ทีม ก.ม.ปชป.ดาหน้าชนอัยการ งุบงิบไม่สั่งฟ้อง "บิ๊กแอ๊ด" - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

ทีม ก.ม.ปชป.ดาหน้าชนอัยการ งุบงิบไม่สั่งฟ้อง "บิ๊กแอ๊ด"

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.พ. 2559 15:36
24,565 ครั้ง


"ถาวร -วิรัตน์" แถลงชน "อัยการ" จี้เปิดข้อมูล ไม่สั่งฟ้อง "ธรรมรักษ์" เปิดช่องเพื่อไทยบิดเบือนข้อเท็จจริง อ้าง ทรท.ถูกยุบไม่เป็นธรรม "ถาวร" ชี้ซ้ำรอยคดี "หญิงอ้อ" เลี่ยงภาษีตัดตอนคดี บี้เปิดเหตุผลทำไมไม่ฟ้อง พร้อมขอ "บิ๊กตู่" ใช้ ม.44 สอบความจริง เหตุคดีเป็นประโยชน์ต่อ ทรท. แต่อัยการกลับไม่ยื่นฎีกา ฝาก ปปช.ตรวจสอบ ไม่ต้องรอใครร้อง ด้าน "วิรัตน์" ฝาก กรธ.วางกลไกสอบการใช้ดุลพินิจของอัยการ
 
เมื่อวันที่ 12 ก.พ.59 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายถาวร เสนเนียม อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทในการยื่นฟ้องยุบพรรคไทยรักไทย ในปี 2549 แถลงถึงกรณีที่มีการบิดเบือนจากพรรคเพื่อไทยว่า ตุลาการรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคไทยรักไทย ในปี 2550 เป็นการกลั่นแกล้งพรรคไทยรักไทย โดยอ้างคำตัดสินของศาลฎีกาไม่ได้พิพากษาว่า พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทยในขณะนั้น มีความผิดจากการซื้อพรรคเล็ก เนื่องจากศาลอุทรณ์พิพากษากลับยกฟ้อง โดยให้ประโยชน์แห่งความสงสัยแก่จำเลย เพราะไม่มีใครเห็น พล.อ.ธรรมรักษ์ จ่ายเงินจึงยกฟ้อง จากนั้นอัยการสูงสุดถอนฟ้องเฉพาะ พล.อ.ธรรมรักษ์ ออกในชั้นศาลฎีกา จึงมีคำถามว่า เหตุใดทางอัยการสูงสุดจึงไม่มีการแถลงต่อสาธารณชนว่า ไม่มีการยื่นฎีกากรณี พล.อ.ธรรมรักษ์ ซึ่งถือเป็นคดีที่สองที่อัยการไม่ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกา คดีแรก คือ คดีคุณหญิงพจมาน ชินวัตร หลีกเลี่ยงภาษีกว่า 545 ล้านบาท ก็ไม่มีการยื่นฎีกาแต่ยุติเรื่องที่ศาลอุทธรณ์ ซึ่งพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าไม่มีความผิด ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าสังเกตว่า เหตุใดเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนเหล่านี้ อัยการจึงไม่ยื่นฟ้องให้สิ้นสงสัยถึงชั้นฎีกา แต่กลับยุติคดีไว้ที่ศาลอุทธรณ์ด้วยการไม่ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกา

นอกจากนี้ กรณีการถอนฟ้อง พล.อ.ธรรมรักษ์ แต่ยังฟ้องลูกน้องของ พล.อ.ธรรมรักษ์ และมีการตัดสินว่ากระทำความผิดจริงนั้น เป็นเรื่องที่พรรคไทยรักไทยได้ประโยชน์จากการกระทำดังกล่าวเพื่อหนีเกณฑ์ตามกฎหมายที่ต้องชนะเกินร้อยละยี่สิบ ส่วนเรื่องที่กล่าวหาว่า คนของพรรคประชาธิปัตย์ว่าจ้างให้มีการใส้ร้ายพรรคไทยรักไทยนั้น ก็ขอท้าให้ฟ้องร้องเลย เพื่อจะได้พิสูจน์ความจริง รวมถึง พล.อ.ธรรมรักษ์ ถ้าคิดว่าคนของพรรคว่าจ้างให้มีการเบิกความเท็จ ก็ขอให้ฟ้องร้องเลย และตนจะได้หารือกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นผู้ถูกกล่าวหาว่า มีการว่าจ้างให้ใส่ร้ายพรรคไทยรักไทยด้วยว่า จะดำเนินคดีกับคนที่ทำให้เกิดความเสียหายอย่างไร เพราะคดีนี้สิ้นสุดแล้วตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย
 
ทั้งนี้อยากตั้งคำถามว่า ที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องว่าเป็นการซัดทอดของจำเลยด้วยกันนั้น เหตุใดอัยการไม่ยื่นฎีกาเพื่อให้สิ้นสงสัย จึงขอเรียกร้องให้อัยการสูงสุด เปิดเผยคำวินิจฉัยสั่งฟ้องในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และการสั่งไม่ฟ้องคดี พล.อ.ธรรมรักษ์ในชั้นศาลฎีกาว่า มีเหตุผลอย่างไร เพราะจะต้องใช้ดุลพินิจที่สมเหตุสมผลที่วิญญูชนควรรับได้ เป็นธรรมถูกต้องตามกฎหมาย จะอ้างว่าเชื่อตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เพียงอย่างเดียวไม่ได้
 
"ผมปรึกษากับ นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ว่าจะมีการฟ้องอัยการสูงสุดในขณะนั้น ที่ใช้ดุลพินิจส่อว่าผิดกฎหมายหรือไม่ เพราะไม่สามารถใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจได้ ผมโตจากอัยการมาสิบเก้าปียังมีอัยการดีเยอะ แต่ถ้ามีสองสามคนทำไม่ดีก็ต้องดำเนินการ จะมีการเร่งรัดกับคดีที่ฟ้องต่อ ป.ป.ช.ไปก่อนหน้านี้ เรื่องที่ไม่ยื่นฎีกาคดีคุณหญิงพจมาน หลีกเลี่ยงภาษีว่า คดีไปถึงไหนแล้ว และเมื่อพวกผมแถลงแล้วก็อยากให้ พล.ต.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.ตรวจสอบการไม่ยื่นฎีกา พล.อ.ธรรมรักษ์ ด้วย โดยไม่จำเป็นต้องมีใครไปร้องเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ว่า เป็นยุคแห่งการปฏิรูปและฝากไปยัง พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.ว่า ก่อนหน้านี้ที่มีคำสั่งปลดอัยการสูงสุดคนหนึ่ง คือ นายอรรถพล ใหญ่สว่าง นั้นเป็นเพราะเหตุผลอะไรเ กี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ ผมขอเรียกร้องผ่านสื่อมวลชนไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ ให้ใช้มาตรา 44 เพื่อออกคำสั่งให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้ เพราะผลที่เกิดออกมาในยุคของท่าน รวมทั้งฝากไปถึงแกนนำพรรคเพื่อไทย หากเห็นว่าคำวินิจฉัยตุลาการรัฐธรรมนูญในขณะนั้นไม่เป็นธรรม ให้ยื่นฟ้องตุลาการและขอยื่นจดทะเบียนชื่อพรรคไทยรักไทยใหม่อีกครั้งด้วย" นายถาวร กล่าว
 
นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเรียกร้องไปยังกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ว่า อัยการควรมีอิสระในการสั่งคดีแต่ควรมีองค์กรตรวจสอบ เช่น ถ้าศาลชั้นต้นลงโทษอัยการไม่อุทธรณ์หรือฎีกา ต้องเอาคำสั่งดังกล่าวแจ้ง ป.ป.ช. ผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือองค์กรอิสระตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของอัยการด้วย เพราะที่ผ่านมาคนมีฐานะทางสังคมสามารถบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม ด้วยการเสมือนสมคบกับฝ่ายอัยการโดยยุติคดี ไม่ให้ขึ้นสู่การพิจารณาในศาลฎีกา.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    27.5%
  • ไม่ชอบ
    60.7%
  • สนุก
    4.9%
  • ประหลาดใจ
    4.1%
  • เสียใจ
    1.5%
  • ให้กำลังใจ
    1.3%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement