10 คนดังยังกุมขมับ! ตะลุยดงข้อสอบ O-NET ฉะแหลกโจทย์-ชอยส์สุดมึน - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

10 คนดังยังกุมขมับ! ตะลุยดงข้อสอบ O-NET ฉะแหลกโจทย์-ชอยส์สุดมึน

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.พ. 2559 05:30
42,152 ครั้ง


โอละพ่อ! ข้อสอบ O-NET สุดมึน ที่ชาวเน็ตกำลังแห่แชร์จนเกลื่อนโซเชียลเน็ตเวิร์ก มิหนำซ้ำยังตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในแง่ของความสับสนอันสุดแสนจะกำกวม ไม่ว่าจะผ้าปูโต๊ะ มีอารมณ์เตะบอล เรื่อยมาจนถึงเครื่องบินสิงคโปร์ จอดอยู่สุวรรณภูมิ โดยล่าสุด ทางกระทรวงศึกษาธิการก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ จัดโต๊ะแถลงชี้แจงถึงที่มาที่ไปของปัญหาข้อสอบโลกแตกที่ปรากฏให้เห็นกันเป็นประจำทุกปี

โดย นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ชี้แจงถึงปัญหาข้อสอบ O-NET ป่วนเมืองที่ปรากฏอยู่ในโลกออนไลน์ว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเรื้อรังที่สะสมมาเป็นระยะเวลานาน และยอมรับแต่โดยดีว่า ข้อสอบ O-NET ปี 2558 ส่วนใหญ่ค่อนข้างยากมากจนเกินไป แต่จะมีเพียงวิชาภาษาไทยเท่านั้นที่ยากปานกลาง

ดังนั้น ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จึงนำ 10 ข้อสอบสุดมึนงง ไปซักไซ้หาคำตอบกับ 10 คนดังที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในเรื่องนั้นๆ มาระดมสมองฟันธงลงเน้นๆ หาที่สุดแห่งคำตอบ O-NET ที่ขึ้นชื่อว่า "โคตรจะยาก" จะเป็นเช่นไร ตามไปดู!

นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ชี้แจงคำถามข้อแรกนี้ว่า โจทย์คำถามที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายไทยเป็นข้อสอบเพียงข้อเดียวเท่านั้นที่เป็นข้อสอบ O-NET ปีการศึกษา 2558 ในวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม และโจทย์ถามว่า ข้อใดต่อไปนี้ผู้กระทำไม่ต้องรับผิดชอบตามกฎหมายไทย? มิใช่ถามว่า ข้อใดไม่ใช่กฎหมายไทย ดังนั้น คำตอบในข้อนี้ คือ ข้อ 5. คนไทยหมิ่นประมาทคนไทยที่ญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นเรื่องอาณาเขตของกฎหมาย

1. ข้อใดต่อไปนี้ผู้กระทำไม่ต้องรับผิดชอบตามกฎหมายไทย?
1. ทำผิดบนเครื่องบินสิงคโปร์ จอดอยู่สุวรรณภูมิ
2. ทำผิดบนการบินไทย ตอนบินอยู่น่านฟ้าเวียดนาม
3. ทำผิดบนเรือไทย ตอนอยู่น่านน้ำสากล
4. ทำผิดบนการบินไทย ตอนจอดอยู่ฮ่องกง
5. คนไทยหมิ่นประมาทคนไทยที่ญี่ปุ่น

ทีมข่าวได้ใช้แอพพลิเคชั่นเฟซบุ๊กส่งข้อความไปถาม นายนิติธร แก้วโต ทนายความชื่อดัง เกี่ยวกับคำถามข้อดังกล่าว ซึ่งหลังจากทีมข่าวส่งคำถามไปให้ดู ทนายชื่อดังได้ตอบกลับมาสั้นๆ ว่า "เป็นโจทย์ที่ตอบยากมากเลยอะ เพราะหากไม่ใช่นักกฎหมาย หรือแม้แต่นักกฎหมายเอง ก็ยังต้องหยุดคิด เพื่อทบทวนตำราด้วยซ้ำไป" ก่อนทนายความชื่อดังจะวิเคราะห์ให้ฟังว่า ส่วนตัวมองว่าชอยส์ข้อที่ 1 กับ 5 น่าจะเป็นคำตอบที่ใช่ที่สุด เนื่องจากเครื่องบินไทย เรือไทย ถือเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทย

นิติธร แก้วโต ทนายความชื่อดัง

ทั้งนี้ หากวิเคราะห์ ข้อ 1 ทำผิดบนเครื่องบินสิงคโปร์ จอดอยู่สุวรรณภูมิ ชอยส์ข้อนี้ระบุว่า ทำผิดบนเครื่องบินสิงคโปร์ เพราะฉะนั้นถือเป็นราชอาณาจักรของสิงคโปร์ เพียงแต่อยู่บนแผ่นดินไทย กรณีนี้ ในทางกฎหมายนั้น ศาลไทยไม่มีอำนาจพิจารณา เพราะไม่ถือว่ามีการกระทำความผิดบนแผ่นดินไทย ส่วนชอยส์ข้อ 5 ระบุว่า คนไทยหมิ่นประมาทคนไทยที่ญี่ปุ่น ชอยส์ข้อนี้ยังคลุมเครือ มีข้อเท็จจริงไม่เพียงพอ ทำให้อาจเกิดความเข้าใจที่ไม่กระจ่างและตีความได้หลายความหมาย แต่ส่วนตัววิเคราะห์ว่า อาจเป็นไปได้ทั้ง 3 กรณี คือ

1. คนไทย 2 คน อยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น หมิ่นประมาทกันที่ประเทศญี่ปุ่น กรณีนี้ถือว่าการกระทำความผิดไม่ได้เกิดขึ้นในเมืองไทย เพราะฉะนั้นศาลไทยไม่มีอำนาจพิจารณาคดี
2. คนไทยที่อยู่ในเมืองไทย หมิ่นประมาท คนไทยที่อยู่ประเทศญี่ปุ่น กรณีนี้ถือว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นในเมืองไทย เพราะฉะนั้นศาลไทยมีอำนาจพิจารณาคดี
3. คนไทยที่อยู่ญี่ปุ่น หมิ่นประมาท คนไทยที่อยู่ในเมืองไทย กรณีนี้ถือว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นในเมืองไทย เพราะฉะนั้นศาลไทยมีอำนาจพิจารณาคดี

"ดังนั้น สำหรับโจทย์ข้อนี้ คำตอบข้อ 1 และข้อ 5 นั้น ข้อเท็จจริงไม่เพียงพอที่จะตอบได้ เนื่องจาก ข้อ 1 ไม่ชัดเจนว่ากระทำผิดฐานอะไร แล้วผู้กระทำผิดเป็นคนไทยหรือต่างชาติ เช่น ต่างชาติ 2 คน ต่อยกัน บนเครื่องบินสิงคโปร์ที่จอดบนสุวรรณภูมิ กรณีนี้ศาลไทยไม่มีอำนาจพิจารณา เนื่องจากเป็นการกระทำความผิดนอกราชอาณาจักร โดยไม่มีผู้เสียหายหรือผู้กระทำความผิดเป็นคนไทย ฉะนั้น ทั้งข้อ 1 และ ข้อ 5 จึงไม่มีความชัดเจนทั้งคู่”

ทนายเจมส์ วิเคราะห์หาคำตอบ

--------------------

2. ความสูง 600 เมตร มีอุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส ความสูงเพิ่มอุณหภูมิลดลงเฉลี่ย 1000 เมตรต่อ 6.4 องศาเซลเซียส สูง 8848 อุณหภูมิเท่าใด? (ดร.ทรายทอง พวกสันเทียะ รอง ผอ.สทศ. ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า คำถามในข้อนี้อยู่ในหมวดวิชาภูมิศาสตร์)
1. -62.7
2. -52.7
3. -42.7
4. -32.7
5. -22.7

ทีมข่าวต่อสายตรงถึง ดร.เอกกมล วรรณเมธี อาจารย์ภาควิชาภูมิศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้รับคำตอบจากอาจารย์ท่านนี้ว่า โจทย์ในข้อนี้มีความเกี่ยวข้องกับวิชาภูมิศาสตร์เพียงเล็กน้อย แต่กลับไปคำถามที่ทับซ้อนกับวิชาภูมิศาสตร์ ฟิสิกส์ หรือสมุทรศาสตร์ โดยส่วนตัวมองว่า หากนำคำถามนี้ไปถามนักเรียนระดับชั้นมัธยมที่จะเข้ามหาวิทยาลัย นักเรียนจะไม่รู้ว่าเป็นภูมิศาสตร์ แต่นักเรียนจะมองไปในทางวิทยาศาสตร์

ดร.เอกกมล วรรณเมธี อาจารย์ภาควิชาภูมิศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

"หากให้มองถึงภาพรวมของคำถาม ผมมองว่า โจทย์ข้อนี้ยังมีจุดบกพร่อง เพราะหลักภูมิศาสตร์จริงๆ แม้จะมีการคำนวณในภาพรวมแบบนี้ แต่แท้จริงแล้ว ในพื้นที่แต่ละพื้นที่ก็มีความแตกต่างกันอยู่ หากมีการเทียบความสูงขึ้นไปมากจนเกินกว่า 8848 เมตร ค่าที่ใช้ในการเทียบก็อาจจะใช้ไม่ได้เพราะความสูงจะเลยชั้นบรรยากาศ ซึ่งอุณหภูมิชั้นบรรยากาศก็จะมีความแตกต่างกัน" อาจารย์ภาควิชาภูมิศาสตร์ จุฬาฯ วิเคราะห์ตามหลักการ

ดร.เอกกมล กล่าวทิ้งท้ายว่า คำตอบข้อนี้ สามารถคิดหาคำตอบได้โดยการเทียบบัญญัติไตรยางศ์ ซึ่งทางทีมข่าวนำมาคิดคำนวณแล้ว พบว่า คำตอบ คือ -42.78 ซึ่งใกล้เคียงกับคำตอบข้อ 3. -42.7

--------------------

3. ข้อใดปฏิบัติตนตามแนวทาง "นางจูฬสุภัททา"?
1. ไหว้พระก่อนนอน
2. ไหว้พ่อแม่ก่อนออกจากบ้าน
3. ทบทวนบทเรียนที่อาจารย์สอน
4. ใช้ชีวิตไม่ประมาท
5. ทำบุญตักบาตรทุกเช้า

พระราชวิจิตรปฏิภาณ(สุนทร ญาณสุนทโร) หรือเจ้าคุณพิพิธ

พระราชวิจิตรปฏิภาณ (สุนทร ญาณสุนทโร) หรือเจ้าคุณพิพิธ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวรารามฯ ย้อนถามถึงผู้ออกข้อสอบว่า หากข้อสอบข้อนี้เป็นข้อสอบแกนกลางที่ต้องนำไปถามนักเรียนทั้งประเทศ คำถามคือ เด็กนักเรียนที่นับถือศาสนาอิสลาม หรือศาสนาคริสต์ ซึ่งไม่ได้เรียนวิชาพุทธศาสนา เด็กเหล่านี้จะตอบคำถามนี้ได้หรือไม่? อีกทั้ง ปัญหาการออกข้อสอบ O-NET เรียกได้ว่า ปัญหาบ้าบอคอแตก ที่คอยกระทำให้เด็กเป็นโรคประสาทแดก

“แต่ถ้าจะให้เลือกคำตอบที่ถูกต้องมา 1 ข้อ คำตอบที่ได้คงจะเป็นข้อ 4. ใช้ชีวิตไม่ประมาท เพราะหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนาที่ชาวพุทธทุกคน ไม่เว้นแต่นางจูฬสุภัททาควรยึดถือ คือ ความไม่ประมาท”

เด็กนักเรียนที่นับถือศาสนาอิสลาม

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลของทีมข่าว พบว่า นางจูฬสุภัททาเป็นธิดาของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ได้บรรลุธรรมเป็นพุทธสาวิกาตั้งแต่ยังเยาว์วัย ต่อมาได้แต่งงานไปอยู่ยังเรือนของสามี แต่ก็ยังมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา และแนะนำบิดาของสามีตลอดถึงบุคคลในบ้านให้เลื่อมใสนับถือพระพุทธศาสนา โดยคุณธรรมของ นางจูฬสุภัททา ที่ควรถือเป็นแบบอย่าง มีดังต่อไปนี้ 1. เป็นผู้มีความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา นางจูฬสุภัททา ถึงแม้ว่าจะได้แต่งงานและกลับไปอยู่ยังเรือนของสามี แต่ก็มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา 2. เป็นผู้ปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา นางจูฬสุภัททา นับว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้แก่ผู้ที่ยังไม่นับถือ ไม่เลื่อมใส ให้นับถือและเลื่อมใส 3. เป็นผู้กตัญญูต่อบิดามารดา เมื่อคราวที่นางจะได้กลับไปยังเรือนของสามี บิดาของนางได้ให้โอวาท 10 ประการแก่นาง และนางก็ได้ปฏิบัติตามโอวาททั้ง 10 ประการนั้น จนเป็นที่พอใจของครอบครัวสามีเป็นอย่างยิ่ง

--------------------

4. ข้อคิดใดที่ได้จากการศึกษาเรื่องวิวัฒนาการของดาวฤกษ์?
1. น้ำขึ้นให้รีบตัก
2. สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง
3. ทุกสิ่งดำรงอยู่และดับไป
4. รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา
5. เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว

โดยทีมข่าวได้นำคำถามนี้ไปถามกับ ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ซึ่ง ดร.ศรัณย์ หยุดคิดเล็กน้อยหลังผู้สื่อข่าวได้อ่านโจทย์คำถามนี้ให้ฟัง ไม่นานผู้เชี่ยวชาญทางด้านดาราศาสตร์ได้ตอบเสียงดังฟังชัดว่า ไม่ขอตอบโจทย์ข้อนี้ เนื่องจากชอยส์ทั้ง 5 ข้อล้วนงี่เง่า พร้อมกับให้เหตุผลว่า ชอยส์ทั้ง 5 ข้อที่ผู้ออกข้อสอบกำหนดขึ้นมานั้น มีโอกาสตอบถูกได้ทั้งหมดทุกข้อ ส่วนข้อที่ดูเหมือนว่าจะไม่เกี่ยวข้อง หรือผิด แต่ก็มิใช่ว่าจะผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น โจทย์ดังกล่าวขึ้นอยู่กับว่า ผู้คิดข้อสอบและผู้ตอบ จะเลือกมองประเด็นของดาวฤกษ์ในมุมใด

ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ

โดย นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เฉลยข้อสอบข้อนี้ภายในห้องแถลงข่าวว่า คำตอบที่ถูกต้อง คือ ข้อที่ 3. ทุกสิ่งดำรงอยู่และดับไป

“หากโจทย์ข้อนี้มีคำตอบ คือ ข้อ 3. ทุกสิ่งดำรงอยู่และดับไป สุดท้าย สิ่งที่นักดาราศาสตร์อย่างผมจะถามต่อคือ หากดาวฤกษ์ไม่ได้ดับ แต่เปลี่ยนรูป คำตอบข้อที่ 3 นี้ยังจะถูกต้องอยู่ไหม” ดร.ศรัณย์ ทิ้งท้ายอย่างน่าฉงน

--------------------

5. ถ้าพบรอยพญานาค และต้องการพิสูจน์ ไม่ควรทำขั้นตอนใดต่อไปนี้?
1. หาข้อมูลเกี่ยวกับพญานาค
2. สอบถามชาวบ้านบริเวณใกล้เคียง
3. หาอุปกรณ์มาเทียบให้เหมือนรอย
4. สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ
5. จุดธูปเข้าทรงถามเจ้าที่

รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ทีมข่าวซักถามข้อสอบข้างต้นกับ รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ JD300 แห่งห้องหว้ากอ โดย รศ.ดร.เจษฎา ได้ยืนยันคำตอบของข้อสอบข้างต้นว่า ข้อ 5. จุดธูปเข้าทรงถามเจ้าที่ เป็นคำตอบสุดท้าย โดยให้เหตุผลว่า หากข้อสอบในข้อนี้อยู่ในสาระวิชาวิทยาศาสตร์ ชอยส์ข้อที่ 5 มีความถูกต้องที่สุด เนื่องจากการจุดธูปเข้าทรงถามเจ้าที่ อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ที่วิทยาศาสตร์จะสามารถพิสูจน์ได้

--------------------

6. อาหารชนิดใดมีผลต่อการอนุรักษ์สัตว์หายาก?
1. หูฉลามน้ำแดง
2. รังนก
3. ไส้กรอกอีสาน
4. ซุปเขากวางอ่อน
5. ขาแพะตุ๋น

นสพ.ภัทรพล มณีอ่อน หรือที่รู้จักกันในนาม “หมอล็อต” นายสัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ให้คำตอบกับโจทย์ในข้อนี้ว่า หากตอบข้อ 1 หูฉลามน้ำแดง ก็เป็นสัตว์ทะเลที่มีการรณรงค์ป้องกันการล่าฉลามเพื่อมาตัดเอาเฉพาะหู ชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นสัตว์คุ้มครอง ส่วนข้อ 2 รังนก หากรบกวนที่อยู่อาศัยของมันก็มีผลต่อการอนุรักษ์เช่นกัน ข้อ 3 ไส้กรอกอีสาน ซึ่งเป็นเมนูที่ทำมาจากเนื้อหมู หรือเนื้อวัว โดยคนเรานิยมรับประทานกันอยู่แล้ว เพราะไม่ได้มีผลกระทบกับสัตว์ป่า และถ้าเป็นข้อ 4 ซุปเขากวางอ่อน ตอนนี้ได้มีการเปิดฟาร์มกวาง เพื่อเอาเขากวางมาทำซุป และมาทำยา แต่ก็มีการออกไปล่าตามป่าเช่นเดียวกัน ขณะที่ ข้อ 5 ขาแพะตุ๋น มีการเปิดฟาร์มแพะเช่นเดียวกัน

นสพ.ภัทรพล มณีอ่อน หรือที่รู้จักกันในนาม “หมอล็อต”

ดังนั้น หมอล็อต จึงให้คำตอบว่า เป็นข้อ 1 หูฉลามน้ำแดง เนื่องจากการล่าฉลามจะตัดแต่ครีบเพื่อเอามาทำเป็นอาหาร ส่วนตัวฉลามก็ปล่อยทิ้งไว้จนเป็นกองซากฉลามริมหาดตามที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งยังส่งผลให้ทั่วโลกต่อต้านการกินหูฉลาม

--------------------

7. ข้อใดเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาทางเพศมากที่สุด?
1. นั่งรถไฟไปเที่ยวต่างจังหวัดกับกลุ่มเพื่อนต่างเพศ
2. ทบทวนบทเรียนให้รุ่นน้องต่างเพศที่บ้านตามลำพัง
3. เล่นอินเทอร์เน็ตกับเพื่อนที่บ้านจนดึก
4. ไปชมภาพยนตร์กับเพื่อนต่างเพศโดยไม่บอกผู้ปกครอง
5. เลือกเข้าชมรมกิจกรรมที่มีเพื่อนต่างเพศอยู่มาก

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว และกุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านวัยรุ่น วิเคราะห์โจทย์ข้อนี้ให้ทีมข่าวฯ ฟังว่า โจทย์ข้อดังกล่าว หากอ่าน และคิดเพียงชั้นเดียว ไม่คิดซับซ้อน คำตอบของข้อนี้ก็คือ ข้อ 4 ไปชมภาพยนตร์กับเพื่อนต่างเพศโดยไม่บอกผู้ปกครอง เนื่องจากว่า การที่มีจุดประสงค์ว่าไปชมภาพยนตร์กับเพื่อนต่างเพศ ก็ถือว่าเริ่มมีความเสี่ยงเกิดขึ้นแล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ระบุว่าเป็นช่วงเวลากลางวันหรือกลางคืนก็ตาม และในชอยส์ยังระบุอีกว่า ไม่ได้บอกผู้ปกครอง ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงจุดประสงค์ที่ไม่ดี

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุริยเดว ทรีปาตี

ทั้งนี้ หากวิเคราะห์ข้ออื่นๆ เช่น ข้อ 1. นั่งรถไฟไปเที่ยวต่างจังหวัดกับกลุ่มเพื่อนต่างเพศ ข้อนี้ หากวิเคราะห์ในลักษณะตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อน ก็คือไปเที่ยวต่างจังหวัดกับกลุ่มเพื่อน เพราะฉะนั้นไปกันหลายคน โอกาสเสี่ยงก็น้อยกว่า ส่วน ข้อ 2. ทบทวนบทเรียนให้รุ่นน้องต่างเพศที่บ้านตามลำพัง ข้อนี้ค่อนข้างเป็นข้อที่มีความเสี่ยงพอๆ กับข้อ 4. เพียงแต่ข้อนี้นั้น ระบุว่า ไปติวหนังสือ เพราะฉะนั้นข้อนี้มีจุดประสงค์ดีกว่า หากคิดตามค่านิยมของคนสมัยก่อนคือ มีความใฝ่ดีกว่า ส่วนข้อ 3. เล่นอินเทอร์เน็ตกับเพื่อนที่บ้านจนดึก ถือเป็นชอยส์ที่แย่ เนื่องจากมีความกำกวม สามารถตีความได้หลายความหมาย และไม่ชัดเจน สุดท้ายข้อที่ 5. เลือกเข้าชมรมที่มีเพื่อนต่างเพศอยู่มาก ข้อนี้ถือว่ามีความเสี่ยงน้อยที่สุด หากเทียบกับทุกข้อ แม้จะมีเพื่อนต่างเพศอยู่มาก แต่ก็ถือว่ามีโอกาสน้อยที่จะเกิดปัญหาทางเพศ

--------------------

8. เป็นแฟนกันต้องแสดงออกอย่างไรให้ถูกประเพณีไทย?
1. เดินโอบไหล่ซื้อของ
2. ชวนไปทานข้าวดูหนัง
3. นอนหนุนตักในที่สาธารณะ
4. ชวนกันไปทะเลค้างคืน
5. ป้อนข้าวกันในร้านอาหาร

โดยจะเป็นใครไปไม่ได้ หากไม่ใช่ นางระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช หรือ เจ๊แดง นายกสมาคมเสริมสร้างครอบครัวให้อบอุ่นและเป็นสุข ให้คำตอบแก่โจทย์ข้อดังกล่าวว่า “ตอบไม่ได้สักข้อเดียว” โดยเจ๊แดง อธิบายว่า ประเพณีไทยโดยแท้จริงได้ตีกรอบการแสดงออกทางความรักของคู่รักไว้อย่างจำกัด และในชอยส์ทั้ง 5 ข้อ จะมี ชอยส์ข้อ 2. เท่านั้นที่สามารถเลือกเป็นคำตอบได้ ซึ่งถือว่า ข้อ 2. ฉีกกฎประเพณีไทยน้อยกว่าข้ออื่นๆ แต่ก็นับว่าฉีกกฎอยู่ดี เพราะเมื่อคู่รักจะออกไปนอกสถานที่ด้วยกัน ทั้งคู่ควรอยู่ในสายตาผู้ปกครอง หรือเพื่อนฝูง มิใช่ออกไปทานข้าวดูหนังกันสองต่อสอง

ระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช หรือ เจ๊แดง

9. อาการลักเพศ จะมีพฤติกรรมที่แสดงออกมาอย่างไร?
1. สะสมชุดชั้นในเพศตรงข้าม
2. แต่งกายเลียนแบบเพศตรงข้าม
3. รักกับเพศเดียวกัน
4. โชว์อวัยวะเพศ
5. แอบดูเพื่อนต่างเพศในห้องน้ำ

สำหรับคำถามข้อนี้ ทีมข่าวฯ ได้สอบถามไปยัง นพ.ทวีสิน วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ และเมื่อ นพ.ทวีสิน ได้รับทราบถึงคำถามทั้งหมด คุณหมอตอบกับผู้สื่อข่าวว่า "ไม่รู้จะตอบข้อใด เนื่องจากในทางการแพทย์ ไม่มีคำว่า ลักเพศ เพราะฉะนั้น ผมจึงไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ อาจจะต้องไปสอบถามเอากับผู้เชี่ยวชาญภาษาไทย หรือเปิดพจนานุกรม เพื่อให้ได้คำตอบที่ชัดเจนยิ่งขึ้น"

ตะลุยข้อสอบโอเน็ต

เมื่อเป็นเช่นนี้ ทีมข่าวจึงเปิดพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน เพื่อค้นหาคำว่า "ลักเพศ" และพจนานุกรมระบุความหมายว่า ลักเพศ หมายถึง ทําหรือแต่งตัวปลอมแปลงให้ผิดไปจากเพศของตน เช่นคฤหัสถ์แต่งตัวปลอมเพศเป็นสมณะ ผู้ชายแต่งตัวเป็นผู้หญิง ด้วยเหตุนี้ คำตอบที่ถูกต้องในข้อนี้ จึงควรจะเป็นข้อที่ 2 

--------------------

10. ตอนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่อง “ชีวิตลูกทะเล” เอกและประทุม ยืนอยู่นอกบ้าน ทั้งคู่รู้ว่าอีกไม่นานจะมีพายุ แต่เอกต้องออกทะเล เขาทั้งคู่อาจต้องจากกันระยะหนึ่ง ถามว่าประทุมควรแต่งกายอย่างไร? (ดร.ทรายทอง พวกสันเทียะ รอง ผอ.สทศ. ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า คำถามในข้อนี้อยู่ในหมวดวิชาศิลปะ)
1. ชุดเดรสสีขาว ผูกผ้าพันคอหลวมๆ
2. นุ่งผ้าถุง และเสื้อปล่อยชาย
3. ใส่ชุดนอนผ้าซาติน ขายาว
4. กางเกงขาสั้น เสื้อคอกลม สวมหมวก
5. เสื้อรัดรูปบางๆ กางเกงยีนส์ขาเดฟ

ม้า อรนภา พิธีกรฝีปากกล้า

ม้า อรนภา พิธีกรฝีปากกล้า ผู้คร่ำหวอดในวงการแฟชั่นเมืองไทยทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเสื้อผ้า หน้า ผม เธอตอบคำถามในข้อสุดท้ายนี้ว่า หากถามอย่างนี้ คำตอบก็คงจะต้องเป็นข้อ 2. นุ่งผ้าถุง และเสื้อปล่อยชาย เพราะถ้าจะตอบ ข้อ 1. ชาวใต้ หรือชาวประมงมักไม่ผูกผ้าพันคอ ข้อ 3. ผ้าซาตินมีราคาสูง ชาวประมงต้องมีทุนทรัพย์มากพอที่จะซื้อผ้าซาติน ข้อ 4. คาดว่าไม่ใช่ เพราะชาวประมง ไม่ใช่ชาวนา คงไม่จำเป็นต้องสวมหมวก หรือใส่เสื้อคอกลม ข้อ 5. ไม่ใช่อย่างแน่นอน ชีวิตลูกทะเล ไม่แต่งตัวเฟี้ยวฟ้าวรัดรูป

“การแต่งกายของมนุษย์นั้น มีสถานภาพ และสิ่งแวดล้อมเป็นตัวกำหนด เพราะฉะนั้น คำถามข้อนี้ไม่ใช่ศิลปะ” ม้า อรนภา เธอคิดและพูดอย่างตรงไปตรงมา

--------------------

กระทรวงศึกษาธิการ ได้วางแนวทางแก้ไขปัญหาข้อสอบ O-NET ที่ไม่ชัดเจน
ศธ.เร่งแก้ปัญหาออกข้อสอบสุดมึน

ท้ายที่สุดแล้ว ทางกระทรวงศึกษาธิการ ได้วางแนวทางแก้ไขปัญหาข้อสอบ O-NET ที่ไม่ชัดเจน โดย นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวถึงมาตรการแก้ไขปัญหาออกเป็น 3 ข้อ ดังต่อไปนี้ 1. เผยแพร่ขอบเขตเนื้อหาของข้อสอบ (Test Specification) เพื่อให้ครูและนักเรียนได้เตรียมความพร้อมก่อนสอบ 2. สทศ.และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดทำคลังข้อสอบ O-NET และ NT โดยเน้นคุณภาพ ความหลากหลาย และความครอบคลุม 3. จัดให้หน่วยงานภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญด้านการจัดทำข้อสอบเข้ามาประเมินข้อสอบของไทย

“จากปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้กระทรวงศึกษาธิการได้เรียนรู้ว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร เพราะฉะนั้น เมื่อมีการวางแนวทางแก้ไขปัญหาแล้ว หรือปรับระบบการออกข้อสอบแล้ว การออกข้อสอบที่ไม่ชัดเจนจะต้องไม่เกิดขึ้นอีก” นพ.ธีระเกียรติ รมช.ศึกษาธิการ ให้คำมั่น.

  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ 
สามารถส่งเรื่องราว หรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    33.3%
  • ไม่ชอบ
    9.4%
  • สนุก
    24.2%
  • ประหลาดใจ
    19.8%
  • เสียใจ
    9.1%
  • ให้กำลังใจ
    4.2%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement