เห็นแบบนี้ยังใส่เข้าไปก็ตัวใครตัวมัน 7 ข้อพึงระวังเมื่อขับเร็ว - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

เห็นแบบนี้ยังใส่เข้าไปก็ตัวใครตัวมัน 7 ข้อพึงระวังเมื่อขับเร็ว

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.พ. 2559 06:05
26,582 ครั้ง


สาเหตุอันดับต้นๆ ของการเกิดอุบัติเหตุบนถนนก็คือความเร็ว ยิ่งขับเร็วมากเท่าไร ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุมากขึ้นเท่านั้น ความเร็วตามที่กฎหมายกำหนดพร้อมกับมุมมองที่ตั้งอยู่บนความไม่ประมาทจะทำให้คุณและครอบครัวถึงจุดหมายได้อย่างปลอดภัย คนเดินเท้าที่ถูกรถชนด้วยความเร็ว 30 กิโลเมตรนั้น อาจรอด แต่เมื่อถูกชนที่ความเร็ว 70-80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต เมื่อใช้ความเร็ว ระยะเบรกจะเพิ่มมากยิ่งขึ้น ยิ่งเร็วมากเท่าไรระยะเบรกก็จะเพิ่มเป็นเงาตามตัว สภาพอากาศและเวลาตลอดจนอุณหภูมิกลายเป็นตัวแปรสำคัญร่วมกับสภาพผิวถนน เมื่อใช้ความเร็วขณะที่เกิดฝนตก หมอกลงจัด วิ่งอยู่ในทางที่คับแคบ หรือขับท่ามกลางทางขึ้นลงเนินเขาที่มีทั้งทางโค้งสูงชันวกไปวนมา รวมถึงการขับในเวลากลางคืน

1-ความเร็วกับความเมื่อยล้า
อาการเสื่อมถอยของร่างกายที่ไม่ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอนั้นเสี่ยงมากต่อการเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะขับช้าเป็นเต่าคลานหรือเร็วจี๊ดประหนึ่งรถแข่ง การขับรถเร็วต้องใช้ทั้งสมาธิและการตัดสินใจที่รวดเร็ว ยิ่งขับเร็วนานเท่าไร ร่างกายก็จะยิ่งอ่อนล้าถึงขั้นที่การสังเกตการณ์และประสาทสั่งงานที่ช้าลง เหยียบเบรกช้าไป หรือหยุดรถได้ไม่ทันต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าเนื่องจากความเร็ว ความอ่อนล้าร่างกายไม่ได้มีการพักผ่อนหลับนอนที่เพียงพอแล้วต้องมาขับรถออกทางไกลโดยมีเวลาที่จะต้องไปให้ถึงจุดหมายให้ทันมาเป็นจุดที่บีบคั้นทำให้ต้องใช้ความเร็ว ตามมาด้วยอาการหลับใน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรง ความเมื่อยล้าเป็นอาการที่บั่นทอนความสามารถในการควบคุมรถยนต์ โดยเฉพาะเมื่อใช้ความเร็ว

2- ป้ายบอกความเร็วหรือจำกัดความเร็ว
ป้ายบอกความเร็วหรือกำหนดความเร็วบนถนนนั้นมีความปลอดภัยหากรู้จักทำตามที่ป้ายบอก ป้ายโค้งอันตรายที่มักพบเห็นบ่อยครั้งนั้น ความอันตรายของโค้งเกิดขึ้นจากการใช้ความเร็วสูงขับเข้าโค้งแทบทั้งสิ้น ลดความเร็วทุกครั้งที่พบเจอกับป้ายดังกล่าว ส่วนความเร็วตามที่กฎหมายกำหนดแต่ไม่ค่อยมีใครสนใจทำตามที่ป้ายบอกมีดังต่อไปนี้ รถบรรทุกใหญ่ วิ่งในเขตเมืองไม่เกิน 60 กิโลเมตร และ 80 กิโลเมตรบนไฮเวย์หรือทางหลวง แต่ส่วนใหญ่ที่พบเจอก็คือรถบรรทุกที่ตีรถเปล่ากลับที่พัก หรือกำลังวิ่งไปรับสิ่งของนั้นใช้ความเร็วกันเกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแทบทั้งนั้น รถยนต์นั่งส่วนบุคคลในเขตเมืองไม่เกิน 80 กิโลเมตร บริเวณหน้าโรงเรียนไม่เกิน 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และบนทางหลวงข้ามจังหวัดไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เอาเข้าจริงๆ แทบจะไม่มีใครปฏิบัติตาม แต่ละคันก็ใช้ความเร็วไปตามใจชอบ บางคันขับช้ากลับไปอยู่ในเลนรถเร็ว ส่วนพวกที่ขับเร็วก็ต้องขับมุดซ้ายป่ายขวาหาทางไปกันเอาเอง ดูๆ ไปก็มั่วดีเหมือนกันแถมยังอันตรายที่เลนซ้ายกลายเป็นเลนของรถที่วิ่งเร็ว

3-ทางโค้ง
ใช้ความเร็วบนทางตรงก็นับว่าเสียงมากอยู่แล้ว พอเห็นโค้งก็ยังไม่ได้ชะลอหรือลดความเร็วลงมาแม้แต่น้อยหรือลดก็จริงแต่ยังเร็วมากจนเกินไป โค้งที่ไม่มีความคุ้นเคยจะยิ่งทำให้เสี่ยงต่อการขับแหกโค้งแล้วไปจบลงที่โคนต้นไม้หรือแม้แต่หล่นลงไปกองอยู่ใต้เหวลึก ความเร็วคือตัวเพิ่มแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางหรือแรงจี ยิ่งขับเร็วเท่าไรแรงดังกล่าวก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นจนไม่สามารถควบคุมรถยนต์ได้ ความเร็วในโค้งยังเป็นตัวบั่นทอนการยึดเกาะของช่วงล่างและยางที่ต้องรับภารกรรมหนักหนาสาหัสในโค้งเมื่อคนขับใช้ความเร็ว แรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางที่เพิ่มขึ้นพร้อมๆ กับการยึดเกาะที่ด้อยตรงเมื่อล้อไม่ได้วิ่งอยู่ตรงๆ ตามด้วยอาการแหกโค้งลงข้างทางหรือข้ามเลนไปชนปะทะกับรถที่แล่นสวนมาหรือเสยเข้ากับต้นไม้ ควรเลือกใช้ความเร็วที่เหมาะสมกับสภาพของโค้ง เช่น ปฏิบัติตามความเร็วที่แจ้งอยู่บนป้ายหรือป้ายเตือนว่า โค้งอันตรายตายมาแล้วร้อยศพ เห็นแบบนั้นยังใส่เข้าไปก็ตัวใครตัวมัน รถ SUV ที่มีสัดส่วนความสูงมากกว่ารถเก๋ง ควรลดความเร็วทุกครั้งที่ขับเข้าโค้ง สาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุในรถ SUV บนทางโค้งก็คือย่านของกำลังที่แรงเกินกว่าช่วงล่างจะรองรับขณะใช้ความเร็วสูงในโค้ง สภาพผิวถนนในโค้งตลอดจนสภาพอากาศก็เป็นตัวแปรที่มีความสำคัญ จงอย่าละเลยที่จะลดความเร็วให้สามารถหักพวงมาลัยเข้าโค้งได้อย่างปกติ ความสูงที่มากกว่ารถทั่วไปของยานยนต์ SUV พร้อมกับแชสซีที่นำมาจากรถกระบะต่อให้คุยโม้โอ้อวดว่าช่วงล่างของชั้นทำมาดีเลิศ เมื่อมาอยู่ในมือของนักขับที่ไม่ใช่นักแข่งทำให้การควบคุมอาการในโค้งเมื่อใช้ความเร็วบนรถ SUV ยากที่จะแก้ไขให้กลับมาทรงตัวเข้ารูปเข้ารอยเข้าเลนเมื่อเกิดการพลาดพลั้งเสียหลักหลุดโค้ง

4- สภาพผิวถนนและสภาพอากาศ ตัวพาจนเมื่อขับเร็ว
ฝนตก หมอกลงจัด ควันไฟจากการเผาเศษฟางบริเวณข้างทาง หากไม่ลดความเร็วเมื่อวิ่งผ่านมีหวังได้จบเห่ ขับเร็วจี้ท้ายรถคันข้างหน้าเป็นมารยาทที่ไม่ดี แม้จะเจอคนขับช้าขวางทางอยู่ในเลนรถเร็ว ยิ่งขับเข้าไปจี้จะยิ่งทำให้รถคันหน้าตกใจหรือไม่พอใจจนอาจตามมาด้วยอุบัติเหตุ ระยะเบรกที่เพิ่มขึ้นเมื่อขับเร็วจึงมีความจำเป็นที่จะต้องตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อการเบรกให้เร็วขึ้น ความลาดชันของเส้นทางเมื่อขับลงเนินด้วยความเร็วสูงระยะเบรกจะเพิ่มเข้ามาเป็นเท่าตัวจนน่าตกใจ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ความเร็วให้สอดคล้องกับสภาพเส้นทางและสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า อุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการขับเร็วโดยปราศจากการคำนึงถึงจุดอับ สภาพอากาศและสภาพเส้นทาง

5- เขตชุมชน เขตโรงเรียน เขตเมือง จะขับเร็วไปเพื่อ?
วิ่งในถนนทางหลวงชนบทที่ค่อนข้างโล่งด้วยความเร็วสูงเป็นเรื่องที่ไม่สมควรกระทำ โผล่พ้นโค้งคุณอาจจ๊ะเอ๋กับจักรยานยนต์สามล้อบรรทุกพืชไร่ของชาวบ้าน ลูกเด็กเล็กแดงที่เดินหรือเล่นอยู่ข้างทาง คนปั่นจักรยานหรือแม้แต่ตลาดนัดที่มีฝูงชนนับร้อยนับพันกำลังจ่ายกับข้าว และถึงแม้จะใช้ความเร็วตามกำหนดในเขตเมืองก็ใช่ว่าจะปลอดภัย 100% ยังมีตัวแปรต่างๆ ที่อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุอีกเพียบ เป็นหน้าที่ของคุณที่จะต้องระวัง ไม่ขับเร็วไม่ขับใกล้กับรถคันข้างหน้ามากเกินไปหรือแซงในเขตเมืองด้วยความเร็วสูง ค่าปรับที่น้อยนิดทำให้นักขับส่วนใหญ่ไม่ใส่ใจทำตาม ในบางประเทศ เช่น ออสเตรเลีย ค่าปรับในเขตโรงเรียนสำหรับรถที่วิ่งเร็วเกินกว่ากำหนด (วิ่งได้ไม่เกิน 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ยิ่งวิ่งเร็วเกินกว่าที่กำหนดมากเท่าไรก็จะปรับหนักมากตามความเร็วที่ใช้เท่านั้น กำหนดให้วิ่งไม่เกิน 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเขตโรงเรียน แต่ดันเห็นว่าโล่งแล้ววิ่งเกินไปที่ 70-80 กิโลเมตร ตำรวจที่ซุ่มดูอยู่สกัดจับ โดนปรับ 8,000 บาท พร้อมบันทึกการขับขี่ที่จะมีผลต่อการต่ออายุใบขับขี่ จริงจังกันขนาดนั้นอุบัติเหตุในบ้านเค้าถึงลดลงจนแทบจะไม่เกิดขึ้นเลย

6- ช่วงโพล้เพล้พลบค่ำ
ความมืดทำให้ระยะการมองเห็นเส้นทางลดลง การมองเห็นวัตถุในขณะที่รถกําลังเคลื่อนตัว ผู้ขับขี่จะมีระยะเวลาในการมองเห็นวัตถุต่างๆสั้นลง โดยปกติขอบเขตของสายตาของมนุษย์นั้นสามารถมองเห็นอยู่ในระยะ 180 องศา แต่ในขณะขับรถภาพที่สายตามองเห็นจะเคลื่อนตัวไปข้างหลังอย่างต่อเนื่อง เมื่อขับอยู่ในห้วงเวลาก่อนพลบค่ำที่สภาพแสงสว่างเหลือน้อยลงไปเรื่อยๆ จึงทำให้มองเห็นเส้นทางหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้างหน้าไม่ชัดเจนโดยเฉพาะเมื่อขับด้วยความเร็วสูง ภาพที่สายตามองเห็นจะยิ่งมีขอบเขตลดลงหากขาดความระมัดระวัง บวกกับสภาพแสงต่ำลงเรื่อยๆ ไปจนถึงมืดสนิทอาจทําให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้เมื่อห้อมาเต็มเหนี่ยว

7- แรงปะทะ
หากขับรถด้วยความเร็งสูงแล้วเกิดอุบัติเหตุชนปะทะอย่างรุนแรง แรงปะทะ ณ จุดเกิดเหตุและการยุบตัวของรถจะเพิ่มขึ้นตามอัตราความเร็ว น้ําหนัก และโครงสร้างของรถ หากเพิ่มความเร็วกว่าปกติ 2 เท่า แรงปะทะจะเพิ่มขึ้น 4 เท่า เมื่อประสบอุบัติเหตุจะทําให้ผู้ที่อยู่ในรถได้รับอันตรายมากขึ้นแม้รถที่ขับจะมีโครงสร้างนิรภัย ถุงลมนิรภัยและเข็มขัดนิรภัยก็ไม่อาจปกป้องชีวิตเอาไว้ได้ ส่วนระยะทางในการหยุดรถเมื่อขับรถด้วยความเร็วสูงต้องใช้ระยะทางในการหยุดรถมากขึ้นอย่างที่กล่าวเอาไว้ด้านบน เมื่อขับรถบนเส้นทางปกติระยะทางที่สายตามองเห็นจนเท้าแตะเบรกคิดเป็นระยะเวลา 1 วินาที ขณะที่การขับรถบนสภาพถนนที่เปียกลื่นต้องใช้ระยะทางในการหยุดรถมากกว่า 1.5 เท่า ระยะเวลาในการแก้ไขเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าเมื่อขับรถด้วยความเร็วสูงมีเพียงแค่น้อยนิดจนไม่ทันต่อการตอบสนองที่จะหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ ความเร็วสูงเกินกว่าที่กฏหมายกำหนด นอกจากจะเสี่ยงต่อการทำผิดกฏหมายและอาจตามมาด้วยอันตรายร้ายแรงแล้ว ทําให้ผู้ขับขี่มีระยะเวลาในการแก้ไขสถานการณ์เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินลดลง ความเร็วยังเข้าเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุในลักษณะรุนแรงเนื่องจากรถจะพุ่งชนสิ่งกีดขวางด้วยความรวดเร็วพร้อมแรงปะทะที่ทำให้บาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตเป็นเท่าทวีคูณ.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://web.facebook.com/chang.arcom

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    70.7%
  • ไม่ชอบ
    4.9%
  • สนุก
    19.6%
  • ประหลาดใจ
    1.8%
  • เสียใจ
    1.8%
  • ให้กำลังใจ
    1.3%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement