใหญ่กว่าร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังถกเถียงกันอยู่ ประเด็นที่ต้องระมัดระวังมากคือ 1.ต้องไม่เป็นกุศโลบายในการสืบทอดอำนาจหรือที่กบดานของอำนาจพิเศษนอกรัฐธรรมนูญ 2.ต้องไม่เป็นองค์กรที่มีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญจนตรวจสอบไม่ได้

พท.แนะเปิดเวทีดีเบตปมเห็นต่าง

นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้เปิดเวทีดีเบตร่างรัฐธรรมนูญผ่านรายการโทรทัศน์ โดยมีตัวแทนจาก กรธ. สื่อมวลชน ประชาชน และนักการเมืองเข้าร่วม เพราะขณะนี้ กรธ.ใช้สื่อของรัฐฝ่ายเดียว การเชิญหลายฝ่ายเข้าร่วมจะทำให้ กรธ.ได้ชี้แจงประเด็นที่ประชาชนสงสัย เป็นผลดีต่อการรับรู้และการลงประชามติ เนื่องจาก กรธ.อ้างว่าร่างรัฐธรรมนูญมีความเป็นสากล ซึ่งไม่เป็นความจริง และประชาชนควรรู้ว่าไม่เป็นสากลอย่างไรและจะมีปัญหาอย่างไรในอนาคต ขณะนี้คนไทยด้วยกันเองไม่ไว้วางใจอีกฝ่ายหนึ่ง ทำให้เกิดกติกาที่ขัดหลักการประชาธิปไตย ให้อำนาจองค์กรที่ไม่ได้มาจากประชาชนมาควบคุมตัวแทนประชาชนจนเกินสมควรและเสียสมดุล จึงเสนอให้ กรธ.เขียนรัฐธรรมนูญป้องกันการเบียดบังอำนาจประชาชนด้วย สงสัยว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ แต่ประชาชนเกือบครึ่งค่อนประเทศไม่เห็นด้วย กติกานี้จะทำให้ประเทศมั่งคั่งยั่งยืนได้อย่างไร ดังนั้น กรธ.ควรรับฟังเสียงประชาชนและปรับเนื้อหาให้เป็นสากลและเป็นประชาธิปไตย อย่าทำให้คำกล่าวที่ว่าชนชั้นใดเขียนกฎหมายเพื่อชนชั้นนั้นเป็นจริง เพราะจะไม่เป็นผลดีต่อความปรองดองในชาติ

จี้ฟังเสียงทักท้วงอย่าหูทวนลม

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า อยากให้ กรธ.ฟังเสียงสะท้อนจากทั้ง สนช. สปท. และฝ่ายการเมือง เพื่อไปปรับปรุงแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ อย่าทำเป็นหูทวนลม เช่น บัตรเลือกตั้งที่ควรใช้ 2 ใบ เพื่อให้ประชาชนเลือกคนที่รักและพรรคที่ชอบ แทนการใช้บัตรใบเดียวที่คนค่อนข้างสับสน การเลือก ส.ว.ไม่ขัดข้องถ้าจะคัดสรรกันมาให้เหลือ 20 กลุ่ม แต่ควรให้ประชาชนเลือกในขั้นตอนสุดท้าย ขณะที่องค์กรอิสระค่อนข้างมีอำนาจมากเหนือกว่าฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ ด้วยซ้ำ ควรปรับแก้ในส่วนนี้และให้มีวาระการดำรงตำแหน่งเพียง 5 ปี ไม่ควรยาวนานถึง 9 ปีตามที่ กรธ.ยกร่างออกมา

ปิดกั้นความเห็นกระแสต้านยิ่งพุ่ง

นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ อดีต รมช.แรงงาน กล่าวว่า เป็นห่วงกรณีทหารสั่งให้องค์กรสตรียุติเวทีวิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญที่จัดขึ้นในจังหวัดอำนาจเจริญ เมื่อวันที่ 13 ก.พ. การปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของสตรีไม่ให้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น เป็นการทำลายภาพพจน์ของรัฐบาลจะทำให้เกิดความไม่พอใจ และ ยิ่งเพิ่มกระแสคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่ผ่านการทำประชามติ รัฐบาลควรนำข้อห่วงใยของฝ่ายต่างๆไปเสนอให้ กรธ.แก้ไขปรับปรุง เพราะถ้าขืนจัดการเลือกตั้งภายใต้ร่างรัฐธรรมนูญที่หลายฝ่ายไม่ยอมรับ ย่อมไม่เกิดผลดีต่อบ้านเมือง การกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระมีอำนาจเหนือกว่าฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ นับเป็นแนวทางที่ขัดหลักการประชาธิปไตยที่เป็นสากลอย่างสิ้นเชิง

ชงเลือกตรงนายกฯสร้างปรองดอง

น.ส.กุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีต ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ. ประเด็นที่มานายกรัฐมนตรีโดยให้พรรค การเมืองเสนอชื่อ 3 คน เพราะไม่ตอบโจทย์ความ ต้องการประชาชนอย่างแท้จริง เพราะถ้าเขาต้องการเลือกคนหนึ่งในพรรคแล้วไปลงคะแนนให้ แต่พอถึงเวลาแต่งตั้งนายกฯ พรรคนั้นกลับเลือกอีกคนหนึ่งขึ้นมาแทน ส่วนตัวอยากให้ประเทศไทยสร้างนวัตกรรม เลือกนายกฯโดยตรง ประชาชนออกไปกาบัตรให้ตัวบุคคล ซึ่งจะลงแบบสังกัดพรรค หรือในนามอิสระก็ได้ รูปแบบนี้จะได้นายกฯที่สง่างาม ทำอะไรสะดวก เพราะเป็นนายกฯที่ได้รับฉันทานุมัติจากประชาชน ส่วนข้อกังวลว่าจะไม่มีเสถียรภาพในการบริหาร หรือควบคุม ส.ส.นั้น จุดนี้ไม่น่าห่วง กลับกันจะเป็นการสร้างเสถียรภาพที่ดี สร้างความสมานฉันท์และลดความขัดแย้ง โดยนายกฯไปเลือกคนมาเป็นรัฐมนตรีจากทุกพรรคการเมือง ทุกอย่างจบทันที จะไม่มีปัญหา ตีรวนป่วนสภา

สวน “มีชัย” ศาล รธน.อำนาจล้นฟ้า

นายคณิน บุญสุวรรณ อดีต ส.ส.ร. คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.ระบุว่าร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญมากเกินไปนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะเมื่อเทียบระหว่างร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยกับรัฐธรรมนูญปี 40 แล้วต่างกันราวฟ้ากับเหว รัฐธรรมนูญปี 40 ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญในเรื่องหลักๆ นอกนั้นมีอำนาจหน้าที่คล้ายกับคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ สมัยก่อน แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจล้นฟ้าจนน่ากลัว เช่น มีอำนาจวินิจฉัยการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล สามารถวินิจฉัยว่าการกระทำใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ นอกจากนี้ยังให้อำนาจแก้ไขเพิ่ม เติมรัฐธรรมนูญได้ตลอดเวลา วินิจฉัยการใช้งบประมาณ ของ ครม. ส.ส. กรรมาธิการ และมีอำนาจยับยั้งร่าง พ.ร.บ.ที่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว ขณะที่การตรวจสอบ ถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทำไม่ได้เลย เพราะทั้งองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด และ ส.ว. เป็นเครือข่ายอำนาจเดียวกัน นายมีชัยยังจะยืนยันอีกหรือว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีอำนาจมากเกินไป

ซัดขบวนการทำลายปรปักษ์

นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สิ่งที่มีคนทำกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯตั้งแต่ 22 พ.ค.57 ไม่น่าจะเรียกว่า กระบวนการยุติธรรม เพราะได้สิ้นสุดลงไปแล้วพร้อมกับรัฐธรรมนูญ 50 ต่อจากนั้นทุกอย่างเป็นไปตามคำสั่งของหัวหน้า คสช. ดังนั้น การที่ คสช.และรัฐบาล รวมทั้ง ป.ป.ช. สนช. อัยการสูงสุด กระทรวงการคลัง หรือแม้แต่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ดำเนินการกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์จึงไม่ใช่กระบวนการยุติธรรม แต่จะเรียกว่าขบวนการไล่ล่าทำลายปรปักษ์ทางการเมืองในคราบกระบวนการยุติธรรมได้หรือไม่ วิญญูชนย่อมรู้ดี ถึงวันนี้หลายคนเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าความเสียหายที่เกิดจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวตั้งแต่เริ่มโครงการจนถึงวันที่ถูกปืนจี้ให้หยุด กับความเสียหายจากการยุติโครงการ อันไหนมีมากกว่ากัน รวมถึงคำถามแทงใจดำที่ว่าใครเป็นผู้เสียหายกันแน่ ระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้แต่หวังว่าบางทีความยุติธรรมจะเกิดขึ้นจริงสำหรับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ในวันแห่งความรัก และอยากเห็นคนคืนความรักให้ประเทศ ด้วยการคืนประชาธิปไตยโดยเร็ว

ปชป.แนะแก้จุดด้อยสิทธิเสรีภาพ

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นาย องอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า จุดด้อยของร่างรัฐธรรมนูญที่ควรปรับปรุงแก้ไข คือ 1.โครงสร้างด้านสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย โดยเฉพาะสิทธิที่เกี่ยวกับชุมชนถือว่าถอยหลังกว่ารัฐธรรมนูญ 50 ที่บัญญัติไว้ชัดเจนให้บุคคลและชุมชนที่ถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพสามารถใช้สิทธิทางศาลได้ 2.เรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เคยบัญญัติไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญ 40 เช่น มาตรา 4 บัญญัติว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง มาตรา 26 บัญญัติ ว่า การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กรต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ และมาตรา 28 บัญญัติว่า บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดี 3.สิทธิในการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นและชุมชน อำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเรื่องการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในเมื่อฉบับก่อนๆหลายข้อที่บัญญัติไว้ดีเเล้ว ทำไมไม่รักษาความชัดเจนเหล่านี้ไว้

ปิดทางแก้ต้องฉีก รธน.เรื่อยไป

นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ. ว่า กรธ.อย่ายืนยันแต่ความเห็นของตัวเอง ที่บอกเป็นฉบับปราบโกงนั้นขอสนับสนุน แต่ที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องพรรคพวกทำให้การตัดสินไม่เป็นธรรม เช่น ยุครัฐประหารที่นายกฯประกาศปราบทุจริตแต่ มี สนช. 2 ท่านเกี่ยวข้องกับการทุจริตยาปราบศัตรูพืชยังดำรงตำแหน่งอยู่โดยไม่มีการขับออก ส่วนเรื่องการดำเนินคดี กรธ.ต้องเขียนกำหนดเวลาให้ชัด สำหรับที่มา ส.ว.ยุ่งยากซับซ้อน ผู้ทรงอำนาจ มีอิทธิพลมีโอกาสเข้ามาเป็น ส.ว. ในส่วนที่มา ส.ส.ควรให้ใช้บัตรสองใบ และร่างรัฐธรรมนูญนี้ ปิดทางแก้ไว้ทุกช่องทาง ก็จะถูกฉีกเหมือนกับเขียนเพื่อให้ทำรัฐประหารไปเรื่อยๆ

วอนอย่าดูถูกนักการเมืองเกินไป

นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกและคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี นายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษก กรธ.บอกว่านักการเมืองมีเรื่องผลประโยชน์ส่วนตน เมื่อไปปิดกั้นจึงไม่พอใจนั้น เป็นการดูถูกนักการเมืองเกินไป ถ้าคิดว่าทุกเรื่องที่นักการเมืองเสนอเป็นเรื่องผลประโยชน์และชิงชังนักการเมืองมากนัก ก็แก้ร่างรัฐธรรมนูญไปเลยว่าไม่ให้มีนักการเมืองที่เป็นตัวแทนประชาชน แล้วก็ให้ความสำคัญกับนักฉวยโอกาสที่ขณะนี้ทุกคนคิดว่าเป็นคนที่ดี หลายเรื่องที่ท้วงติงเป็นเรื่องประโยชน์ของประชาชน เช่น เรื่องสิทธิของประชาชน เสียงสะท้อนที่เป็นประโยชน์กับประเทศ หากไม่ปรับปรุง เมื่อทำประชามติทุกคนก็มีสิทธิคิดเหมือนกันว่าจะทำอย่างไร

“นิพิฏฐ์” เย้ย กรธ.ดีเบตยังไงก็แพ้

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรณี กรธ.บอกจะไม่ร่างรัฐธรรมนูญตามใจนักการเมืองนั้น อยากให้ กรธ.ฟังนักการเมืองด้วยเหตุด้วยผล ถ้าใช้อารมณ์ชี้แจงแสดงว่าท่านไม่มั่นใจในร่างรัฐธรรมนูญของท่าน เช่น ที่ตนขอให้ กรธ.อธิบายว่าเหตุใดจึงเขียนตัดสิทธินักการเมืองท้องถิ่นลง ส.ว. 10 ปี ท่านยังไม่ชี้แจงเลย เอาแต่ออกมาบอกว่าเป็นผลประโยชน์นักการเมือง อย่างนี้เรียกว่าอคติกับนักการเมือง เชื่อว่า หากนำประเด็นนี้แค่เรื่องเดียวมาเปิดเวทีดีเบต ชาวบ้านต้องเห็นด้วยกับฝั่งเราที่โต้แย้งไปแน่ ตนไม่อยากจะพูดแล้วเพราะ กรธ.ใช้อารมณ์ วันนี้เขาถือไพ่เหนือกว่า มั่นใจว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้จะผ่าน เพราะรู้ว่าประชาชนอยากเลือกตั้ง แต่ถ้าให้รัฐธรรมนูญแบบร่างแรกนี้มาบังคับใช้ บาปกรรมจะตกกับรัฐบาลต่อไปที่มาจากการเลือกตั้ง

ปูดขบวนการบิดเบือนระบาดอีสาน

นายศุภชัย ศรีหล้า อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขณะนี้มีการบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นระบบในพื้นที่ภาคอีสาน เช่น เรื่องการศึกษา มีคนไปกล่อมว่าจะย้อนกลับไปสู่แบบเดิม กรธ.อย่าไปพึ่งระบบราชการ แต่ต้องพึ่งกลุ่มนักเรียนที่มีความคิดขาวสะอาด เผยแพร่ผ่านนักเรียน ไปยังผู้ปกครอง ต้องเอาพลังบริสุทธิ์มาชนะพลังสีดำถึงจะสู้ได้

ยกข้อมูลปลัด พณ.ยันข้าวหาย

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ขอชื่นชมท่านปลัดกระทรวงพาณิชย์ คุณชุติมา บุณยประภัศร ที่ช่วยยืนยันข้อเท็จจริง ปัญหาการลงบัญชีข้าว 3.9 แสนตัน ของรอบการปิดบัญชีข้าวรอบ ก.ย.2558 ยืนยันว่าข้าวหายจริง จากการตรวจของคณะกรรมการชุดท่านปนัดดา ในปี 2557” เพราะมีจอมบิดเบือน พยายามเอาไปโยงว่าข้าวไม่หาย และถึงขนาดไปขุดเอาอดีต ป.ป.ช.โบราณมาช่วยสร้างกระแสว่าข้าวไม่หาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯไม่ผิด อย่างน้อยการออกมายืนยันว่าข้าวหายจริง จะช่วยให้ประชาชนไม่สับสน และชี้ให้เห็นว่าพวกปล้นชาติบ้านเมือง เขายังไม่สำนึกและจะทำทุกรูปแบบให้นายตนเองรอด ดังนั้นผู้รักความถูกต้อง ยังคงต้องออกแรงเพื่อชาติต่อไป”

เสื้อแดงเจอสกัดห้ามรณรงค์คว่ำร่าง

วันเดียวกัน เวลา 13.00 น. ที่ร้านแมคโดนัลด์ ศูนย์การค้าเซ็นเตอร์วัน อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ นายอนุรักษ์ เจนตวนิชย์ หรือนักเคลื่อนไหวกลุ่มเสื้อแดง ที่ใช้ชื่อในเฟซบุ๊กว่า“ฟอร์ด เส้นทางสีแดง”พร้อมสมาชิกในกลุ่มรวม 6 คน เดินทางมารวมตัวกันเพื่อจัดกิจกรรม “Valentine Vote NO” เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนร่วมกันคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน กรธ. โดยสวมเสื้อยืดสีส้มข้อความว่า “Vote NO” มีสัญลักษณ์ภาพพานรัฐธรรมนูญคว่ำหัวลง ในกรอบสีแดงมีขีดฆ่า พร้อมสติกเกอร์รณรงค์คว่ำร่างรัฐธรรมนูญที่มีข้อความในลักษณะเดียวกันอีกกว่า 300 ใบ เพื่อเตรียมแจกจ่ายประชาชนที่สัญจรบนสะพานลอยรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แต่ปรากฏว่ากิจกรรมยังไม่ทันเริ่ม กำลังตำรวจชุดสืบสวนนครบาล 1 สนธิกำลังกับตำรวจ สน.พญาไท และทหารนอกเครื่องแบบของ ม.พัน. 1 พล.ม. 2 รอ. กระจายกำลังรอบพื้นที่เตรียมสกัดไม่ให้มีการรณรงค์

ยันเดินหน้าต่อผ่านโลกโซเชียล

จากนั้น พ.ต.อ.สถิตย์ สังข์ประไพ ผกก.สส.บก.น. 1 เข้าไปเจรจากับนายอนุรักษ์ ขอร้องให้ยุติการจัดกิจกรรม โดยชี้แจงเหตุผลที่ห้ามว่า สุ่มเสี่ยงเป็นการชุมนุมเกิน 5 คน ขัดต่อประกาศคสช.ฉบับที่ 3/2558 และเป็นการขัดขวางการสัญจรของประชาชน แต่นายอนุรักษ์ยืนยันว่าเป็นการแสดงออกที่ไม่เห็นด้วย ไม่ได้เป็นการชุมนุมทางการเมือง พร้อมนำหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่มีคำสัมภาษณ์ของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวผ่านสื่อมวลชนว่าให้ผู้ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญสามารถรณรงค์คัดค้านได้มาโต้แย้ง อย่างไรก็ตาม ตำรวจยืนกรานไม่ยินยอม มิฉะนั้นจะควบคุมตัว นายอนุรักษ์ จึงยอมเลิกรา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายอนุรักษ์จะเดินทางกลับมีสื่อมวลชนมารอสัมภาษณ์ ตำรวจ สน.พญาไทจึงเข้าไปขอควบคุมตัวนายอนุรักษ์ไปทำประวัติที่โรงพัก แต่แกนนำกลุ่มเส้นทางสีแดงไม่ยอมไป ก่อนรีบเดินทางกลับไปโดยขึ้นรถไฟฟ้า มีตำรวจชุดสืบสวน บก.น.1 ตามประกบไปตลอด ป้องกันไม่ให้มีการแอบแจกสติกเกอร์รณรงค์ระหว่างทาง ต่อมานายอนุรักษ์เผยว่า ต้องการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์อย่างสันติ แต่เมื่อตำรวจมาขอให้เลิกก็ยอม แต่ยังคงยืนยันที่จะเคลื่อนไหวรณรงค์โหวตโนทางโซเชียลมีเดียต่อไป

“บิ๊กตู่” บินสหรัฐฯมาดขรึมงดสัมภาษณ์

เมื่อเวลา 07.20 น. ที่ห้องรับรองพิเศษ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. พร้อมด้วยนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ออกเดินทางไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-สหรัฐอเมริกา สมัยพิเศษ ที่ซันนีแลนด์ เมืองแรนโช มิราจ รัฐแคลิฟอร์เนีย ระหว่างวันที่ 14-18 ก.พ. ทั้งนี้ก่อนเดินทาง พล.อ.ประยุทธ์ไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ สีหน้าเรียบเฉย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับภารกิจของนายกรัฐมนตรี วันที่ 15 ก.พ. (ตามเวลาท้องถิ่น) พล.อ.ประยุทธ์จะเข้าร่วมประชุมช่วงที่ 1 (Retreat I) หัวข้อ “การส่งเสริมความมั่งคั่งของภูมิภาคผ่านนวัตกรรมและการประกอบการ” จากนั้นเวลา 19.30 น. นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำแก่ผู้นำอาเซียน โดยจะมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็น “มุมมองและทิศทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาค”ส่วนวันที่ 16 ก.พ. ร่วมการประชุมช่วงที่ 2 (Retreat II) หัวข้อ “การรักษาสันติภาพ ความเจริญรุ่งเรืองและ ความมั่นคงในเอเชีย-แปซิฟิก”หลังการประชุมจะร่วมถ่ายภาพหมู่กับผู้นำอาเซียนและประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก่อนเดินทางกลับประเทศไทย โดยถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิช่วงบ่ายวันที่ 18 ก.พ.

เผยอาเซียนถูกลดเกรดเปลี่ยนที่ประชุม

ด้านสำนักข่าวเอพีรายงานว่า กลุ่มผู้นำประเทศอาเซียนเดินทางไปยังสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-สหรัฐฯ ที่รีสอร์ตซันนีแลนด์ในเมืองแรนโช มิราจ ทางใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ยกเว้นประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ผู้นำเมียนมา ซึ่งประกาศถอนตัวและส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุมแทนเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยนายเบน โรดส์ รอง ผอ. สภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ เผยว่า นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องการให้บรรยากาศใน การประชุมสุดยอดผู้นำครั้งนี้ดำเนินไปอย่างผ่อนคลาย เพราะเป็นการเจรจาความร่วมมือแบบที่ไม่มีเงื่อนไขผูกพัน จึงเลือกรีสอร์ตซันนีแลนด์เป็นสถานที่จัดประชุมแทนทำเนียบขาวในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

นายเมอร์เรย์ ไฮเบิร์ต ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกเฉียงใต้ประจำศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และนโยบายระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ระบุว่า กลุ่มประเทศอาเซียนมีการปกครองแตกต่างกันอย่างมาก เพราะมีตั้งแต่ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยไปจนถึงประเทศที่ปกครองด้วยระบอบพรรคเดียว ทั้งยังมีหลายประเทศที่มีประวัติการละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงจำเป็นต้องจัดประชุมที่รีสอร์ตซันนีแลนด์แทนที่จะเป็นทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยรีสอร์ตดังกล่าว มีสนามกอล์ฟขึ้นชื่อ และเคยเป็นสถานที่ที่รัฐบาลสหรัฐฯใช้ถวายการต้อนรับแด่สมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลเลาะห์ ที่ 2 กษัตริย์แห่งจอร์แดน และต้อนรับ นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ช่วงปี 2556-2557

โพลชี้คนไม่ค่อยรู้เรื่อง รธน.

วันเดียวกัน “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ 1,522 คน หัวข้อ “ประชาชน” กับ “การทำประชามติ” ระหว่างวันที่ 7-13 ก.พ. โดยกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 45.01 ระบุ พอรู้เรื่องรัฐธรรมนูญที่กำลังร่างอยู่ในขณะนี้ ขณะที่ร้อยละ 31.67 ไม่ค่อยรู้ ส่วนอีกร้อยละ 16.10 ไม่รู้เลย มีเพียงร้อยละ 7.22 เท่านั้นที่รู้เรื่องเป็นอย่างดี โดยกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 69.10 ระบุว่ายังรู้เรื่องรัฐธรรมนูญไม่พอที่จะไปลงประชามติ ขณะที่ร้อยละ 30.90 รู้เรื่องรัฐธรรมนูญพอที่จะไปลงประชามติ ต่อข้อถามถึงการทำประชามติรัฐธรรมนูญให้บรรลุผลสำเร็จ ร้อยละ 80.16 เห็นว่าต้องกระตุ้น รณรงค์ ประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง ร้อยละ 74.38 ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญ ข้อดี-ข้อเสียของการทำประชามติ ร้อยละ 72.27 รัฐธรรมนูญเป็นของประชาชนและเกี่ยวข้องกับคนไทยทุกคน ร้อยละ 66.75 หยุดสร้างกระแส ให้ข้อมูลที่บิดเบือน และร้อยละ 54.86 ควรมีคณะทำงานที่เข้มแข็ง ขั้นตอนการทำงานชัดเจน เป็นกลาง โปร่งใส

เห็นด้วยใช้ยาแรงปราบทุจริต

ขณะที่ “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลสำรวจความคิดเห็นเรื่อง การป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน จากประชาชนทั่วประเทศที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,250 คน ระหว่างวันที่ 8-9 ก.พ. โดยกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 82.88 เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต กับผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ที่ไม่สุจริตและไม่เป็นธรรม มีเพียงร้อยละ 13.20 ที่ไม่เห็นด้วย ขณะเดียวกันกลุ่มตัวอย่างถึงร้อยละ 87.68 เห็นด้วยต่อการให้รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งทันที หากศาลตัดสินว่ามีความผิดให้จำคุกหรือให้รอลงอาญา ขณะที่ร้อยละ 10.64 ไม่เห็นด้วย นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ยังเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญที่ห้ามผู้ที่ถูกศาลตัดสินว่าผิดเพราะทำการทุจริตต่อหน้าที่หรือร่ำรวยผิดปกติลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต เช่นเดียวกับ ส.ส. หรือ ส.ว.ที่แปรญัตติ นำงบไปใช้เพื่อประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่ตนเองและพวกพ้องต้องพ้นจากตำแหน่งและถูกตัดสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งในทุกระดับตลอดไป

ให้ประกันตัวชั่วคราว “จ่านิว”

เช้าวันเดียวกัน ที่สถานีตำรวจรถไฟธนบุรี พ.ต.ท.ภาคภูมิ เดชะเรืองศิลป์ สว.ส.รฟ.ธนบุรี เผยว่า เมื่อเวลาประมาณ 23.30 น. วันที่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนอนุญาตให้ น.ส.ไอดา อรุณวงศ์ ณ อยุธยา อายุ 42 ปี ทนายความ ประกันตัวนายสิรวิชญ์ หรือจ่านิว เสรีธิวัฒน์ อายุ 23 ปี แกนนำกลุ่มประชาธิปไตยศึกษา ที่ถูกเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมตัวระหว่างการแข่งขันฟุตบอลประเพณีธรรมศาสตร์-จุฬาฯ ครั้งที่ 71 โดยใช้วงเงินประกันตัว 10,000 บาท เนื่องจากพิจารณาแล้ววันที่ 14 ก.พ.เป็นวันหยุดราชการ ไม่สามารถส่งตัวไปฝากขังที่ศาลทหารได้ และเพื่อเป็นการลดการเผชิญหน้าการชุมนุมที่หน้าสถานีตำรวจรถไฟธนบุรี แต่มีเงื่อนไขนายสิรวิชญ์ต้องมาพบพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจรถไฟธนบุรี เวลา 08.30 น.วันที่ 15 ก.พ. เพื่อฝากขังตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    38.6%
  • ไม่ชอบ
    29.6%
  • สนุก
    0.4%
  • ประหลาดใจ
    3.0%
  • เสียใจ
    0.7%
  • ให้กำลังใจ
    27.7%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement