สนช.ชงแก้รธน. 5ประเด็นใหญ่ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

สนช.ชงแก้รธน. 5ประเด็นใหญ่

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.พ. 2559 05:45
2,037 ครั้ง


‘ปู’งงข้าวไม่หาย‘นโยบายดี’แต่ตนผิด

สนช.มติเอกฉันท์ชงปรับแก้ร่าง รธน. 5 ประเด็นเน้นๆ เลือกตั้ง ส.ส.ขอแยก 2 ใบเป็นเขตใหญ่ เรียงเบอร์ ส.ว.ขอลากตั้งล้วนๆ ตัดอำนาจพรรคการเมืองเสนอชื่อนายกฯ เปิดช่อง ปธ.ศาล รธน.ชูโรงฝ่าวิกฤติ “ประวิตร” ไม่มั่นใจประชามติผ่านขัดแย้งจะจบ รู้ไต๋ “ปู” เชิญสื่อเทศแจงปมร้อน “บิ๊กตู่” บ่นเหนื่อย รธน.วุ่นวายไม่รู้จบ ขอทุกฝ่ายช่วยกันพยุงจูงมือไปด้วยกัน อย่าเป็นจระเข้ขวางคลอง ลั่นนายกฯไม่ใช่หมู หมา กา ไก่ พูดเรื่อยเปื่อยเจอดีแน่ “ยิ่งลักษณ์” เปิดบ้านรับสื่อนอก โชว์เสน่ห์ปลายจวักสลัดผักปลูกเองกับมือ งงข้าวไม่หาย-นโยบายไม่ผิด แต่คนกำหนดนโยบายผิดได้ไง พท.โวยจ้องเล่นงานกัน “วัฒนา” จวก อสส.เอาความเท็จไปฟ้องอาญา ปชป.ตอกอย่าบิดเบือนดิสเครดิตกระบวนการยุติธรรม อดีต ป.ป.ช.ชี้คดียังขาดองค์ประกอบเอาผิด รอง อสส.ยันไม่สะดุดลุยฟันอาญาต่อ เนื่องจากระยะนี้เป็นช่วงการเปิดรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนต่อร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ล่าสุดที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ความเห็นชอบเสนอปรับแก้ไขใน 5 ประเด็นสำคัญ ให้ กรธ.นำไปประกอบการพิจารณาปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ


สนช.ขอปรับแก้ 5 ประเด็นเน้นๆ

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการสามัญศึกษาเสนอแนะและรวบรวมความเห็น เพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ โดยนาย กล้านรงค์ จันทิก รองประธาน กมธ.ฯ กล่าวชี้แจงว่า กมธ.มีความเห็นให้ปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. ที่มา ส.ส.ควรกำหนดให้มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แบ่งเป็น ส.ส.แบบเขต และบัญชีรายชื่อ และควรกำหนดเขตเลือกตั้งแบบเขตใหญ่เรียงเบอร์ เพราะทำให้การทุ่มซื้อเสียงยากขึ้น ส่วนการคิดคะแนน ส.ส. ควรใช้วิธีแบบสัดส่วนผสม ทุกคะแนนจะถูกนำมาคำนวณหา ส.ส.ที่พรรคการเมืองพึงมี 2. ที่มา ส.ว.เห็นควรให้มี ส.ว.จำนวน 200 คน มาจากการสรรหาทั้งหมด จากกลุ่มอาชีพและกลุ่มสังคมที่หลากหลาย เพราะตามร่างฯเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน อาจถูกแทรกแซง และแลกเปลี่ยนตอบแทนผลประโยชน์จากผู้มีอิทธิทางการเมืองได้

ตัดอำนาจพรรคชงชื่อนายกฯ

นายกล้านรงค์กล่าวต่อว่า 3. ไม่เห็นด้วยกับหลักการที่ให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อนายกฯพรรคละไม่เกิน 3 ชื่อ ถือเป็นการจำกัดสิทธิของสภาฯ 4. ต้องมีกลไกเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติประเทศ เฉพาะในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดแนวทางเอาไว้ โดยควรกำหนดให้มีกลไกที่เป็นที่ยอมรับของสังคม เพื่อทำหน้าที่แก้ไขปัญหาวิกฤติประเทศ โดยให้เป็นอำนาจของรัฐสภาหรือวุฒิสภา ในกรณีที่ไม่มีสภาหรือมีสภาแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้เป็นอำนาจของประธานศาลรัฐธรรมนูญเรียกประชุมร่วมกันของ ผบ.เหล่าทัพ ผบ.ตร. ประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ปลัดกระทรวงกลาโหม และบุคคลตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยให้ที่ประชุมดังกล่าวมีอำนาจบริหารจัดการสถานการณ์เพื่อให้สถานการณ์กลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว


ดึงมาตรา 7 มาไว้ในหมวดเดิม

นายกล้านรงค์กล่าวอีกว่า 5. ประเด็นสำคัญอื่น อาทิ ควรนำบทบัญญัติมาตรา 7 ในรัฐธรรมนูญฉบับเดิม มาไว้ในบททั่วไปตามเดิม การนำไปบัญญัติไว้ในมาตรา 207 ทำให้เกิดข้อจำกัด และควรเพิ่มบทบัญญัติให้รัฐต้องสนับสนุนส่งเสริม และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชนชาวไทย ควรคงหลักการเรื่องสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ เพิ่มความชัดเจนเกี่ยวกับการจัดกำลังทหารเพื่อรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของรัฐ รวมทั้งยกเลิกข้อจำกัดสิทธิการฟ้องร้องรัฐของประชาชน และกำหนดให้รัฐต้องมีหน้าที่จัดให้มียุทธศาสตร์ชาติ เป็นการบังคับให้รัฐบาลในอนาคตปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติ ส่วนการห้าม คสช. ครม. สนช. และสปท. สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.หรือเป็น ส.ว. เว้นแต่ลาออกภายใน 90 วัน หลังรัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ ถือเป็นการจำกัดสิทธิในการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ และกรอบเวลาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญของ สนช.ตามบทเฉพาะกาล น้อยไปหรือไม่ จากนั้นที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ 160 เสียง ให้ความเห็นชอบรายงานส่งให้ กรธ.นำไปประกอบการพิจารณาต่อไป

แจงโมเดลฝ่าวิกฤติกันซ้ำรอยเดิม

ต่อมานายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.แถลงภายหลังการประชุมว่า วันที่ 15 ก.พ. จะยื่นข้อเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญให้กับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ตนไม่ได้คาดหวังว่า กรธ.จะแก้ไขตามที่ สนช.เสนอทั้งหมด ถือว่าต่างคนต่างทำหน้าที่ ส่วนสาเหตุที่ สนช.เสนอให้มีกลไกแก้ไขปัญหาวิกฤติประเทศ เพราะ เห็นว่าที่ผ่านมาเคยเกิดปัญหาวิกฤติ จนสถาบันการ เมืองปกติไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ จึงควรต้องมีกลไกดังกล่าวมาแก้ปัญหา ยืนยันว่าการทำหน้าที่ของประธานศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ถือเป็นรัฏฐาธิปัตย์ เพียงแต่เป็นฝ่ายธุรการมีหน้าที่เรียกประชุมเท่านั้น และการประชุมในลักษณะนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นได้ทันที ต้องให้รัฐสภาหรือวุฒิสภามีความเห็นก่อนว่าเกิดสถานการณ์วิกฤติ ประธานศาลรัฐธรรมนูญจึงเรียกประชุมได้

มีปัญหาตั้งคำถามประชามติได้ไหม

เมื่อถามว่า ครม. และ คสช. ได้จัดทำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาให้ สนช.หรือยัง นายสุรชัยตอบว่า ยังไม่มีการประสานมา เพิ่งเห็นจากข่าว อย่างไรก็ตาม ประเด็นปัญหาหนึ่งเกี่ยวกับการทำประชามติที่ต้องพิจารณาในอนาคต คือ สนช.มีอำนาจเสนอคำถามประชามติเพิ่มเติมได้หรือไม่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ใช้บังคับอยู่ กำหนดให้ สนช.เสนอคำถามได้ แต่การเสนอคำถามดังกล่าวต้องมาจากการที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีมติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามประชามติเพิ่มเติมก่อน ซึ่งปัจจุบันไม่มี สปช. จึงเป็นปัญหาว่า สนช.มีหน้าที่เสนอคำถามประชามติเพิ่มเติมได้หรือไม่ จะพิจารณาในอนาคตต่อไป

“ประวิตร” มองธรรมดาคนต้าน รธน.

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงทางออกกรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติว่า หากไม่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 57 ก็ต้องแก้ ส่วนการเคลื่อนไหวต่อต้านการทำประชามติ คนที่ต่อต้านโดยเฉพาะฝ่ายการเมืองที่เขาไม่ชอบ ก็ต้องไม่อยากให้รับ ถือเป็นเรื่องธรรมดา จะไปบอกว่าชอบทั้งหมดเห็นด้วยทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ต้องเข้าใจว่าในรัฐธรรมนูญต้องการอะไร ถึงอยากลงไปชี้แจงทำความเข้าใจว่ารัฐธรรมนูญมีอะไรบ้างที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ทำแล้วจะเป็นสากลอย่างไร ไม่ใช่ไปบอกว่าควรผ่านหรือไม่ผ่านแค่นั้น ต้องดูว่าดีหรือไม่ดี เป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตย และจะทำให้ประชาชนเสียหายอย่างไร จะผ่านหรือไม่ผ่านมันปลายเหตุทั้งนั้น

ไม่มั่นใจ รธน.ผ่านขัดแย้งจะจบ

เมื่อถามว่าหากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ จะยุติความขัดแย้งได้หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า อยากให้ความขัดแย้งจบลง แต่จะจบหรือไม่ยังไม่รู้ ถ้าผ่านประชามติก็แสดงว่าคนส่วนใหญ่เห็นด้วยว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นกติกาที่ทำให้เกิดความปรองดองกับคนในชาติ แต่ถ้ามันไม่ผ่านก็ว่ากันไป ถ้าทุกคนเข้าใจในกติกายอมรับในรัฐธรรมนูญ มันต้องอยู่ได้ เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าผลการทำงานของรัฐบาลที่ผ่านมาเข้าตาประชาชน พล.อ.ประวิตรตอบว่า มั่นใจว่าเข้าตาประชาชน แต่ไม่มั่นใจเข้าตานักข่าวหรือไม่ ตนทำให้ประชาชน และมั่นใจว่าที่ผ่านมารัฐบาลทำงานเต็มที่


คุยรู้ไต๋ “ปู” เชิญสื่อเทศแจงปมร้อน

พล.อ.ประวิตรยังกล่าวถึงกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เชิญสื่อต่างประเทศไปที่บ้านซอยโยธินพัฒนา 3 เพื่อให้สัมภาษณ์คดีรับจำนำข้าวและข้อมูลร่างรัฐธรรมนูญว่า ก็ว่าไป รู้อยู่แล้ว เป็นเรื่องธรรมดา เมื่อถามว่ามีนัยอะไรหรือไม่
เพราะนายกฯกำลังจะเดินทางไปสหรัฐอเมริกา พล.อ.ประวิตรตอบว่า นายกฯถูกเชิญไปเป็นหน้าที่ของผู้ที่เชิญต้องดำเนินการ เรื่องนี้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร คนไม่ชอบกันก็อย่างนี้ ไม่เป็นไร เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวกลุ่มทางการเมืองจะร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ พล.อ.ประวิตรตอบว่า เรื่องนี้ไม่รู้ แต่ที่รู้คือมีผู้จะคว่ำร่าง แต่ไม่รู้กลุ่มไหน ไม่ได้สนใจ หน้าที่ตนแค่ทำประเทศชาติสงบ ทำตามรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ได้เล่นการเมือง คนเขียนรัฐธรรมนูญก็เขียนไป

“ต๊อด” เหน็บ “ตู่” ชอบอ้างประชาชน

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า ภาพรวมการแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ ยังเรียบร้อยดี ส่วนใหญ่ยังอยู่ในกรอบ ส่วนกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. เปรียบเทียบการทำประชามติกับการเลือกตั้งประเทศพม่านั้น การลงประชามติไม่ใช่การแข่งขันทางการเมืองของพรรคการเมืองหรือของใคร แต่เป็นการตัดสินหาข้อตกลงใจร่วมกันสำหรับกรอบและกติกาใหม่ประเทศ หลายส่วนมองว่าการลงประชามติอาจเป็นการแข่งขันเพื่อเอาชนะตัวเอง ว่าพร้อมจะร่วมสร้างพัฒนาการใหม่ๆให้กับสังคมประเทศชาติหรือไม่ ที่บอกว่าประชาชนจะต่อสู้และทำให้รัฐบาลแพ้นั้น คสช.มั่นใจว่าร่างรัฐธรรมนูญไม่มีอะไรไปกดขี่ประชาชนทั่วไป แต่ฝ่ายการเมืองอาจมีผลกระทบบ้าง เป็นการดึงประชาชนมาอ้างเพื่อเพิ่มน้ำหนักความน่าสนใจ

“บิ๊กตู่” ขออย่าเป็นจระเข้ขวางคลอง

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า มีการเผยแพร่จดหมายข่าวรัฐบาลเพื่อประชาชน ฉบับที่ 20 โดยคอลัมน์จากใจนายกรัฐมนตรีระบุว่า กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว ฉันใดก็ฉันนั้น ประเทศไทยแม้จะถูกสร้างมานาน แต่ไม่อาจหยุดนิ่ง การปฏิรูปยังจำเป็นอยู่เสมอ เพื่อให้คนไทยไม่พลัดหลง ตกหล่น จากกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลก ต้องวางรากฐานการพัฒนาพื้นฐาน อาศัยประชารัฐเป็นฐานคิด สิ่งสำคัญ การปฏิรูปเศรษฐกิจไทยจะเป็นที่ยอมรับได้ ต้องไม่เป็น “จระเข้ขวางคลอง” ที่คอยขัดขวางการพัฒนาหรือเพิกเฉยต่อกฎหมายระหว่างประเทศ สนธิสัญญา พันธสัญญา พิธีสาร และข้อตกลงต่างๆ แต่ก็ไม่ไร้จุดยืน ยอมถูก “สนตะพาย” ชี้นำ แสวงประโยชน์ จนกลายเป็น “ไม้หลักปักเลน” ทิ้งหลักการ

เดินเครื่อง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้บรรจุวาระประชุม วันที่ 16 ก.พ. เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการบริหารราชการแผ่นดิน พิจารณาเสร็จแล้ว มีทั้งสิ้น 5 หมวด 61 มาตรา มีเนื้อหาสำคัญ 2 ส่วน ส่วนแรกคือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ มีจำนวน 25 คน ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆอีก 22 คน ที่มาจากการสรรหา มีหน้าที่กำหนดแนวทางการจัดทำยุทธศาสตร์ที่ต้องครอบคลุมอย่างน้อย 12 ด้าน อาทิ ความมั่นคงทางทหาร การเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การปกครองท้องถิ่น โดยการจัดทำและการดำเนินนโยบายหรือแผนงานของรัฐสภา ครม. รวมทั้งหน่วยงานและองค์กรของรัฐ ต้องอยู่ภายใต้ พ.ร.บฉบับนี้ มีผลผูกพันรัฐสภาและ ครม.ทุกสมัย


“ยิ่งลักษณ์” งดจ้อรอตอบวันไปศาล

วันเดียวกันเวลา 11.30 น. ที่มหาวิทยาลัยชินวัตร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการ และงานวิจัยระหว่างมหาวิทยาลัยชินวัตรกับสภาวิจัยแห่งอิตาลี โดยมีเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทยร่วมเป็นสักขีพยาน ภายหลังการลงนามผู้สื่อข่าวสอบถาม น.ส.ยิ่งลักษณ์กรณีที่นายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปผลการสอบสวนโครงการรับจำนำข้าวว่าไม่ผิด แต่ผิดที่วิธีการบริหารงาน รวมถึงกรณีที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ข้าวในสต๊อกจำนวน 3.9 แสนตัน ไม่ได้หาย แต่เกิดจากความผิดพลาดที่เจ้าหน้าที่ลงบัญชีผิด ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม กล่าวเพียงว่า “เดี๋ยวไปเจอกันวันที่ 17 ก.พ. แล้วถามพร้อมๆกันทีเดียว” ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะเดินทางไปฟังการสอบพยานคดีรับจำนำข้าว ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง


เปิดบ้านโชว์สวนผักให้สื่อนอกชม

ต่อมาเวลา 15.00 น. ที่บ้านซอยโยธินพัฒนา 3 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้เชิญสื่อมวลชนสำนักข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทยประมาณ 30 คน ไปพูดคุยภายใต้หัวข้อ Salad garden Theme โดยเปิดสวนผักปลอดสารพิษให้สื่อเข้าชม พร้อมโชว์การทำสลัดจากผักที่ปลูกไว้ และยังนำอาหารมาจัดเลี้ยงประกอบด้วย ผัดไทย หมูสะเต๊ะ ส้มตำ ไอสกรีมกะทิสด เชอร์รี่ องุ่น และสลัดผัก มีแกนนำพรรคเพื่อไทยเข้าร่วม อาทิ นายภูมิธรรม เวชยชัย นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล นายชูศักดิ์ ศิรินิล โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์เปิดโอกาสให้สื่อซักถามประเด็นต่างๆ ซึ่งสื่อส่วนใหญ่สนใจชีวิตหลังถูกรัฐประหารว่าเป็นอย่างไร รวมถึงเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า อยากให้ร่างรัฐธรรมนูญเหมาะสมกับประชาชน สำหรับตนอนาคตทางการเมืองก็เป็นที่รู้อยู่ว่าถูกตัดสิทธิ 5 ปี แต่ในอนาคตถ้าทำอะไรได้เพื่อประชาชนก็จะทำ อนาคตจะเป็นอย่างไรก็ยังไกลเกินไปที่จะตอบตอนนี้

งงคนกำหนดนโยบายผิดได้ไง

ผู้สื่อข่าวถามว่า ล่าสุดที่คณะกรรมการฯออกมาชี้แจงโครงการรับจำนำข้าวตัวนโยบายไม่ผิดแต่พฤติการณ์ผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบว่า “ยังค่อนข้างงงอยู่นิดนึง ในเมื่อตัวนโยบายไม่ผิด แล้วข้าวก็ไม่ได้หาย ผู้ปฏิบัติก็ไม่ได้ผิด ฉะนั้นในระดับนโยบายผู้ที่กำหนดนโยบายจะผิดอย่างไร ดิฉันเองยังคงไม่แน่ใจกับตรงนี้ คงตั้งข้อสงสัยไว้ เพราะค่าเสียหายต่างๆ เรามีเรื่องสัญญาที่มีการค้ำประกันอยู่แล้ว

ในกรณีข้าวเน่า ข้าวเสีย จากความพยายามที่จะเสนอหลักฐานใหม่ในเรื่องจำนำข้าว แต่ ป.ป.ช.ไม่ยอมรับ เพราะเขาบอกว่าพอแล้ว และผ่านมาแล้ว” เมื่อถามว่า หลักฐานที่ ป.ป.ช.มีคิดว่าจะเอาผิดได้หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบว่า จริงๆขั้นตอน ป.ป.ช.ขั้นแรก เนื้อหาที่ตั้งสอบคือผิดในมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่ ป.ป.ช.ตัดพยานของเรา ซึ่งเราพยายามจะยื่น หวังว่าพยานที่ไม่ได้รับการพิจารณาในชั้น ป.ป.ช.หรือชั้นอัยการ จะได้รับการพิจารณาอย่างเต็มที่ในชั้นศาล

พท.โวยไม่ผิดแต่จ้องเล่นงาน

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ผลสอบที่บอกว่าการดำเนินนโยบายรับจำนำข้าวไม่ผิด ไม่ก่อความเสียหาย ถือเป็นการยืนยันอีกครั้งว่าโครงการรับจำนำข้าวไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหา เป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยยืนยันตอกย้ำเสมอมา ดังนั้นเมื่อโครงการรับจำนำข้าวเป็นนโยบายที่ถูกต้อง ไม่ผิด ไม่ก่อความเสียหาย แล้วจะไปดำเนินคดีหรือให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ชดใช้ค่าเสียหายได้อย่างไร เมื่อนโยบายไม่ผิด ผู้กำกับนโยบายก็ยิ่งต้องไม่ผิด ส่วนเรื่องทุจริตคอร์รัปชันในระดับปฏิบัติการหรือระดับใด หากตรวจสอบพบ ก็ต้องเร่งดำเนินการเอาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี ไม่ใช่จ้องจะมาเอาผิดกับผู้กำกับนโยบาย

ถล่มเป็นแผนทำลายล้างพรรค

นายชูศักดิ์ ศิรินิล หัวหน้าฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คดีจำนำข้าวโดยรวมคือแผนการทำลายล้างพรรคการเมืองพรรคหนึ่งต่อเนื่องมาโดยลำดับ จากพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน จนถึงพรรคเพื่อไทย รวมไปถึงผู้นำพรรคจากอดีตถึงปัจจุบันและอนาคต โดยใช้องค์กรอิสระและกลไกตามรัฐธรรมนูญที่ฝ่ายเผด็จการยึดอำนาจสร้างขึ้น เพื่อให้ดูแนบเนียนว่ามีการใช้กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย แต่ปรากฏข้อเท็จจริงชัดแจ้งโดยปราศจากข้อสงสัยตลอดมา คือการเลือกปฏิบัติใช้กฎหมายตามอำเภอใจ สองมาตรฐาน และสมคบคิด ความอยุติธรรมกลายเป็นกฎหมาย คดีจำนำข้าวกลายเป็นคดีแรกในประวัติศาสตร์ที่นายกฯซึ่งปฏิบัติตามนโยบายที่แถลงและรับรองโดยรัฐสภา ต้องเผชิญกับการถูกฟ้องร้องทั้งทางแพ่ง และอาญา ประเทศนี้คงขัดแย้งกันไปอีกนานไม่มีที่สิ้นสุด ตราบเท่าที่ความยุติธรรมของผู้ใช้อำนาจไม่เป็นไปโดยกฎเกณฑ์แห่งหลักนิติธรรม

โวยเอาความเท็จไปฟ้องอาญา

ขณะที่นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “ยิ่งลักษณ์เหยื่ออธรรม” รู้สึกงงกับการให้สัมภาษณ์ของประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดฯ ว่านโยบายรับจำนำข้าวเป็นนโยบายที่ดีและไม่ผิด แต่วิธีการผิด เท่ากับรัฐบาลยอมรับว่าการดำเนินนโยบายรับจำนำข้าวถูกต้องและเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แต่บอกว่ามีความผิดในส่วนการปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบาย สิ่งที่แย่ต้องขอประณามว่าเป็นความเลวคือ อัยการสูงสุดนำประเด็นข้าวจำนวน 390,000 ตัน ที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์เพิ่งบอกว่า ไม่ได้หายไปไหน แต่เป็นการลงบัญชีผิดพลาด ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ สรุปคืออัยการสูงสุดนำความเท็จที่เกิดจากความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ไปฟ้องในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกถึง 10 ปี และรัฐบาลกำลังเอาเรื่องนี้ไปเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งอีก นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่หัวหน้า คสช. ต้องใช้มาตรา 44 คุ้มครองตัวเองและบริวาร ที่ใส่ร้ายป้ายสี น.ส.ยิ่งลักษณ์ รัฐบาลนี้จะรับผิดชอบอย่างไร จะปล่อยเลยตามเลยเพราะนิรโทษกรรมกันไว้แล้วใช่หรือไม่

จี้ถามไม่ละอายแก่ใจบ้างหรือ

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า การที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ตัวเลขข้าวหายไปเป็นเพราะสรุปตัวเลขผิดพลาดนั้น ถ้าตัวเลขข้าวในคลังยังไม่ชัดเจนแล้วกระทรวงการคลังจะปิดบัญชีคิดมูลค่าเป็นยอดเงินได้อย่างไร ในเมื่อยืนยันว่าไม่มีข้าวหายจึงอยากถามว่ามันเกิดอะไรขึ้นในบ้านนี้เมืองนี้กันแน่ และที่ ป.ป.ช.ออกมาระบุตัวเลขมูลค่าความเสียหาย 5-6 แสนล้านบาท จนนำไปสู่การถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็อยากถามว่าพวกท่านไม่รู้สึกละอายแก่ใจกันบ้างหรือ กับการกล่าวอ้างตัวเลขมั่วซั่วแบบนี้ แล้วจะมาเรียกร้องให้รับผิดชอบความเสียหายทางละเมิดอีก

ปชป.ดักคออย่าฉวยโอกาสบิดเบือน

ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แทนที่นายจิรชัย มูลทองโร่ย ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ จะแถลงชี้ให้เห็นถึงความเสียหายในความผิดพฤติการณ์ การกำกับดูแล โดยเฉพาะการปล่อยปละให้มีการทุจริต กลับไปแถลงรายละเอียดที่ไม่ใช่สาระสำคัญ จนทำให้พรรคเพื่อไทยฉวยโอกาสบิดเบือน ขอฝากไปยังนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. และนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ว่า อย่าฉวยโอกาสมโน จับแพะชนแกะเหมาอ้างว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ผิด เพราะเรื่องนี้เป็นคดีอาญา คือการปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริต ขณะนี้คดีอยู่ในการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผิดหรือไม่ ไม่ใช่คิดเหมาเอาเอง รัฐบาลต้องใช้ความละเอียดรอบคอบ มิฉะนั้นจะถูกอ้างว่ากลั่นแกล้ง เร่งรีบรวบรัด ยังเชื่อว่ากรณีความเสียหายทางแพ่งรัฐบาลคงไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง

จวกดิสเครดิตกระบวนการ ยธ.

นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกและทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวตอบโต้นายวัฒนา เมืองสุข ที่ระบุว่า อสส.ใช้ความเท็จฟ้องคดีอาญา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่า เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง ดิสเครดิตองค์กรอัยการเพื่อประโยชน์ทางการเมืองหวังให้ประชาชนเข้าใจผิด ทั้งที่ก่อนที่จะผ่านมาสู่ อสส. ได้ผ่านกระบวนการขั้นตอนของ ป.ป.ช. มีการไต่สวนหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องแล้ว การฟ้องจึงเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น การเลือกกล่าวหาเจ้าหน้าที่ถือเป็นการทำลายกระบวนการยุติธรรมแบบเดิมที่เคยทำมา ต้องแยกให้ออกกับการปล่อยให้มีการทุจริตแสวงหาประโยชน์จากทุกขั้นตอน คนเป็นนายกฯซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) มีหน้าที่โดยตรงต้องรับผิดชอบ มีการเตือนจากหลายหน่วยงานแต่ไม่มีการระงับยับยั้ง และคดีนี้จะผิดจะถูกศาลเป็นผู้ตัดสิน การสร้างความกดดันต่อกระบวนการยุติธรรมถือว่าไร้มารยาทอย่างยิ่ง

ปธ.สอบละเมิดข้าวอุบค่าเสียหาย

ทางด้านนายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดจากโครงการรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวว่าตัวเลขค่าเสียหายที่จะเรียกจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีจำนวนกว่า 2 แสนล้านบาท ว่า เรื่องตัวเลขที่คณะกรรมการสรุปไปนั้นไม่สามารถบอกได้ เพราะกระบวนการยังไม่สิ้นสุด ต้องผ่านการพิจารณาของ รมว.คลังและนายกรัฐมนตรีก่อน และยังมีขั้นตอนในส่วนของคณะกรรมการความรับผิดแพ่งของกรมบัญชีกลางอีก โดยจะเป็นชุดที่สรุปตัวเลขสุดท้ายออกมา ขณะที่การดำเนินการของคณะกรรมการชุดตนถือว่าจบหน้าที่แล้ว จากนี้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าใครจะต้องรับผิดชอบบ้าง และใครต้องรับผิดชอบเท่าไร

“สมลักษณ์” ชี้ยังขาดองค์ประกอบ

น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล อดีตกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวถึงกรณีปลัดกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าตัวเลขข้าวหายไปจากสต๊อก 390,000 ตันนั้นไม่ได้หาย แต่อาจลงบัญชีที่ผิดพลาด และยังไม่ได้ข้อสรุปทางบัญชีว่าจากกรณีนี้แสดงให้เห็นว่าความเสียหายมันยังไม่แน่นอน คดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ทำให้เกิดความเสียหาย ฉะนั้นความเสียหายมันเป็นองค์ประกอบอยู่ในนั้น ดังนั้นความผิดทางอาญาผู้ที่เป็นจำเลยต้องกระทำความผิดตามองค์ประกอบทุกข้อถึงจะมีความผิด ถ้าขาดองค์ประกอบไปข้อใดข้อหนึ่ง ก็จะไม่มีความผิดตามมาตรา 157 และอดีตนายกฯสามารถนำมาต่อสู้ในคดีได้ ตนพูดหลักกฎหมายโดยทั่วไป ส่วนจะผิดหรือไม่ผิดขึ้นอยู่กับศาลวินิจฉัย

อัยการไม่สะดุดลุยฟันอาญาต่อ

ขณะที่นายชุติชัย สาขากร รองอัยการสูงสุด รับผิดชอบคณะทำงานอัยการสำนวนคดีรับจำนำข้าว และระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี กล่าวว่า การชี้แจงของนายจิรชัย มูลทองโร่ย และปลัดกระทรวงพาณิชย์ ไม่มีผลต่อการนำสืบพยานพิสูจน์ ข้อเท็จจริง คดีที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นการยื่นฟ้องคดีอาญา ต้องพิสูจน์ถึงเจตนาการกระทำว่าได้ดำเนินการสุจริตหรือไม่ ส่วนตัวเลขความเสียหายไม่ว่าจะมากหรือน้อย แต่ถ้าพบความเสียหายเกิดขึ้นแล้วแม้เพียงเล็กน้อย ถือว่าเป็นความผิดเข้าองค์ประกอบกฎหมายแล้ว ส่วนที่ทนายความจำเลยจะนำประเด็นดังกล่าวต่อสู้คดีในชั้นศาล ก็เป็นเรื่องการพิสูจน์ข้อเท็จจริงของจำเลย และศาลจะเป็นผู้วินิจฉัย ขณะนี้ทางอัยการได้รับสำนวนสรุปมูลค่าความเสียหายของเอกชน 15 รายแล้ว กำลังดำเนินการร่างคำร้อง เพื่อยื่นเป็นคำร้องเพิ่มเติมต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้องนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์กับพวก ภายในเดือน มี.ค.นี้

รอดูฝีมือ “ดอน” ล็อบบี้ทวิภาคี

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ต้องขอบคุณรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาชี้แจงว่าการไปประชุมผู้นำ อาเซียน-สหรัฐอเมริกา ผู้นำไทยจะไม่ฉกฉวยโอกาสเพื่อแสวงหาผลประโยชน์นั้น ถือว่าดีแล้วที่รู้สถานภาพของตนเองว่าสหรัฐฯมองหรือคิดกับไทยอย่างไร เชื่อว่าคนไทยบางส่วนคงไม่อยากเห็นการพยายามจัดฉาก ว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯปรี่เข้ามาพูดคุยทักทายจับไม้จับมือแล้วก็ถ่ายรูปคู่เหมือนครั้งก่อน ที่ถือเป็นธรรมเนียมเท่านั้น ยิ่งครั้งนี้สหรัฐฯเป็นเจ้าภาพก็ต้องให้การต้อนรับ มีการถ่ายรูปร่วมกันเป็นปกติ หวังว่าทีมงานประชาสัมพันธ์คงไม่หยิบเอาภาพถ่ายมาโปรโมตให้คนไทยเราหลงเชื่อว่า

ความสัมพันธ์สหรัฐฯกับไทยเป็นปกติแล้ว แต่ถ้าไทยได้หารือทวิภาคีกับสหรัฐฯถึงจะจัดได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯกลับมาเป็นเช่นเดิม ปัญหาคือสหรัฐฯจะยอมให้ผู้นำมาทวิภาคีกับผู้นำไทยหรือไม่ เพราะผู้นำไทยไม่ได้มาจากการเลือกตั้งภายใต้ระบอบประชาธิปไตย อยู่ที่ฝีมือของนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กับเอกอัครราชทูตไทยจะล็อบบี้ได้หรือไม่

“ประวิตร” รับสนใจอาวุธรัสเซีย

อีกเรื่อง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการเดินทางเยือนประเทศรัสเซีย พร้อมนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 23-27 ก.พ. ตามคำเชิญของรัฐบาลรัสเซีย ว่า จะไปหารือเรื่องความมั่นคง เช่น การป้องกันการก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติผ่านระบบไอที ไซเบอร์ต่างๆ ส่วนนายสมคิดจะไปพูดคุยเรื่องเศรษฐกิจดูว่าทำอะไรได้บ้าง เมื่อถามว่าสนใจเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ของรัสเซียด้วยหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า อาจจะมี อยากได้เครื่องบินดับไฟป่า และรถที่ใช้สำหรับทหารช่าง เมื่อถามว่าสนใจรถถังของรัสเซียด้วยหรือไม่ พล.อ.ประวิตรปฏิเสธว่า ไม่จริง เป็นเรื่องส่งเดช ส่วนการเดินทางไปประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ วันที่ 14-18 ก.พ.ของนายกฯ แน่นอนมีการพูดคุยนอกรอบกับประธานาธิบดีสหรัฐฯอยู่แล้ว


นายกฯซัดอย่าอ้าง ปชต.ให้พ้นผิด

จากนั้นเวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวผ่านรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ว่า วันนี้รัฐบาลพยายามทำทุกอย่างขอให้เข้าใจ ก็เสียใจทุกครั้งเวลาที่ทำอะไรไปแล้วไม่เข้าใจ ดังนั้น เราต้องสร้างความเข้มแข็งให้ได้ อย่าไปทำอะไรที่เป็นเหมือนภาพลวงตาไม่ยั่งยืน ต้องมีส่วนร่วม ต้องลำบากด้วยกัน ช่วยกันแก้ปัญหาพยุงเพื่อนน้องพี่ จูงมือไปด้วยกัน รัฐบาลพยายามอย่างยิ่งที่จะทำความเข้าใจ แม้จะมีการต่อต้าน บิดเบือน ไม่ได้ห้ามใครแสดงความคิดเห็น แต่อย่าทำผิดกฎหมาย หรือวิพากษ์วิจารณ์โดยเจตนาไม่สุจริต เพราะจะสร้างความไม่เข้าใจมากขึ้น ผลเสียเกิดกับประเทศชาติแล้วไม่รับผิดชอบกันเลยหรือ การที่ไปพูดจาต่างประเทศไปออกอากาศ สื่อรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างขยายความออกไป เห็นต่างแต่ต้องหาประเด็นเห็นร่วมกันได้ อย่าไปบิดเบือนว่าตัวเองจะต้องพ้นผิดเพราะใช้สิทธิมนุษยชนเสรีภาพประชาธิปไตย มันไม่ใช่เวลานี้

เหนื่อย รธน.วุ่นไม่พ้นกับดัก

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า วันนี้เราเริ่มต้นให้แล้วถ้าทุกคนร่วมมือจะมีอนาคต แต่ถ้าขัดแย้งกันตั้งแต่ประชามติ เลือกตั้งไปไม่ได้ล้มทั้งหมด ส่วนเรื่องร่างรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นการเมือง โดยเฉพาะ 2-3 อาทิตย์ที่แล้ววุ่นวายไปหมด ก็ไปศึกษาจะลงมติกันอย่างไร ฝ่ายหนึ่งเรียกร้องอยากปฏิรูป ฝ่ายหนึ่งไม่สนใจประชาธิปไตยอย่างเดียว ไปไม่ได้หมด ถึงเวลานี้ตนเหนื่อยจะพูด ถ้าประชาชนคิดเองยังไม่ได้ทำความเข้าใจ แล้วให้บรรดานักเคลื่อนไหวหรือนักการเมืองที่ไม่ดีมาชี้นำ มันไปไม่ได้ ไม่หลุดพ้นกับดักประชาธิปไตยกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง กับดักความล้มเหลว ไม่มีพ้น ไม่มีใครแก้ไขได้ รัฐบาล คสช. แม่น้ำ 5 สายก็แก้ไม่ได้ อย่ามองเลือกตั้งอย่างเดียวถือเสียงส่วนใหญ่ ไม่สนใจส่วนน้อย เรียกร้องสิทธิอย่างเดียว

ลั่นนายกฯไม่ใช่หมู หมา กา ไก่

“อะไรก็ตามที่ผิดกฎหมายหรือแสดงความเห็นต่าง ความไม่ร่วมมือ ตามสื่อตามโซเชียลมีเดีย โดยที่ไม่มีข้อมูลข้อเท็จจริง เข้าใจว่าผิดกฎหมาย กำลังดูอยู่ การพูดจาที่ไม่มีสาระไม่มีหลักฐานพูดเรื่อยเปื่อย อาจจะผิดกฎหมาย ไม่ได้ขู่ เดี๋ยวหาว่าขู่อีก ผมไม่ชอบคำ 2 คำ ขู่ หรือจ้อ โม้ ผมเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นทหาร ผบ.ทบ.เก่า เป็นหัวหน้าคณะปฏิรูป ไม่ใช่หมู หมา กา ไก่ เพราะฉะนั้นจำไว้ด้วย” นายกฯกล่าว

ขออยู่ในความสงบช่วงไปสหรัฐฯ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันที่ 14-18 ก.พ. มีภารกิจเดินทางไปร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ สมัยพิเศษ ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ผลการประชุมจะนำมาเล่าให้ฟัง ไม่อยากให้มีการขัดแย้งในต่างประเทศ ขอบคุณบรรดาพ่อแม่พี่น้องที่จะไปรับที่ให้กำลังใจ ขอให้อยู่ในความสงบ ตนทำเพื่อทุกคน เพื่อประเทศชาติ ใครไม่ทำก็มีผลกรรมเอง ทำไม่ดีประเทศไทยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เยอะแยะไป

ทหารจับตาเข้มบอลประเพณีจุฬาฯ-มธ.

อีกเรื่อง พล.ต.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ พล.ม.2 รอ. กล่าวถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 71 ที่สนามกีฬาแห่งชาติศุภชลาศัย วันที่ 13 ก.พ. ว่า พล.ม.2 รอ. รับผิดชอบพื้นที่เขตปทุมวัน จัดกำลังเจ้าหน้าที่ทหารจาก ม.พัน. 1 รอ. นอกเครื่องแบบ 100 นาย ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ปทุมวัน ไม่รู้สึกกังวลกับงานฟุตบอลประเพณี แต่การจัดกิจกรรมแสดงสัญลักษณ์ในรูปของขบวนพาเหรด และการแปรอักษรนั้น คณะกรรมการผู้จัดงานประชุมร่วมกับ คสช.แล้ว จะร่วมกันดูความเรียบร้อย ซึ่ง พล.ท.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ แม่ทัพภาคที่ 1 ให้แนวทางว่า อย่าหมิ่นประมาทบุคคลหรือหน่วยงาน อย่าสร้างความแตกแยกในสังคม และอย่าทำให้เสียภาพลักษณ์ประเทศ หากมีกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองเข้ามาแสดงออก และไม่เป็นไปตามข้อตกลง ทางคณะกรรมการจัดงานจะเป็นผู้ตรวจขบวนล้อการเมืองเองเลย หากพบว่าจะมีปัญหาก็หยุดการแสดงเลย เจ้าหน้าที่ทหารจะเป็นเพียงผู้ร่วมสังเกตเท่านั้น ไม่ใช่เป็นผู้ไปตรวจ

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    0.8%
  • ไม่ชอบ
    78.9%
  • สนุก
    1.6%
  • ประหลาดใจ
    8.6%
  • เสียใจ
    7.0%
  • ให้กำลังใจ
    3.1%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement