วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"โขน" ได้รับการเสนอให้เป็นมรดกโลกสาขาวัฒนธรรม

พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จัดกิจกรรม เฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรม ราชินีนาถ ในเสวนาเรื่อง “กว่าจะเป็นโขนพระราชทาน” โดย ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ที่ปรึกษาพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ และ ดร.สุรัตน์ จงดา ครูนาฏศิลป์ ซึ่งมาให้ความรู้พร้อมสาธิตการแต่งกายเครื่องโขน ซึ่งมีผู้สนใจเข้ามาร่วมฟังคับคั่งที่ ห้องประชุมพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ในพระบรมมหาราชวัง

ที่ปรึกษาพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ “ดร.อนุชา” เกริ่นนำว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชประสงค์ให้อนุรักษ์นาฏกรรมโขน และสืบสานอยู่คู่แผ่นดินไทย เริ่มต้นจากการจัดสร้างเครื่องแต่งกายโขนขึ้นใหม่ การฟื้นฟูโขนนั้น ไม่ใช่แค่การฟื้นฟูนาฏศิลป์ แต่เป็นการพลิกฟื้นฝีมือช่างหัตถศิลป์หลายแขนง นับร้อยคนให้คืนกลับมา ทั้งยังทำให้เกิดสกุลช่างในรัชกาลปัจจุบัน ในเรื่องของพัสตราภรณ์หรือเครื่องแต่งกายด้วย ส่วนโขนเข้ามาในสังคมไทยมาเนิ่นนานหลายร้อยปี ผ่านวรรณกรรมอินเดีย “รามายณะ” ในรูปแบบของไทยในชื่อว่า “รามเกียรติ์” วรรณกรรมรามเกียรติ์เริ่มเข้ามาตั้งแต่สมัยอยุธยา เมื่ออยุธยาล่มสลายไปแล้ว วรรณกรรมก็ได้สูญหายไป กระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ 1 ทรงกอบกู้บ้านเมืองขึ้นมาและโปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมวรรณกรรมรามเกียรติ์ขึ้นใหม่ หลังจากนั้นพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ทรงมีส่วนในการฟื้นฟู ปัจจุบันโขนได้กลายเป็นสิ่งที่เชื่อมคนในยุคสมัย และสร้างความสัมพันธ์อันดีของครอบครัวในสังคมไทย ปีนี้จะมีการเสนอ “โขน” ให้เป็นมรดกโลก สาขามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เพื่อให้โขนเป็นที่รู้จักในระดับสากล

ส่วน ดร.สุรัตน์ กล่าวว่า หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 โขนที่เคยเป็นเครื่องราชูปโภคของพระมหากษัตริย์ ได้โอนย้ายไปอยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร ทำให้เกิดการโอนย้ายข้าราชการกองมหรสพ กรมวังนอก ไปอยู่กับกรมศิลปากรทั้งหมด รวมทั้งให้ฝึกเล่นดนตรีสากลตามรัฐนิยมใหม่ จากนั้นเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง จึงมีการฟื้นฟูโขนละครขึ้นในกรมศิลปากร โดยครูธนิต อยู่โพธิ์ และโรงเรียนนาฏศิลป์ ที่เปิดรับเด็กนักเรียน เพื่อมาหัดโขนครั้งแรก พ.ศ.2485-2486 ครูธนิต ได้ฟื้นฟูโขนจนรุ่งเรือง และโขนได้กลับมาโด่งดังอีกครั้งในยุคของ อ.เสรี หวังในธรรม ซึ่งเป็นการแสดงโขนรูปแบบใหม่ คล้ายละครของตะวันตกและประสบความสำเร็จจนได้ฉายาว่า โขนเงินล้าน ทว่าหลังจาก พ.ศ. 2535-2540 กระแสความนิยมโขนเริ่มถดถอยลงตามยุคสมัย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้กราบบังคมทูลสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ถึงสถานการณ์การแสดงโขน ซึ่งมีคนชมน้อยลงทุกทีและหานักแสดงโขนได้ยาก สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงรับสั่งว่า “ถ้าไม่มีใครดู แม่จะดูเอง” และทรงนำการแสดงโขนไปแสดง ในโอกาสเสด็จฯแปรพระราชฐานไปสถานที่ต่างๆ อีกทั้งพระราชทานเงินจำนวน 3 แสนบาทให้กรมศิลปากรนำไปจัดสร้างเครื่องแต่งกายโขนตามแนวพระราชดำริ เพื่อปรับปรุงให้เครื่องแต่งกายโขนงดงามประณีตมากยิ่งขึ้น.