โลกร้อน..เมฆเปลี่ยน งานหนัก..กรมฝนหลวงฯ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

โลกร้อน..เมฆเปลี่ยน งานหนัก..กรมฝนหลวงฯ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.พ. 2559 05:01
967 ครั้ง


วันนี้ปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลักหล่อเลี้ยงเจ้าพระยาเหลือน้ำใช้การได้ 3,200 ล้านคิว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มั่นใจสามารถบริหารจัดการให้เพียงพอต่อการทำประปา รักษาระบบนิเวศ ผลักไล่น้ำเค็ม และตุนเก็บไว้ใช้ต้นหน้าฝน...แต่เพียงพอแบบกระเหม็ดกระแหม่ มีเศษน้ำเหลือให้ใช้ฉุกเฉินได้อีก 300 ล้านคิว

แต่อย่าเพิ่งนอนใจ นี่ยังไม่เผื่อกรณีกรมชลประทานต้องจำยอมปล่อยน้ำให้นาปรังอีก 2 ล้านไร่...นาปรังปีที่แล้ว 6 ล้านไร่ บอกว่าไม่จ่ายน้ำ แต่สุดท้ายต้องให้ไป 4,000 ล้านคิว

ปีนี้ถ้ายังเกรงใจกันอีก ก็ต้องปล่อย 1,000 ล้านคิว...แล้วจะเอาที่ไหนมาให้ใช้กัน

ภาวะเช่นนี้ ดูเหมือนประเทศไทยยังมี “ฝนเทียม” เป็นอีกความหวังให้ลุ้นสู้...แต่จะหวังกันได้แค่ไหน ในเมื่อธรรมชาติของโลกใบนี้เปลี่ยนไป

“แม้การทำฝนหลวงจะมีพัฒนาการนำเรดาร์ตรวจอากาศมาใช้ในการทำฝนเทียมได้แม่นยำมากขึ้น แต่ในช่วง 4-5 ปี นับแต่ภาวะโลกร้อนแสดงอาการ ชัดเจน การทำฝนหลวงไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อน”

ร.ต.อ.ณพวัฒน์ คำนวนสอน

ร.ต.อ.ณพวัฒน์ คำนวนสอน นักบินดีกรีครูการบิน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร บอกถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่เพียงเมฆที่ก่อตัวจะมีขนาดเล็กลง ทำให้ปริมาณน้ำฝนที่ได้น้อยลงแล้ว การยกตัวของเมฆฝนยังอยู่ในระดับที่สูงกว่าเดิม

“เมื่อก่อนการทำฝนหลวงในฤดูแล้ง ช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. ฐานเมฆฝนจะอยู่สูง 6,000-7,000 ฟิต และเราต้องบินขึ้นไปที่ 8,000-10,000 ฟิต เพื่อโปรยสารทำฝนเทียมบนไหล่เมฆ แต่มาตอนหลังโลกร้อน อากาศร้อนได้ยกฐานเมฆให้ขึ้นไปอยู่ที่ 10,000 ฟิตขึ้นไป จะโปรยสารบนไหล่เมฆได้ ต้องบินขึ้นไปที่ 12,000-13,000 ฟิต เราทำไม่ได้ มันอันตราย เพราะเครื่องบินเกือบทั้งหมดของเรา

ไม่มีระบบปรับความดันอากาศ ความสูงเกินกว่า 10,000 ฟิต อากาศมีไม่พอให้หายใจได้ คนจะเกิดอาการพร่องออกซิเจน เครื่องที่พอบินได้มีอยู่ 3 เครื่อง แต่มีนักบินแค่คนเดียว เพราะหาคนมาทำงานบินหาเมฆได้ยาก ที่อื่นๆเขามีแต่บินหนีเมฆกันทั้งนั้น”
โลกร้อนยกเมฆสูง ผลที่ตามมา ทำฝนหลวงไปแล้ว ได้ฝน แต่ไม่ได้น้ำ...ฝนตกแค่บนฟ้า

บนดินไร้น้ำฝน เหตุที่เป็นเช่นนั้น ร.ต.อ.ณพวัฒน์ อธิบาย เมฆที่ยกตัวสูงขึ้นไปมาก โปรยสารแล้วได้เม็ดน้ำฝนไม่ใหญ่พอ เม็ดฝนที่หล่นมากลางฟ้าจะเสียดสีกับอากาศ

เกิดความร้อนคล้ายกับเราดูหนัง ดาวเทียมตกจากอวกาศแล้วลุกเป็นไฟนั่นแหละ เม็ดฝนก็เหมือนกัน ถ้าตกมาจากที่สูงมากๆ จะเสียดสีร้อนระเหยจนไม่เหลือมาเป็นน้ำให้เราได้เห็นนั่นเอง

ถ้าจะให้ฝนตกมาถึงพื้น การทำฝนหลวงต้องใช้เทคนิคเพิ่ม บินขึ้นไปโปรยสารหลอกล่อให้เมฆลอยตัวลงมาต่ำในระดับตกมาแล้วยังมีน้ำเหลือถึงพื้น ไม่อย่างนั้นจะเสียของ สูญน้ำไปฟรีๆ

นอกจากนั้น โลกร้อน อากาศแปรปรวน ลมพัดแรงเอาแน่เอานอนไม่ได้เหมือนกัน...

ถึงเรดาร์ตรวจอากาศจะเจอเมฆ ความชื้นสัมพัทธ์เหมาะจะทำฝนหลวงได้ แต่พอบินขึ้นไปอากาศเกิดแปรปรวน เมฆที่มีรูปทรงองค์เอวน่าจะให้ฝนมาก เจอลมพัดแรงทำเมฆหัวแตก มิเพียงได้ฝนน้อย ยังจะถูกลมพัดให้ไปตกที่อื่นเข้าให้อีก

เป็นแค่ตัวอย่างเล็กๆ ที่ครูการบินฝนหลวงเล่าสู่ให้ฟัง เพื่อเตือนสติคนไทย ได้รู้...น้ำมีค่า นับวันหาได้ยากยิ่งนัก อย่าหลงเพลินใช้เปลือง เพราะวันนี้โลกใบนี้ไม่เหมือนเดิม.

ชาติชาย ศิริพัฒน์

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    88.9%
  • ไม่ชอบ
    0.0%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    7.4%
  • ให้กำลังใจ
    3.7%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement