'อุเทน' เสนอ คสช. ปัดฝุ่น รธน.ก่อนปี 40 อย่าดันทุรังใช้กติกาใหม่ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

'อุเทน' เสนอ คสช. ปัดฝุ่น รธน.ก่อนปี 40 อย่าดันทุรังใช้กติกาใหม่

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.พ. 2559 15:34
1,318 ครั้ง


"อุเทน" สะกิด คสช. เอา รธน.ก่อนปี 40 มาปัดฝุ่นใช้ เตือนอย่าดันทุรังใช้กติกาใหม่ หวั่นเพาะเชื้อขัดแย้งในประเทศรอบใหม่ และคนกลุ่มเดิมเข้ามาฉีกรัฐธรรมนูญซ้ำซาก...

เมื่อวันที่ 16 ก.พ. นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวถึงร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกฉบับ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.ว่า กรณี กรธ.อวดว่าเป็นฉบับที่ป้องกันการทุจริต ปราบโกง มีบทลงโทษผู้กระทำความผิดที่เข้มงวด แต่ถูกหลายฝ่ายชำแหละจนแทบไม่เหลือชิ้นดี ทั้งนี้ประเด็นที่ตนเป็นห่วง ไม่ใช่เรื่องกระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งของนักการเมือง หรือการเลือกตั้ง ส.ส. ที่พยายามออกแบบให้ผิดแผกแตกต่างไปจากรูปแบบการเลือกตั้งในอดีต ในรูปแบบแบ่งสรรปันส่วน ว่ากันว่ากฎระเบียบต่างๆ จะไม่เอื้ออำนวยให้แก่พรรคการเมืองขนาดเล็ก ในฐานะเป็นหัวหน้าพรรคขนาดเล็ก แต่ก็ยอมมองข้ามไป แม้จะได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะยังมีเนื้อหาหลายส่วนที่ไม่ควรปล่อยให้ผ่านไป อยากจะพูดในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง อยากจะชี้ให้ประชาชนในฐานะหุ้นส่วนประเทศเห็นถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หากบทบัญญัติหลายส่วนของร่างรัฐธรรมนูญผ่านไปจนมีการประกาศใช้

นายอุเทน กล่าวว่า ประเด็นแรกในหมวด 15 เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ คงจำกันได้ว่า หมวดเดียวกันนี้ในรัฐธรรมนูญปี 2550 ได้สร้างความวุ่นวายขนาดไหนเมื่อสมัยรัฐบาลชุดที่แล้ว ทั้งที่รัฐธรรมนูญฉบับนั้นเปิดทางให้สามารถแก้ไขได้ มาวันนี้ในร่างของ กรธ. กลับกำหนดเงื่อนไขไว้อย่างซับซ้อน จนมองได้ว่าแก้ไขได้ยาก หรือแทบแก้ไม่ได้เลย ใครคิดเสนอหรือร่วมลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญยังสุ่มเสี่ยงที่จะถูกตั้งข้อหาล้มล้างการปกครอง หรืออาจถูกขัดขวางได้ง่ายโดย ส.ส. หรือ ส.ว.เพียงไม่กี่คนในรัฐสภา หากปล่อยไปถึงวันนั้นไม่รู้บ้านเมืองจะวุ่นวายแค่ไหน สุดท้ายในอนาคตเมื่อมีความจำเป็นต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ คงพึ่งวิธีรัฐประหารเข้ามาฉีกทิ้งทั้งฉบับเท่านั้น ส่วนประเด็นองค์กรอิสระ ก็น่ากลัวและอันตรายอย่างยิ่ง ที่มีการตัดทอนและเพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และปี 2550 พอสมควร เป็นการเพิ่มอำนาจต่างๆ ขององค์กรอิสระเหล่านั้น โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ ที่ถึงกับแยกเป็นหมวดเฉพาะออกมาในหมวดที่ 11 ขณะที่ศาลอื่นๆ อยู่ในหมวดที่ 10 ส่วนองค์กรอิสระที่เหลืออยู่ในหมวดที่ 12 สะท้อนว่า กรธ.ให้ความสำคัญกับศาลรัฐธรรมนูญมาก จนเป็นอำนาจที่ 4 ที่ขึ้นมาคานอำนาจเสาหลักประชาธิปไตยที่ควรมีอยู่เพียง 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ เมื่อพิจารณาลึกลงไปยังมีการเพิ่มอำนาจศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความได้แบบครอบจักรวาล จนอาจพูดได้ว่ามีอำนาจมากจนอยู่เหนือเสาหลักอื่นๆ ด้วยซ้ำไป

นายอุเทน กล่าวด้วยว่า ขณะที่องค์กรอิสระอื่นๆ มีการเพิ่มอำนาจในหลายส่วน อาทิ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่อาจเข้ามาก้าวก่ายการบริหารงาน การใช้จ่ายงบประมาณ ตลอดจนเรื่องการตรากฎหมายต่างๆ ที่เป็นการจ้องจับผิดนักการเมือง โดยที่ไม่สนใจเลยว่าที่มาของผู้บริหาร และระบบขององค์กรเหล่านั้นย่ำแย่ขนาดไหน อย่าลืมว่าในอดีตขององค์กรเหล่านี้สร้างปัญหามาโดยตลอด ดังนั้น คสช.ควรถือโอกาสนี้ปฏิรูป หรือยุบทิ้งบรรดาองค์กรอิสระไป ทั้งในเรื่องที่มาที่ให้คนเพียงไม่กี่คนคัดเลือก ในเรื่องผลงานก็ไม่มีประสิทธิภาพ รวมถึงเรื่องวิจารณญาณ ดุลยพินิจก็น่าเป็นห่วง

นายอุเทน กล่าวอีกว่า หลายเรื่องวินิจฉัยแบบค้านสายตา ตลอดจนไม่ได้เป็นไปตามหลักการอำนวยความยุติธรรม ล่าสุดกรณีที่ศาลฎีกาตัดสินจำคุก อดีตเจ้าหน้าที่ กกต. และอดีตนักการเมือง ในคดีพรรคไทยรักไทยถูกกล่าวหาว่าจ้างวานพรรคเล็กลงสมัครเลือกตั้งเมื่อปี 2549 โดยที่ก่อนหน้านั้นศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่ถูกกล่าวหาเป็นผู้สั่งการ ก็ชี้ให้เห็นว่าพยาน-หลักฐานในคดีนี้มีน้ำหนักไม่เพียงพอที่จะเอาผิดพรรคไทยรักไทยที่ถูกกล่าวหาว่าจ้างวานพรรคเล็ก แต่กลับกลายมีน้ำหนักให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคและตัดสิทธิ์กรรมการ บริหารพรรคทั้ง 111 คนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อผลออกมาเช่นนี้ย่อมสร้างความสับสนอย่างมากในบรรทัดฐานของศาลยุติธรรม กับศาลรัฐธรรมนูญ โดยที่ไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริงว่าใครกันแน่เป็นผู้จ้างวานพรรคเล็กให้ลงสมัคร และใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังคำให้การของพยานและจำเลยที่ถูกตัดสินว่ามีความผิด หรืออาจมีขบวนการสร้างพยานเท็จขึ้นมาจากฝ่ายตรงข้าม หรือผู้ถูกกล่าวหาอาจกระทำผิดจริงกันแน่

นายอุเทน กล่าวต่อว่า หากมีการเพิ่มอำนาจให้องค์กรอิสระตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะเชื่อมั่นความถูกต้องชอบธรรมขององค์กรเหล่านี้ได้อย่างไร ดังนั้นถึงเวลาที่เราไม่ควรหลอกตัวเองว่าจำเป็นต้องมีองค์กรเหล่านี้อยู่ เพราะประเทศไทยยังไม่พัฒนาไปถึงขนาดมีองค์กรใดมาทำหน้าที่อย่างอิสระ โดยขาดการถ่วงดุลจากองค์กรอื่นๆ ทั้งหมดที่ไล่เรียงมาเพื่อบอกให้ทุกคนตั้งสติ และรู้เท่าทันเรื่องราวของบ้านเมืองเรา ที่เป็นไปในลักษณะมีบางกลุ่มบางพวกพยายามสร้างมายาคติ สร้างผู้ร้าย สร้างสถานการณ์ต่างๆ ผ่านกลไกที่เป็นกติกาสูงสุดซึ่งเรียกกันว่ารัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่ามีขบวนการสมคบคิด สร้างสถานการณ์ทำให้เกิดความขัดแย้ง ในลักษณะแบ่งแยกแล้วปกครอง และเราก็น่าจะตั้งคำถามกันว่ากว่า 80 ปี มีรัฐธรรมนูญมากี่ฉบับ ทั้งหมดก็ร่างโดยนักการเมือง และนักกฎหมายใหญ่ของประเทศ เกือบทุกครั้งก็ร่างภายใต้การปกครองของคณะรัฐประหาร ซึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายสูงสุดที่ออกมาก็ยังไม่เห็นทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองดีขึ้นแต่อย่างใดเลย

นายอุเทน กล่าวว่า เคยมีคนบอกว่าคนไทยบางทีก็ยกย่องชื่นชมคนผิดๆ ซึ่งก็เป็นจริง หลายคนได้รับโอกาสอยู่ในอำนาจ กำหนดทิศทางประเทศ แต่ก็ไม่เห็นทำให้ประเทศดีขึ้น ต้องถามว่าเพราะอะไร ไม่มีความสามารถอย่างที่ผู้คนยกย่องกัน หรือไร้คุณธรรมจนทำทุกอย่างตามใบสั่งโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อบ้านเมืองหรือลูกหลานในอนาคต อย่างร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ผ่านมือ คุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ จนมาถึงนายมีชัย และขาดไม่ได้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ และมือกฎหมายของ คสช. ทั้ง 3 คน ล้วนได้รับการยกย่องว่าเป็นมือกฎหมายประเทศไทย อยู่ทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังการร่างรัฐธรรมนูญมาหลายฉบับในอดีต โดยเฉพาะนายมีชัยในรอบเกือบ 30 ปี ร่วมร่างรัฐธรรมนูญทั้งแบบถาวรและชั่วคราวมาอย่างน้อย 5 ฉบับ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญฉบับปี 2534 ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์สำคัญเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 และรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่ทำให้คนไทยแบ่งฝักแบ่งฝ่ายตลอดกันแบบไม่รู้จบ ก่อนที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเข้ามา

นายอุเทน กล่าวอีกว่า ตนเป็นคนหนึ่งที่เชื่อมั่นในความตั้งใจจริงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ที่ต้องการนำชาติผ่านพ้นวิกฤติความขัดแย้งและนำไปสู่การปฏิรูป แต่เกือบ 2 ปีมานี่ก็ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ว่าเหตุใดพล.อ.ประยุทธ์ จึงไปดึงเอาคนเหล่านี้เข้ามามีส่วนร่วมในช่วงสำคัญของประเทศ ทั้งยังวางบทบาทสำคัญในการกำหนดกติกาสูงสุดของประเทศอีก ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยมาก่อนใคร เมืองขึ้นต่างชาติก็ไม่เคยเป็น แต่ประเทศไทยกลับเจริญลงๆ จนเพื่อนบ้านรอบประเทศที่เคยมองว่าห่างกันเป็นสิบปีไล่ตามทัน และบางประเทศเกือบจะแซงเราไปแล้วด้วยซ้ำ วันนี้เรากล้าพูดหรือไม่ว่าเราเป็นผู้นำอาเซียน ที่เห็นพูดกันก็คือเราเป็นศูนย์กลางอาเซียนตามภูมิศาสตร์เท่านั้น

"คงต้องถามแบบวัยรุ่นว่าเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร เพราะใครกันที่ทำ หรือเป็นเพราะระบบการปกครอง แล้วรัฐธรรมนูญ หรือประชาธิปไตยแบบไหนที่เหมาะกับเรา ที่จะทำให้ประเทศเราพัฒนาจริงๆ เสียที นายอุเทนกล่าวอีกว่า ดังนั้นควรถอยหลังตั้งหลักให้มั่นกันเสียก่อน อย่าพยายามเดินหน้าโดยที่รากฐานยังไม่มั่นคง หรืออือออตามแบบที่บางคนบางกลุ่มอยากให้เป็น เรื่องรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายสูงสุด จริงอยู่ต้องมีความเป็นสากลเพื่อให้นานาชาติยอมรับ แต่ก็ต้องคำนึงถึงบริบทที่แตกต่าง ความพร้อมในด้านต่างๆ ของเราด้วย โดยเฉพาะเรื่องบุคคลที่ทำหน้าที่ในตำแหน่งสำคัญต่างๆ อย่างองค์กรอิสระที่กล่าวถึงไปข้างต้น ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วย้อนไปหยิบเอาฉบับก่อนปี 2540 มาใช้ก่อน ค่อยๆ ปรับค่อยๆ จูนกันไป ศึกษา สร้างการเรียนรู้ พัฒนาไปพร้อมๆ กัน ไม่ใช่ดันทุรังใช้กฎกติกาที่บางคนบางกลุ่มกำหนด แล้วสุดท้ายเราก็มาทะเลาะกัน คนกลุ่มเดิมก็ใช้เป็นข้ออ้างเข้ามาฉีกกติกา และร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้เราทะเลาะกันอีกไม่รู้จบสิ้น กลายเป็นวัฎจักร หรือวงจรอุบาทว์อยู่แบบนี้ สุดท้ายควรถามตัวเองว่าจะทนอยู่แบบนี้ หรือต้องรู้เท่าทันให้มากขึ้น พอกันทีกับประชาธิปไตยจอมปลอม ลองคิดกันดูนะ" นายอุเทน กล่าว.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    84.0%
  • ไม่ชอบ
    13.4%
  • สนุก
    2.0%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    0.6%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement