ไม่ได้มาเพราะเงิน เปิดเบื้องหลังดีลช็อก จอมขวัญ จากเนชั่น 13 ปี สู่ไทยรัฐทีวี - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
advertisement

ไม่ได้มาเพราะเงิน เปิดเบื้องหลังดีลช็อก จอมขวัญ จากเนชั่น 13 ปี สู่ไทยรัฐทีวี

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.พ. 2559 06:05
147,613 ครั้ง


ผู้หญิงที่นั่งตรงหน้าผม ตัวเล็ก ดูเด็ก หัวเราะเสียงดังกว่าที่คาดคิด!!   

เอาเข้าจริง หากลองค้นใน google เราจะเจอข้อมูลของ จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์  น้อยมาก นั่งเผชิญหน้ากันต่อหน้า เธอบอกผมว่าเป็นความตั้งใจ โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัวเราแทบจะหาข้อมูลอะไรไม่ได้ รู้เพียงว่ามีผลงานผ่านตาด้วยคำถามตรงๆ ตีแสกหน้าผู้ที่มาร่วมสัมภาษณ์มากมาย

ทำไมต้องถามแบบก้าวร้าว - ผู้หญิงที่ไม่ชอบแต่งหน้า และมักเขวี้ยงขนตาปลอมทิ้งหลังจัดรายการเสร็จ บอกว่าจะเรียกอะไรก็ได้ จริงๆ ขวัญไม่ได้มีเจตนาจะก้าวร้าวหรืออะไร แต่เป็นคนที่คิดว่าคำถามไหนต้องถามก็ต้องถาม!! 

"แรกๆ คุยกันกับไทยรัฐทีวียังแกล้งถามเลยว่าจะให้ขวัญเบาลงไหม" เธอหัวเราะดังตามสไตล์ เพราะคำตอบที่ได้ก็คือ 'เป็นอย่างที่ตัวเองเป็น'

นับจากวันที่ยังคลุมเครือจนกระทั่งถึงวันที่เปิดตัวเธอยังไม่เคยให้สัมภาษณ์ที่ไหน? ไทยรัฐออนไลน์มีโอกาสได้พบเธอเพื่อเปิดใจทุกเรื่อง ถามทุกข่าวลือ ตั้งแต่เรื่องวินาทีที่จากบ้านเก่าที่ใช้ชีวิตร่วมสุข-ทุกข์มานาน 13 ปีกว่า ออกก้าวเดินหน้าสู่ที่ใหม่รู้สึกอย่างไร กดดันไหม ผู้บริหารที่เก่าว่ายังไง แตกหักหรือว่าตรงกันข้าม

ถามไล่ถึงเบื้องหลังการบิ๊กดีลครั้งนี้ นอกจากนี้ยังมีหลายสิ่งที่ทุกคนสงสัยว่าการเดินทางใหม่บนเส้นทางสายเก่าตัดสินใจจากลาเพราะ 'เงินตรา' หรือว่าเพราะอะไร ทั้งๆ ที่มีหลายช่องใหญ่รุมจีบเธออยู่มากมาย 

กับบทสัมภาษณ์ที่ไม่เข้าข้าง ไม่พิพากษา แต่ผมจะถามตรงๆ ต่อหน้า 'จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์' ผู้หญิงหน้าจอ เนื้อหอมที่ไม่เคยคิด ไม่เคยฝันว่าอยากจะทำงาน 'ทีวี'  

Q : ยินดีต้อนรับเข้าสู่บ้านไทยรัฐ คำนี้มีคนบอกคุณอย่างเป็นทางการหรือยัง

(หัวเราะ) มีค่ะ มีทั้งแบบทางการ และแบบไม่ทางการ ส่วนใครเป็นคนกล่าวคำนี้คนแรก จำไม่ได้จริงๆ ค่ะ เพราะมันปนๆ กันมาหลายวาระจริงๆ (หัวเราะ)

Q : ย้อนกลับไปหน่อย จำวันที่ตัดสินใจออกจากบ้านเนชั่นได้ใช่ไหม 

คือไม่ได้มีวันที่ตัดสินใจ จากที่เดิมแล้วข้ามเส้นมาที่ใหม่ ไม่ใช่การตัดสินใจแบบนั้น แต่มันใช้การตัดสินใจทบทวนคิด ไตร่ตรองอยู่นาน จริงๆ เป็นช่วงระยะเวลาแรกๆ ตั้งแต่ต้น ตั้งแต่รู้จักไทยรัฐทีวี รวมๆ ถ้าตัดสินใจมาที่นี่ก็ราวๆ  2 ปีได้มั้ง

Q : เขาจีบเรา 2 ปีที่แล้วพูดถูกไหม?

จริงๆ อย่าเรียกแบบนั้น เรียกว่าคุยกันดีกว่าค่ะ ว่าเราจะทำอะไรร่วมกันได้หรือเปล่า ไม่ได้เป็นลักษณะตีท้ายครัวหรืออะไร เพราะทุกครั้งที่อื่นไว้ใจชวนไปทำงานด้วย ผู้ใหญ่ที่เนชั่นรับทราบ ทั้งที่บอกด้วย หรือมีคนกระซิบบอก เป็นเรื่องปกติ ซึ่งเวลาที่เรารู้จักไทยรัฐทีวีคือช่วงที่ประมูลดิจิตอลทีวี ซึ่งเขาจะฟอร์มทีมกันก็มาพูดคุยๆ แต่เป็นลักษณะของการพูดคุยว่าต้องการความท้าทายใหม่ๆ ไหม แต่เป็นวาระที่มีมาในวงรอบปกติ แหมพูดอย่างนี้มันน่าหมั่นไส้นะ (หัวเราะ)

Q : ใช่หมั่นไส้นิดๆ

(หัวเราะ) คือเขาอาจจะเห็นงาน แล้วคิดว่าเราอาจจะทำในส่วนนี้ให้เขาได้ เลยชวนให้ลองไปทำบ้าง อย่างที่บอกผู้บริหารเนชั่นทราบ อย่างไทยรัฐทีวีก็เป็นที่ที่หนึ่ง จริงๆ เรารู้จักไทยรัฐทีวีประมาณหนึ่งในฐานะคนในวงการ 1-2 ปี ไม่ใช่ว่าพรุ่งนี้ฉันจะไปไทยรัฐแล้วนะ 'ไม่ใช่' มันใช้ระยะเวลา เพราะว่าการตัดสินใจออกจากเนชั่นมันเป็นการตัดสินใจใหญ่มากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต ลำบากใจมาก เพราะไม่ใช่แค่เปลี่ยนจากงานไปอีกที่ มันมีมิติเต็มไปหมด

ใครที่เคยอยู่ที่หนึ่งที่เดิมมานานๆ ผูกพัน รัก ห่วงใย เอื้ออาทร แม้จะจากมา ความสัมพันธ์คงเหมือนเดิม แต่ระยะห่างขึ้น มันอธิบายไม่ถูก เพราะเราอยู่ที่นี่มา 13 ปีครึ่ง แต่ไม่ได้หมายถึงไตร่ตรองนานถึง 2 ปี แต่รวมๆ ใช้เวลาตัดสินใจหลายเดือนค่ะ

Q : เล่าขั้นตอนบิ๊กดีลครั้งนี้หน่อยว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร 

เรียกบิ๊กดีลเลยเหรอคะ (หัวเราะ) จริงๆ เรื่องย้ายเราได้คุยกับคนในวงการหลายที่ ถามว่าที่ไหนบ้างน่ะเหรอ อย่าไปไล่เลยค่ะ (หัวเราะ)

Q : ช่อง 3 ช่อง 7 ช่อง...? 

(หัวเราะ) มีคนชวนไปคุยหลายที่ คุยๆ กันว่าตอนนี้คลื่นเราตรงหรือยัง มันไม่ใช่ดีลกันแบบเป๊ะๆ ส่วนขั้นตอนของการมาที่นี่ก็ใช้เวลาคิดเหมือนกัน เพราะว่าสิ่งที่เราทำอยู่ที่เนชั่น หลายอย่างเนชั่นให้อิสระมากๆ แล้วก็สอนเรามาตลอดเวลา เมื่อมองจากข้างนอกความเป็น 'เนชั่น' กับ 'ไทยรัฐ' ตั้งแต่สื่อสิ่งพิมพ์จะแตกต่างกันพอสมควร ยิ่งพอมาเป็นไทยรัฐทีวีเข้ามาเป็นน้องใหม่ในวงการโทรทัศน์ แต่เก๋ามาจากวงการสื่อสิ่งพิมพ์ 

ก็ยังดูทางกันว่าเป็นเจเนอเรชั่นใหม่ของไทยรัฐมาทำ จะออกมาเป็นรูปโฉมไหน แต่เนื่องจากไทยรัฐเป็นแบรนด์ที่แข็งแรงอย่างไทยรัฐอยู่แล้ว เราอยู่เนชั่นจะมาไทยรัฐทีวี มิติการคิด กลิ่นอาย รูปโฉม โนมพรรณของการทำงานอาจจะเดาได้แต่ต้นว่าต่างไป แต่ที่ตัดสินใจมาไทยรัฐทีวีอย่างที่บอกคิดหลายอย่าง เพราะที่เนชั่นเป็นความผูกพัน และเราได้รับโอกาสมากมายขนาดนั้น ซึ่งการออกจาก "คอมฟอร์ตโซน" ที่อยู่มานานๆ มันมี เพราะเราอยู่ ทำงานที่เนชั่นมา รู้สึกว่ามันอยู่ในมือเรา มันควบคุมได้ทุกอย่าง กระทั่งปัจจัยที่ควบคุมยากก็พอจะควบคุมมันได้ ที่นี่พอออกจาก คอมฟอร์ตโซนมาที่ใหม่ก็มิติหนึ่ง

ที่สุดท้ายที่เลือกมาไทยรัฐก็เพราะเป็นความท้าทายใหม่ๆ ก็เรียกได้ เพราะว่าวิธีการมอง วิธีการคิด ถ้าเรียกภาษาสื่อต้องบอกว่าจริตที่แตกต่างกัน เราอยู่ที่เนชั่นมา 10 กว่าปี นึกไม่ออกว่า จริตจะก้านแตกต่าง ท่วงทำนอง จะแตกต่างกัน การชายตา การผายมือ เรานึกไม่ออกว่าเป็นอย่างไร เวลาเป๊ะๆ คือแม้จะเร่ิมวันที่ 1 ก.พ. แต่ตัดสินใจว่าจะมาช่วงต้นๆ ธันวาคมปีใหม่

Q : 13 ปีกว่า เดินออกมามีหวิวๆ กับการตัดสินใจไหม ข้างในรู้สึกอย่างไร

พร้อมเสี่ยง! ใช้คำว่าเสี่ยง เพราะมันไม่ได้บอกว่าที่จากมาดีกว่าที่ที่เราจะไป หรือเสี่ยงน้อยกว่าที่จะไป เพราะคุณไม่มีทางรู้ว่าที่ที่คุณไปจะเป็นอย่างไร ถามว่าแล้วทำไมไม่อยู่ในคอมฟอร์ตโซน ไม่ต้องเสี่ยงด้วย มันถึงเวลาที่ต้องท้าทายตัวเองแล้ว มันถึงเวลาที่เราอยากได้กลิ่นอายใหม่ๆ สัมผัสใหม่ อะไรใหม่ๆ 

Q : ทำไมไม่ไปช่อง 7 ช่อง 3 เรตติ้งดีกว่า ประสบความสำเร็จง่ายกว่า ผิดกับไทยรัฐทีวีที่กำลังก่อร่างสร้างตัว!

ถามแบบนี้ เราไปไหนไม่ได้เลยนะเนี่ย (หัวเราะ) เราไม่ได้มองว่าไทยรัฐใหม่ อาจจะใหม่ในแง่ทีวี ไม่ได้ใหม่แกะกล่องเหมือนเรามาฝึกงานกับเขา ไม่ใช่นะคะ ไทยรัฐมีแบรนด์ที่แข็งแรงมาก ด้วยความเป็นแบรนด์ไทยรัฐ สิ่งพิมพ์มันช่วยให้ทีวีของไทยรัฐได้รับความไว้วางใจเร็วมาก เปรียบเทียบว่าทำไมไม่ไปช่องที่ประสบความสำเร็จง่ายกว่า แต่ละช่องก็มีเสน่ห์ของตัวเอง

Q :  ตกลงทำไมไม่ไป?

อาจจะเป็นเรื่องสิ่งที่จะทำ สิ่งที่เราจะไปทำกับเขา ไม่ใช่แค่ว่าเราจะไปอยู่ที่ไหน มันขึ้นอยู่มากเหมือนกันว่าเราจะไปทำอะไรที่นั่น แล้วไทยรัฐคุยกันแล้วเราเห็นเป็นภาพเดียวกัน 

Q : ถามตรงๆ ที่มาที่นี่เพราะ เงิน แบบที่เขาลือกัน หรือมาเพราะความท้าทาย หรือมีสิ่งอื่นที่มากกว่านั้น

แวบแรกคนที่คิดก็คือเรื่องเงิน ซึ่งเราก็คงไม่แตกต่างไปจากสูตรนั้น (หัวเราะ) แต่ถ้าพูดตรงๆ เงินไม่ใช่ปัจจัยแรก ไม่ใช่ปัจจัยต้นๆ ถ้าจะมาตั้งแต่ไทยรัฐทีวีเปิดตัวจะโก่งค่าตัวได้มากกว่า (หัวเราะ) ที่สำคัญวันนี้น้องๆ แต่ละคนก็เก่ง เราอาจจะไม่คุ้นกับเขา ซึ่งแน่นอนก็ต้องใช้ระยะเวลา แต่ถ้าคุณเทียบเราเมื่อสิบปีก่อนกับเราตอนนั้น เขาดีกว่าเรามากมาย เราไม่ได้มาในวันที่ไทยรัฐทีวีไม่มีใคร เรื่องค่าตอบแทนไม่ใช่เรื่องแรกๆ แน่ๆ 

Q : ขออนุญาตถามเรื่องนี้ เพราะคุณยังไม่เคยพูดที่ไหน ผู้บริหารว่าไงบ้างที่เนชั่นหลังคุณตัดสินใจ?

ก็เข้าใจนะคะ (นิ่งคิด) แต่ไม่ใช่อยู่ดีๆ เราเดินเข้าไปบอกว่าจะไปอยู่ไทยรัฐนะคะ เรามีการปรึกษากันในแง่การทำงานภายในร่วมกัน เป็นเรื่องคนภายในปรึกษากัน ว่าเราก็มีความคิดแบบนี้นะ ซึ่งในส่วนที่พาดพิงเลยขออนุญาตดีกว่า เพราะยังมีความเคารพท่านมาก มีความสัมพันธ์ที่ดีมากกับเนชั่น แต่ว่าในวันที่ไปบอก พี่อดิศักดิ์ (ลิมปรุ่งพัฒนกิจ) ซึ่งเป็นพี่ที่เคารพมาก เพราะเป็นหลักให้เรามาตอนที่เราอยู่เนชั่น มีปัญหาก็ช่วยโอบอุ้มตลอด ให้โอกาสตลอด พี่อดิศักดิ์เข้าใจ เข้าใจจริงๆ นะ เรารู้สึกได้ แน่นอนด้วยความผูกพันมา เรามีความคุ้นเคยกันมาก 10 กว่าปี

Q : คุณอดิศักดิ์พูดว่ายังไง?

ยิ้มอ่อนๆ แล้วก็พยักหน้า ไม่ใช่ไม่มีคำพูด แต่เป็นลักษณะของการรับทราบ ก็เข้าใจ ก็ห่วง และอวยพร พี่อดิศักดิ์พูดว่า 'คนเราก็ต้องมีทางเดินของตัวเอง' เขาเข้าใจ ชีวิตใครก็เลือกทางเดินชีวิตตัวเอง เราว่าแค่นี้ก็โอเคแล้ว มันดีที่สุดที่เราตัดสินใจเดินเข้าไปพูดว่าไง จริงๆ ตัดสินใจมาบอกก็ทำใจอยู่นานเหมือนกัน 

Q : แล้วคุณสุทธิชัย หยุ่น พูดยังไงบ้าง?

วันนั้นก็ใช้เวลาพูดกันเยอะ ในห้องมีเราพูดคุยกัน 2 คน ตอนที่เข้าไปแจ้ง ก็สอนเหมือนผู้ใหญ่ในวงการทั่วๆ ไป พูดตรงๆ เราไม่แน่ใจว่าการตัดสินใจออกจากเนชั่นแล้วมาทำไทยรัฐทีวี ในส่วนท่านอื่นๆ ที่รู้ข่าวนี้จะมองแบบไหน มันมีหลายมิติ แต่ถ้าในส่วนของเรา เรารู้สึกว่าผู้ใหญ่เข้าใจจริงๆ

"เราก็พยายามให้ละมุนละม่อมที่สุด เพราะการที่จะเดินจากมาแบบไม่ลิงโลด ไม่ใช่ว่าฉันไปแล้วนะ ไม่ใช่แบบนั้น เราเข้าไปบอกว่า ขวัญตัดสินใจแล้วค่ะ ก็เลยมาแจ้งให้ทราบ ด้วยความนอบน้อม ขวัญพูดได้เต็มปากว่าเนชั่นสร้างจอมขวัญ"

คุณสุทธิชัยเป็นคนที่ให้โอกาสแล้วสอนการทำงานมาตลอด ส่วนพี่อดิศักดิ์ไม่ได้ออกหน้าจอก็จริง แต่ให้โอกาส ให้ความไว้เนื้อเชื่อใจ คอยโอบอุ้มในวันที่พนักงานมีปัญหา เป็นซีอีโอที่ใกล้ชิดกับพนักงานมาก ทำให้เราได้เห็นเป็นตัวอย่างถึงการสู้ ฉะนั้นการจากเนชั่นมา เป็นการจากมามันก็มีความอาลัยอาวรณ์ แต่ว่าชีวิตของแต่ละคนก็ต้องมีทางเดิน แต่ไม่ใช่แตกกันแบบที่เขาพูดๆ กันแตกหัก

Q : ไม่มีภาพนั้นเลย ภาพแตกหัก 

ไม่, นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นพูดได้เต็มปาก แต่ว่าใครจะเดาอย่างไรก็แล้วแต่ "วันที่มีข่าวมีคนมาขอสัมภาษณ์อยู่แล้ว ก่อนที่จะสุดท้าย แต่ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ ซึ่งตัดสินใจแล้วตอนนั้นก็ให้สัมภาษณ์ไม่ได้ เพราะเราเคารพคุณสุทธิชัย คุณเทพชัย และพี่อดิศักดิ์มาก" ฉะนั้นเหมือนกัน การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้มันไม่มีสีสันฉูดฉาดอย่างแน่นอน และของจริงก็เป็นอย่างนั้น ไม่ใช่ทุกครั้งของการจากลาไม่ได้ฟาดฟันจนเละ ไม่มีดราม่าแบบนั้นจริงๆ

Q : ตกลงคุณสุทธิชัยว่ายังไง

คุณสุทธิชัยบอกต้องปรับตัว เพราะว่ามีความต่างเหมือนกัน มันก็ไม่เหมือนกับสิ่งที่คุณทำอยู่ที่นี่ เพราะว่าคนละที่กัน ทั้ง 2 จะเน้นในแง่ของต้องเตรียมตัวเพื่อไปเจอสิ่งที่ต่างกัน แต่แน่นอนว่าก็ต้องมีความอาลัยกัน

Q : ในฐานะอดีตคู่แข่ง คุณมองไทยรัฐทีวีเป็นอย่างไรบ้าง 

ไทยรัฐน่าสนใจ เพราะมีแบรนด์ที่แข็งมากอยู่แล้ว แต่เมื่อก้าวข้ามจากสื่อหนึ่งมาทำสื่อหนึ่ง ไทยรัฐจะออกแบบตัวเองแบบไหน อันนี้คือส่วนหนึ่งที่น่าสนใจ อีกส่วนหนึ่งก็คือคนที่มาทำตรงนี้เป็นเจเนอเรชั่นรุ่นใหม่ของวัชรพล เขาจะตีโจทย์แบบไหน เพราะไทยรัฐสิ่งพิมพ์มันยาวนานมาก เป็นเจเนอเรชั่นใหม่ สื่อใหม่ เรานึกไม่ออกตอนแรกว่า รูปโฉมโนมพรรณจะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ออกมา โอ้โหจะสังเกตได้ว่า หน้าจอของไทยรัฐทีวีจะมีความเป็นรุ่นใหม่มาก แต่แปลกตัวชื่อโลโก้ 'ไทยรัฐทีวี' ทำให้เราหวนคิดแบบความเก๋าของไทยรัฐสิ่งพิมพ์เลย เราก็โอ้โห

จุดเด่นของไทยรัฐทีวีคือ ความเฟี้ยวฟ้าว เด่นมาก ที่น่าสนใจ ประมูล HD แต่เน้นข่าว กล้านะ เพราะว่าต้องลงทุนไม่น้อย นอกจากนี้ก็ยังเด่นเรื่องกีฬาด้วย ฉะนั้นเราก็เข้าใจได้ว่าทำไมไทยรัฐถึงลงช่อง HD แต่ทำไมยังนำความเป็นสื่อที่เก๋ามากมาอยู่ในทีวีได้เหมือนกัน เราก็เลยมองว่าเก๋าๆ แน่ แต่ไม่เก่า แม้จะเอาแบรนด์นั้นมา 

Q : จุดอ่อนในมุมคุณอยู่ตรงไหน

ไม่เรียกว่าจุดอ่อน แต่เป็นสิ่งที่สถานีเกิดใหม่ก็ต้องเจอเหมือนๆ กันว่า การสร้างแบรนด์ในส่วนของสนามทีวีเพราะเพิ่งไม่หมู หืด แต่ไทยรัฐโชคดีที่มีแบรนด์อยู่แล้ว แต่ว่าถ้าเทียบกัน ไทยรัฐก็เผชิญปัญหาเดียวกัน มันมาในศาสตร์ทีวีที่มี 20 กว่าช่อง อย่าว่าแต่เจ้าใหม่ เจ้าเก่ายังหืดเลย เราดูจากเม็ดเงินเท่าเดิม แต่แย่งกันมากกว่าเดิม เม็ดเงินโฆษณากับปัจจัยตอนนี้ มันไม่ง่าย ไม่ใช่เฉพาะไทยรัฐทีวี

Q : จอมขวัญจะมาเสริมอะไรให้ไทยรัฐทีวี

หลายคนอาจจะมองว่าเรามีชั่วโมงบินสูงสุดในเรื่องสัมภาษณ์ ทำได้ทุกอย่าง แต่อย่างที่บอก มาอยู่ไทยรัฐท่วงทำนองก็ต้องต่างออกไป ไทยรัฐจะมีความกว้างมากขึ้น สีสันจะมากกว่า ในแง่ของความเป็นแมส มิติกระจายมากกว่า เราเองก็ปรับตัว ต่อให้เราสัมภาษณ์คนมากเป็นพัน กี่พันเทป เจอคนกี่พันคน เราก็ต้องปรับตัวเหมือนกันเพราะว่าการตีโจทย์การสัมภาษณ์ การคุยกับคนของไทยรัฐก็อาจจะต่างออกไป รวมถึงการเลือกประเด็นเรื่องแขก

ขวัญจะเร่ิมงานวันที่ 15 ก.พ.นี้ โดยเบื้องต้นรับหน้าที่วันจันทร์-วันศุกร์ วันจันทร์-พฤหัสฯ เวลา 20.00-20.30 น. ส่วนวันศุกร์มีรายการนายกฯ จะเลื่อนขึ้นมาเวลา 19.40-20.00 น. รับผิดชอบในการสัมภาษณ์ เป็นช่วงในรายการข่าวค่ำ ช่วง 'ถามตรงๆ' สัมภาษณ์หมดเลย การเมือง สังคม ทุกๆ เรื่องที่คนไทยสนใจ ต้องสัมภาษณ์ให้ได้หมดที่คนอยากรู้ น่ารู้ และต้องได้รู้

ที่บอกว่ามันไม่เห็นต่างจากงานที่เคยทำมา ต่างนะ การตีโจทย์ตอนอยู่เนชั่นมันหลายเรื่องก็จริง แต่ด้วยความที่เป็นเนชั่นและท่วงทำนองมันจะมองในเชิงโครงสร้าง การเกี่ยวโยงเป็นเหตุเป็นผลกัน แต่ว่าไทยรัฐเราอาจจะตีความต่างออกไป เช่น มันน่าจะง่ายกว่านั้น สนุกกว่า ต้องมันกว่า ต้องตีความให้ต่างออกไป ทั้งที่เป็นการสัมภาษณ์เหมือนกัน เป็นความท้าทายอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเราอาจจะนึกไม่ออกก็ได้ว่าอ๋อ...ทำแบบนี้ได้ด้วยเหรอ แม้ว่าเราจะทำมานานแล้วก็ตาม ซึ่งกดดันแน่นอน ไม่มีแบบอยู่มือ ไม่กดดัน ซึ่งในแง่การตีโจทย์คนดูของไทยรัฐว่าอยากดูไหม กดดันเป็นแง่นั้นมากกว่า

Q : กดดันไหม แบบมาแล้วเรตติ้งต้องพุ่งปรี๊ด

ความกดดันไม่ได้อยู่ที่เราคนเดียวค่ะ (หัวเราะ) ทีวีทำงานเป็นทีม วิธีการรับผิดชอบเป็นทีมแล้ว ในกอง บก. หรือแม้แต่โปรดิวเซอร์ของรายการ แต่ในแง่ของคนดู คุณจะต่างไปไหม คุณจะทำอะไร แต่ว่ามันไม่น่าจะใช่อุปสรรค เพราะว่าเรานิ่งแล้วด้วยชั่วโมงบินสูง ขวัญรับผิดชอบในตำแหน่งผู้ดำเนินรายการ ยังไม่มีรายการของตัวเอง ต้องขึ้นอยู่กับสถานี เพราะเราไม่ได้ซื้อเวลาทำ เราสังกัดเขา ถามว่าออกมาด้วยตัวคนเดียวไหม ไม่มีใครค่ะ (หัวเราะ) ไม่มีลูกเต้ามาเลย มาคนเดียว ไม่มีหนี้ไม่มีสิน

จริงๆ ขวัญเข้ามาก่อนวันที่ 1 ก.พ. อีก ถามว่าบรรยากาศเหมือนหรือต่าง ยังบอกไม่ได้ ยังไม่ได้ลงลึก ไม่ได้ร่วมงานขนาดนั้น วัฒนธรรมองค์กร 2 ที่ต่างกัน แต่ถ้าจะให้บอกอะไรก็ยังบอกไม่ได้ เพราะเราอยู่ที่นั่นมาตลอด เราเก่ามาก อยู่เนชั่นจนเราเก่าแก่มาก

Q : ท่ามกลางความขัดแย้งจะจัดสมดุลตัวเองยังไง

ถ้าจะพูดถึงการเมืองตรงที่สุด เราทำหน้าที่ที่เราควรจะทำ ในส่วนของการวิพากษ์วิจารณ์ทำได้เต็มที่เลยค่ะ เรารับฟังเต็มที่ สมมติจะมากระแทกกระทั้นความรู้สึกไหม ตอนนี้เราเร่ิมนิ่งแล้ว สิ่งที่จะทำก็อยู่ในกรอบจรรยาบรรณที่สื่อควรจะเป็น สิ่งหนึ่งที่อยู่ในการทำงานสัมภาษณ์ หรืองานทอล์กต้องให้โอกาสและใ้ห้พื้นที่ทุกฝ่าย แค่นี้เองค่ะ

Q เรื่องทำนองนี้ คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่า ในฐานะนักสัมภาษณ์ แม้รู้ว่าคนให้สัมภาษณ์พูดเรื่องไม่จริง ก็แสดงออกไม่ได้

คุณต้องฟังว่า เราเป็นสื่อไม่ใช่ศาล ไม่ใช่ผู้พิพากษา ฉะนั้นคนดูต้องทำหน้าที่นั้น ไม่ใช่เรา เราเอาคนนี้มาแล้วก็ถามแทนคนฟังที่เหลือ คนฟังตัดสินเอง ไม่ต้องไปตัดสินแทนเขา ไม่ว่าคุณหรือผู้ชมรู้ว่าเขาโกหก คุณก็รู้นี่คะ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องบอกว่าคุณโกหกไม่ต้องพูด ไม่ใช่หน้าที่เรา มันมีตรวจสอบถ่วงดุลอยู่แล้วในสังคม ไม่เฉพาะสื่อนะ ตอนนี้สื่อออนไลน์ก็เยอะ แต่ละข้อมูลที่ออกมา เราเลยไม่รู้สึกว่า การที่เราสัมภาษณ์คนใดคนหนึ่ง มันอยู่ที่เรา ฉันจะไม่ฟังเธอ ฉันรู้ว่าเธอโกหก หรือฉันไม่ฟังเธอเพราะว่าไม่ชอบเธอ ไม่ใช่หน้าที่เรา เพราะเราเป็นสื่อ สื่อตีความง่ายมากเลยนะคะ

Q : สื่อในความหมายของจอมขวัญคืออะไร

มีคนถามมากๆ โดยเฉพาะในช่วงที่การเมืองรุนแรงว่า คุณคิดอย่างไรที่สังคมคาดหวังว่า สื่อมวลชนต้องชี้นำสังคม ส่วนตัวมองว่า ถูกแล้วค่ะ แต่ว่าคุณตีความคำว่าชี้นำว่าอย่างไร มีบ้างในช่วงที่ผ่านมาคำว่าชี้นำ ถูกตีความว่า ตัดสินพิพากษา ซึ่งเราไม่ได้ตีความอย่างนั้น เราตีความว่าสื่อชี้นำ คือ สื่อบอกสังคมว่า มี เกิด และคงอยู่ของความหลากหลายแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ให้เขารู้ว่าสังคมเขาต่างกันขนาดไหน มันหลากหลายขนาดไหน มันมีใครอยู่บ้างที่เหลือแล้วแต่คุณ แต่ถ้ามีคนบอกว่า แต่คุณต้องรู้ถูกรู้ผิด ใช่ค่ะ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่เราเถียงกันตลอด มันไม่ใช่ความถูกความผิดแบบชัดเจน มันคือความไม่ชัดเจนของผิดถูกชั่วดีต่างหากที่เราเถียงกัน ถ้ามันชัด เราไม่เถียงกันอย่างนี้หรอกค่ะ

ฉะนั้นคำว่าชี้นำไม่ใช่ตัดสินหรอกค่ะ แต่ละคนก็อยากให้สื่อตัดสิน ซึ่งส่วนตัวไม่ใช่หน้าที่ศาลหรือผู้พิพากษา ยังต้องมี 3 ศาล แล้วผู้โต้แย้งยังมีโอกาส ดังนั้นคุณเป็นสื่อ คุณตัดสินได้ภายใน 3 นาที 5 นาที ได้หรือคะ แล้วจริงๆ ไม่ใช่หน้าที่คุณ ทุกคนมีสมองหมด ทุกคนมีจิตสำนึก มีสติปัญญาหมด มันเป็นหน้าที่ของผู้ชม ซึ่งหากบางคนตีความต่างไปก็แล้วแต่ละท่าน แต่ว่าในส่วนของการทำหน้าที่ที่เราทำมาตลอด เราควรให้พื้นที่กับใครที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทุกคนมีสิทธิเท่ากัน 

ยกตัวอย่าง บางคนพูดขนาดว่า มันไม่มีค่า ไปให้ค่ามันทำไม เราก็บอกจริงๆ การให้คุณค่าใคร ไม่ให้คุณค่าใครไม่ใช่หน้าที่ของสื่อ แต่ว่าไม่ใช่เราไม่คัดกรอง แต่เราอาจจะมองด้วยความตื้นลึกที่แตกต่างกันกับคำว่าให้ค่าไม่ให้ค่า ความขัดแย้งขนาดใหญ่ของสังคมที่ผ่านมา ถ้ายึดรากให้มั่น มันก็ตอบตัวเองได้ เหมือนคุณตื่นมา แล้วคุณส่องกระจก มองตัวเองได้ คุณตอบตัวเองได้ โดยที่คุณอาจจะไม่ใช่คนมีชื่อเสียง ไม่ใช่คนที่ควรเคารพบูชา หรือแฟนคลับกรี๊ดกร๊าด แต่ว่าหน้าที่เรายังคงอยู่ แล้วเราตอบได้ว่าหน้าที่เราคืออะไร

Q : ตอนอยู่เนชั่น หลายคนบอกจอมขวัญเลือกข้าง ตกลงคุณอยู่ข้างไหน!

ข้างมันน้อยไปหน่อย ถ้าจะให้เลือก (หัวเราะ) ถ้ามีมากกว่านี้อาจจะเลือก มองแบบฉาบฉวย เราเหมือนคนไม่มีพวก คือเราโดนผลักจาก ก.ไป ข. ขณะเดียวกัน ข.ก็ด่าเราว่าเราคือพวก ก. และไม่เอาเราเช่นกัน มันเกิดอาการนี้ตกลงว่าไม่มีใครเอาหรือเปล่า นี่พูดจริง บางคนพูดว่าชัดมาก เวลาคนพูดแบบนี้เราก็จะบอกว่าไปดูฝั่งโน้นเขาด่าเราด้วยนะคะ

แต่ไม่มีปัญหา นี่แหละคือการกระตุ้นให้ทุกคนมีสิทธิ์มีเสียง มีความเห็น มันเป็นความเคารพที่เราต้องแสดงออกต่อผู้ชมด้วยซ้ำไป แต่ถามว่ากระทบความรู้สึกไหม ไม่นางเอกหรอกค่ะ (หัวเราะ) แรกๆ ก็หายใจไม่ออก แต่พอถึงสุดท้ายเราก็ต้องมานั่งทบทวนตัวเองว่าพลาดตรงไหนให้คนเข้าใจไปแบบนั้น เราทำผิดพลาดจากจริยธรรม จากกรอบวิชาชีพไหม ขวัญเคยพูดกับน้องๆ ที่เรียนด้านนี้ว่า ความขัดแย้งมันมีเหลี่ยมให้มองแล้วให้คิดเยอะ และก็มักจะตบท้ายว่าเป็นความคิดเดียวของคนทำงาน แต่ละท่านไปฟังคนอื่นมา แล้วก็มาถ่วงน้ำหนักกันดู

Q : อยู่ที่นี่จะดุเดือด หลายคนเรียกว่าถามแบบก้าวร้าวไหม จะยังคงสไตล์เดิมไหม

คิดว่าเขาชวนให้เรามาทำแบบนี้นะคะ (หัวเราะ) จริงๆ ไม่มีขอให้ลดหรือเพิ่ม ไม่มีเลยค่ะ เป็นอย่างที่เราเป็น ก้าวร้าวแบบที่เราก้าวร้าวก็แล้วแต่คนจะเรียก แต่ว่าก็ถามไป เท่าที่คุยก็ได้เห็นงานอยู่แล้ว เขาก็บอกว่า แกล้งแหย่ว่า จะให้ลดไหมคะ ซึ่งในตอนที่ถาม เราลดไม่ได้อยู่แล้ว เพราะเราสำรวจตัวเองอยู่แล้วว่าเราก้าวร้าวจริงเหรอ ไม่ได้มีเจตนาจะก้าวร้าวหรืออะไรเลยนะคะ แต่เป็นคนที่คิดว่าคำถามไหนต้องถามก็ต้องถาม แต่อย่างหนึ่งที่เราเป็นอยู่แล้ว คือเราให้เกียรติแขกรับเชิญแต่ละคน ไม่ว่าคำถามนั้นจะตรงหรือไม่ตรง ไม่ใช่บอกว่าพาเขามาขึ้นเขียงนี้เวทีสัมภาษณ์

Q : ในอาชีพนักสัมภาษณ์ ตอนนี้คุณอยากสัมภาษณ์ใครมากที่สุด

นายกรัฐมนตรีค่ะ เราอยากถามเยอะเลย หนึ่งในหลายคำถามก็คือ 'หงุดหงิดตัวเองที่ตัวเองเป็นคนขี้หงุดหงิดบ้างไหม' เราสังเกตว่าท่านหงุดหงิดเสร็จแล้วท่านก็รู้สึกว่าไม่น่าจะขนาดนี้ แล้วทำไมท่านยังเป็นอย่างนี้อยู่ล่ะ แต่ไม่ได้หมายความว่า นักข่าวไม่ได้ร่วมรับผิดชอบในภาวะที่ท่านหงุดหงิด ทุกคนแหละ แต่แค่สัพหยอกท่านว่า ท่านต้องหงุดหงิดแน่ๆ เลยที่ออกมาหวังพูดอีกแบบหนึ่ง 

Q : ไม่กลัวถูกเรียกไปปรับทัศนคติ?

ไม่กลัวค่ะ (หัวเราะ) เพราะอยากฟังทัศนคติของท่าน ซึ่งถ้าทัศนคติของท่านดี เราอาจจะปรับเข้าสู่ทัศนคติของท่านก็ได้ 

Q : ทำไมไม่ค่อยเห็นคุณพูด หรือให้สัมภาษณ์เรื่องส่วนตัวเลย เป็นความตั้งใจ? 

เป็นความตั้งใจ ยังโสดค่ะแต่มีแฟน อายุไม่น้อยละ (หัวเราะ) แฟนไม่อยู่ในวงการสื่อ แต่เข้าใจชีวิตสื่อมากกว่าเราอีก (หัวเราะ) เราเป็นคนมีเวลาน้อย อย่างตอนที่พีคสุดที่เนชั่น กลางคืนนอน 3 ชั่วโมง กลางวันนอน 2 ชั่วโมง สุดๆ นะคะ ตอนนี้พยายามปรับความสมดุลของชีวิตและงานอยู่

Q : เด็กหญิงจอมขวัญมีความฝันแรกอยากเป็นอะไร มีนักข่าวอยู่หนึ่งในนั้นไหม?

ฝันแรกอยากเป็นหมอ แต่ในชีวิตไม่เคยฝันอยากเป็นนักข่าว ไม่รู้จักด้วยซ้ำไป เข้ามาในวงการได้เพราะเราเรียนศิลปศาสตร์เทอมสุดท้ายมันมีเรียนวิเคราะห์ข่าว พอเรียนจบก็ได้แรงบันดาลใจ จึงเดินไปสมัครงาน จำได้ว่ามีเนชั่น บางกอกโพสต์ และไปสมัคร ITV แต่งานแรกทำที่ซีเอ็ดแล้วมาอยู่ ITV แล้วค่อยมาเนชั่น แต่ทั้งหมดมันจับพลัดจับผลู เพราะแรกๆ อยากทำสิ่งพิมพ์ ไม่ได้คิดว่าจะเป็นทีวีเลย 

Q : อนาคตหลังจากนี้

ตอนนี้ยังไม่คิดไกล เอาแค่ชั่วแรกของการทำงานก่อน ดูการออนแอร์ก่อนว่าจะตอบโจทย์ในทีมนี้ได้หรือเปล่า วิธีการเล่นของทีมนี้ เพราะเราย้ายทีมมา เราจะตอบโจทย์ได้ไหม ผู้จัดการทีมว่ายังไง แล้วก็แฟนคลับของทีมที่นี่ว่ายังไง เอาแค่เดือนแรกก่อนว่าเป็นยังไง เหมือนเรามาเริ่มใหม่ ตั้งไข่ใหม่ แต่ในส่วนของแผนงานก็คิดไว้ระยะกลางว่าเราคาดหวังไว้ว่าอย่างไร แต่ขอโฟกัสเดือนแรก

Q : หวังไว้ไกลสักแค่ไหนในวงการนี้

คาดหวังว่างานที่เราทำจะมีประโยชน์กับส่วนรวม คือสื่อมวลชน ถ้าคุณไม่ได้มองว่าเป็นสื่อมวลชนที่ต้องแข่งในโลกทุนนิยมแล้วมันกลับมาที่หน้าที่กลับมาที่ความแท้จริงของหน้าที่มัน เราหวังแบบนี้ หวังว่าสิ่งที่เราจะทำจะให้อะไรกับคนหมู่มากได้บ้าง และส่วนรวมได้บ้าง มันขยับอะไรได้ไหม มันเคลื่อน หรือเปลี่ยนอะไรได้ไหม นี่คือสิ่งที่เราตั้งคำถามกับตัวเองเสมอว่าเราได้อะไร ซึ่งมันก็ยาก เมื่อคุณต้องมาอยู่ในโลกการแข่งขัน คุณต้องมาอยู่ด้วยการบังคับของทุนนิยม มันยาก แต่เราจะพยายามให้ดีที่สุด เราก็จะหยั่งรากของเราให้ได้ลึกที่สุด ให้อยู่กับวิชาชีพและหน้าที่ของมัน 

จริงๆ เรามีอะไรที่ยังอยากทำในชีวิตมากมาย แต่มันอาจจะไปกับสิ่งนี้ได้ด้วย แต่คิดว่าหลังจากนี้ไปสักระยะกลางของชีวิตจะทำ แต่ตอนนี้ยังอยากจะทำตรงนี้อยู่

Q : มีคำถามไหน ไม่อยากตอบไหม

ไม่มีค่ะ เพราะมีก็จะบ่ายเบี่ยงเองนั่นแหละ

Q : แล้วคำถามที่ว่ามาที่นี่ได้เงินเดือนหรือย้ายค่าย 7 หลักแบบที่เขาลือไหม 

เงินเดือนก็ต้องมากกว่าที่เก่า แต่ถ้าได้ 7 หลักอยู่ 3 เดือน เลิกเลยนะคะ (หัวเราะ) เยอะกว่าที่เก่าระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้มากแบบที่ทุกคนคิด แต่ว่าก็ไม่ใช่น้อย มันก็มาตามประสบการณ์ มาตามชั่วโมงบิน อย่างที่บอก เงินไม่ใช่ปัจจัยแรก แลัวก็ไม่ได้เป็นปัจจัยต้นๆ มากๆ

Q : สุดท้ายฝากอะไรแฟนไทยรัฐทีวีหน่อย

อาจจะย้ายทีมก็อาจจะเป็นนักเตะที่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด สุดท้ายแล้วเราก็คือทีมฟุตบอลที่ให้ความบันเทิงกันทั้งลีก ผู้ชมก็จะดูหลายๆ ทีม การย้ายมาเตะกับทีมนี้ก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ก็จะพยายามปรับตัวให้เข้ากับรูปแบบเทคนิคการเล่นของทีม แล้วก็ยังไงก็เป็นสิทธิ์ได้จะวิพากษ์วิจารณ์เต็มที่ เพราะมีหน้าที่รับใช้ ยินดีรับทุกคำติ และคำชม.

ชมคลิป

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    60.1%
  • ไม่ชอบ
    21.4%
  • สนุก
    2.2%
  • ประหลาดใจ
    4.2%
  • เสียใจ
    1.4%
  • ให้กำลังใจ
    10.8%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement