วันอังคารที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ฌอห์ณ อึดอัดใจ! เกาเหลา เอสเธอร์ วอนขอจบเรื่องนี้

ฌอห์ณ รับห่างกับ เอสเธอร์ นานแล้ว ปัดมีปัญหากัน แค่ไม่มีเวลาเจอกัน แย้มยังมีผลงานด้วยกันอยู่ เผยมีอึดอัดใจบ้างกับข่าว แต่อยากทำงานออกมาให้ดีที่สุด วอนอยากให้เรื่องนี้จบ ขอบคุณแฟนคลับที่ให้กำลังใจ...

ยังคงถูกถามถึงอยู่เรื่อยๆ สำหรับข่าวของ ฌอห์ณ จินดาโชติ กับ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ที่เคยเป็นปัญหาลุกลามใหญ่โตในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งในครั้งนั้นฝ่ายชายก็ได้ชี้แจงไปแล้ว แต่ก็ยังถูกจับโยงถามถึงอยู่เหมือนเดิม ล่าสุดได้เจอฌอห์ณมาร่วมงาน Taste of Korea 2016 ณ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ชั้น 7 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เจ้าตัวก็ได้พูดถึงเรื่องนี้อีกครั้ง พร้อมกับวอนขออยากให้เรื่องนี้จบลงโดยเร็ว เพราะยิ่งพูดก็ยิ่งทำให้ไม่มีอะไรดีขึ้น ส่วนกับสาวเอสเธอร์ในกองถ่ายละครนั้น ก็ยังทำงาน และคุยกันเหมือนเดิม

ตั้งแต่ที่มีข่าวห่างกับ เอสเธอร์ แล้วและมีคุณแม่มาเมนต์ไอจี ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง? "เรื่องนั้นผมก็ชี้แจงบอกทุกท่านไปหลายคนให้ทราบแล้วว่า คุณแม่ผมด้วยแกเป็นคนที่มีอะไรก็จะสอนก็จะเตือน มีอะไรที่ไม่ได้พาดพิงใคร รู้สึกว่าบทสัมภาษณ์นั้นกำลังจะเตือนตัวผมเองว่าต่อไปก็คิดอะไร จะทำอะไรก็ระมัดระวัง แล้วก็ดูแลตัวเองให้มากๆ นั่นคือสิ่งที่แกต้องการจะบอก ซึ่งผมก็โพสต์ลงไปนี่แหละ ก็ถามเค้าว่าที่โพสต์ลงไปหมายความว่ายังไง เค้าบอกจะบอกให้ลูกรู้ เพราะบางทีเราไม่มีเวลาคุยกัน ก็นั่นแหละครับ ไม่มีเจตนาอะไร" มันเหมือนเป็นช่วงเวลาที่เรามีข่าวเกิดขึ้นพอดี คนเลยจับโยงว่าแม่อาจจะหมายถึงน้องรึเปล่า? "จริงๆ เรื่องนั้นมันนานแล้วนะครับ แต่ว่าพี่ๆ นักข่าวหลายท่านเริ่มมาถาม และผมรู้สึกว่าก็ต้องบอกได้โดยที่เราบอกได้ไม่เสียหายอะไร" ยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวอะไรเลย? "ไม่ครับ ไม่ได้มีเจตนานั้น รู้ครับว่าสื่อโซเชียลมันมีผลบวกลบยังไง พิมพ์นิดเดียวมันก็มีการรีโพสต์หลายรอบ อย่างนั้นไม่ได้มีอยู่แล้ว อีกอย่างเป็นของคุณแม่ผม ถ้าผมจะทำ ผมทำด้วยตัวผมเองดีกว่า"

มีคนเข้ามาถามแม่ไหม?​ "มีหลายคนเข้ามาถามครับ แต่คุณแม่จะตอบเอง ส่วนคนที่มาถามก็จะเป็นชาวบ้านทั่วไป คนปกติไม่ค่อยมาถามผม" เราอยู่ในช่วงอาการซึมเศร้าอะไรรึเปล่า แม่ถึงขึ้นมาโพสต์ปลอบใจ? "ไม่ครับ เรื่องมันนานแล้วครับ เรื่องของการให้สัมภาษณ์ก็นานแล้วเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าประจวบเหมาะกับเวลาล็อกคิวว่านิตยสารเล่มนั้นจะวางแผงพอดี มันก็ถูกเชื่อมโยงไปหมด การตอบสัมภาษณ์มันก็นานมาแล้ว ประกอบกับการโพสต์ของแม่ และก็ภาพบางภาพที่ออกมา คนก็เลยรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลานี้ จริงๆ ไม่ใช่หรอกครับ มันนานแล้ว แต่ว่าเราก็ยังเป็นเหมือนเดิม ทำงานกันปกติ"

กระแสรอบตัวเราเรื่อง ฌอห์ณกับเอสเธอร์ รอบตัวเรามันซาๆ ไปรึยัง หรือยังมีคนพูดถึงเข้ามาถามกันตลอด? "ส่วนตัวผมไม่นะครับ พอผมเข้ากองก็เจอน้องปกติ มีพูดคุยทักทายกันนะครับ เพราะส่วนตัวผมยืนยันบริสุทธิ์ใจไม่ได้คิดไม่ดีอะไรเลย ส่วนทางฝั่งน้องจะยังไงผมไม่เป็นไร ผมไม่แสดงความคิดเห็น รู้สึกว่าแต่ละคนมีทรรศนะที่แตกต่างกัน แต่ก็อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าในฐานะที่ผมเป็นผู้ชาย รู้สึกว่าการตอบแต่ละครั้งมันจะมีการเชื่อมโยงไปอีกมากมาย ไม่อยากให้เชื่อมโยงเยอะครับ มันจบแค่นี้แล้วก็ตอบแทนน้องว่าเรายังทำงานกันได้และยังทำงานกันได้ดี และผมเชื่อว่างานที่เราทำกันอยู่มันจะออกมาได้ดีอย่างที่ทุกคนรอคอย ไม่ได้เป็นปัญหาถึงขนาดที่ทำงานกันไม่ได้เลย"

หลายคนคิดว่าเรามีปัญหากันรุนแรงกับน้องจนถึงขั้นทำงานกันไม่ได้เลย? "มันไม่ได้มีปัญหาร้ายแรงอะไร มันเป็นเรื่องของความเป็นเพื่อน คือมันไม่ได้แปลว่าเราเกลียดกัน มันไม่ใช่ครับ เรายังทำงานกันได้ พูดคุย แต่เราก็ยังอยู่ในพื้นที่ของเรา ผมว่าคงเข้าใจแหละ หลายคนอาจจะถามว่าทำไมอย่างนั้นอย่างนี้ เราอยู่ในพื้นที่ตรงนี้ น้องทำหน้าที่ของน้องเค้าได้ดี ไม่ต้องห่วง งานออกมาดีอยู่แล้ว" เราไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้แล้วรึเปล่า? "จริงๆ ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ก็ดีครับ เพราะว่าทุกครั้งที่มีการสัมภาษณ์ แล้วตัวน้องเค้ายังไม่ได้ออกมาพูดเยอะ อาจมีแค่ทางสื่อโซเชียล แล้วมันก็ไม่จบ มันจะมีการโยงลิงค์ไปถึงผู้ปกครองท่านนั้นท่านนี้ ซึ่งผมรู้สึกว่าถ้าตามความเป็นเราไม่โอเคกัน มันก็จะไม่มีงานออกมา เราจะทำงานกันไม่ได้นะครับ มันยากมากสำหรับการถ่ายละคร แต่ผมรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องของเราที่เราเข้าใจกันตั้งนานแล้ว แต่ว่าพวกพี่เพิ่งมาเริ่มสังเกต" ทางฝั่งน้องเค้าก็มีการโพสต์ข้อความตอบโต้เหมือนกัน? "เห็นแล้วครับ" มันทำให้อึดอัดไหมเวลาทำงานร่วมกัน? "ก็อึดอัดนะครับ จะบอกว่าไม่อึดอัดเลยก็แปลว่าไม่รู้สึก มันก็มีอึดอัดบ้าง แต่เราเข้าใจน้อง ผมรู้จักน้องมาหลายปีแล้ว น้องไม่ได้เป็นคนเจตนาร้ายหรอก อาจจะเป็นเรื่องของภาวะอารมณ์ เรื่องของเค้าตอนนั้นแหละ เค้าอาจจะคิดหรือว่าจะต้องการจะบอกใคร อาจจะอยากให้ทุกคนช่วยวิเคราะห์ข่าวก่อน ฉะนั้นทุกคนจะไม่ได้เห็นทวิตเตอร์หรือข้อความทางเฟซบุ๊กหรือไอจีของผม ออกมาในทิศทางแบบนั้นเลย เพราะผมต้องการให้เข้าใจกันทั้งสองฝ่าย"

ตอนนี้ในโซเชียลยังฟอลโล่วกันอยู่ไหม?​ "ฟอลโล่วครับ ผมไม่เคยอันฟอลโล่วใคร ไม่มีเหตุผลที่ผมจะต้องทำ" เราผ่านการนั่งคุยเคลียร์กับน้องเค้ารึยัง? "ไม่ได้มีโอกาส ผมว่าเรื่องนี้เราคุยกันมาตั้งนานแล้ว แล้วส่วนตัวผมก็ยังเป็นพี่ที่ดีอยู่ ยังถามไถ่เค้าอยู่" ตอนนี้ยังมีถ่ายละครกับน้องเค้าอยู่? "ใช่ครับ เดี๋ยวก็เจอกันปกติ" ไม่มีอาการกระอักกระอ่วนใจบ้างเหรอ? "มันก็ต้องมีอยู่แล้วครับ แต่มันอยู่ที่ว่าเราสองคนวางตัวยังไง เราไม่คิด ไม่ได้คิดแย่ต่อกัน ทำงานกันได้ ผมเข้าใจและรู้สึกว่าไม่ได้ไปคาดคั้นอะไร ผมอยากให้เรื่องนี้เงียบไป คนถามมาผมก็ตอบความจริง ไม่ได้ถนัดที่จะมาโกหก เราก็ไม่ค่อยได้เจอกันบ่อยอยู่แล้ว และเราก็ให้เกียรติเค้าเท่าที่เราทำได้แล้ว ก็เลยรู้สึกว่ายังทำงานต่อไป" แฟนคลับเค้าให้กำลังใจเรายังไงบ้าง? "ก็มีนะครับ อย่างที่พวกพี่เห็น อยู่ดีๆ ก็เกิดแฮชแท็กทีมขึ้นมา ซึ่งผมอยากจะบอกให้ตรงกันว่าการทำอย่างนั้นมันไม่ได้ทำให้เรื่องดีขึ้นครับ เราก็ยังเป็นพาร์ตเนอร์ทำงานกันอยู่ พอละครออกมาคุณก็ต้องดูเราอยู่ดี คุณจะไม่มีทางเลือกดูเฉพาะ เพราะยังไงเราก็ร่วมเฟรมเดียวกัน อยากให้ทุกอย่างมันเข้าใจและไม่มีการแบ่งทีม แต่ผมว่าเรื่องนี้ก็จะเบาลงไป เพราะเหมือนน้องเค้าออกมาให้ข่าวแล้วว่า มันเป็นเรื่องของเวลาที่มันผ่านมา" พอจะบอกได้ไหมว่า จริงๆ แล้วปัญหาหลักๆ ของเรื่องนี้คืออะไร?​ "ปัญหามันก็เป็นเรื่องของเวลาครับ ไม่ได้เจอกันบ่อย เรื่องของการคุยกัน ไม่ได้มีโอกาสแฮงก์เอาต์ พอปิดกล้องไปก็ไม่ได้เจอกัน ต่างแยกย้ายกันไปทำงานเรื่องใหม่"

แต่ละคนก็โฟกัสบอกว่าทางแม่ของน้องเค้าไม่ปลื้มเรา? "อันนี้ไม่ทราบ แต่ส่วนตัวผมก็ร่วมงานกับคุณแม่เอสมานาน ก็พูดคุยทักทายกันปกติ ก็ไม่ได้มาถามแกส่วนตัว แกเป็นผู้ใหญ่แล้วครับ แล้วผู้ใหญ่ทุกคนก็ไม่น่าจะคิดแบบนี้ แล้วอีกอย่าง ผมรู้สึกว่าถ้าแม่รู้สึกน้องอึดอัดมากก็คงไม่ปล่อยให้น้องมาทำงานกับผม" ปล่อยให้เรื่องเงียบไปเนอะ? "ใช่ครับ คือผมโอเคนะ แต่ผมน่ะสงสารน้อง ไม่อยากให้น้องมาเจอแบบนี้ ก็อยากให้เข้าใจว่าเราเป็นพี่น้องครับ เดี๋ยวเราต้องทำงานด้วยกัน เปิดกองด้วยกัน เราก็ยังพูดคุยกันบ้าง"

ในกองละคร เห็นว่าบรรยากาศมาคุมากเลย จริงไหม? "เรื่องนี้ผมไม่ตอบแล้วกันครับ" เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น แล้วอย่างนี้จะเป็นเรื่องสุดท้ายที่ได้เล่นกับ เอสเธอร์ รึเปล่า? "อันนี้ก็แล้วแต่ผู้ใหญ่ครับ ผมทำงานได้ ผมยืนยันว่าผมทำงานได้ และผมยังให้เครดิตน้องเสมอนะ ในส่วนตัวผม ผมมองว่าไปทำงานมา พอเจอเค้าเล่นละคร เค้าเป็นคนนึงที่เคมีมันก็ยังเจอกันอยู่นะครับ ไม่ว่าโอกาสไหนถ้ามีโอกาสที่ดีมีบทที่เหมาะสมก็ยินดีที่จะร่วมงานกับคนที่ทำให้เราประสบความสำเร็จ" ตอนนี้สภาพจิตใจเราเป็นยังไงบ้าง?​ "ก็เหนื่อยนะครับ คือผมเข้าใจแหละว่าทัศนคติของคนแตกต่างกัน คนมองก็แตกต่างกัน บางคนอาจจะมองว่าเราทำถูก บางคนอาจจะมองว่าเราทำผิด ทำไมผู้ปกครองของแต่ละฝ่ายเข้ามายุ่งกัน ผมรู้สึกว่ามันเหนื่อยที่จะอธิบายให้ทุกคนเข้าใจ และมันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาเล่าให้ทุกคนได้ฟัง ผมรู้สึกว่ามันก็เป็นแค่เรื่องของคนสองคนที่ร่วมงานกัน แล้วเวลามันไม่ได้เจอกันหรือทำงานด้วยกัน มันก็มีเวลาของตัวเองเข้ามาที่ไม่ล้ำเส้นของกันและกันเท่านั้น มันก็อาจจะมีบ้าง แต่ผมยังต้องทำงานต่อ แล้วผมต้องใช้กำลังกับเรื่องการทำงานเยอะ จะมาเหนื่อยไม่ได้"

แล้วแฟนคลับคู่จิ้นเราว่ายังไงบ้าง?​ "จะบอกว่าเฉยๆ ก็คงโกหกไป เค้าคงมีรีแอ็กกันบ้าง ในเรื่องของการแท็กภาพมาว่าคิดถึง คือผมก็บอกว่าไม่เป็นไร รออีกสัก 2 เดือน เดี๋ยวภาพละครมันก็ออกมา ซึ่งเรื่องนี้เราตั้งใจกันทำงาน แล้วมันถ่ายยากกว่า เล่ห์รตี อีกด้วย ซึ่งมันเป็นพีเรียด ผมว่าทุกคนน่าจะหายคิดถึง แต่ว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้าย สักวันอาจจะลืม หรือจังหวะที่เหมาะสมก็อาจจะกลับมาเจอกันอยู่แล้ว เอาปัจจุบันตรงนี้ก่อน" เหลือที่ต้องถ่ายทำอีกกี่คิว?​ "เหลือประมาณ 10 กว่าคิวครับ แต่มันเป็นช่วงที่อวสานเรื่องพอดี" พอเข้าบทปุ๊บเราก็สลัดเรื่องอื่นออกไป? "ใช่ครับ ทั้งตัวน้องและตัวผม เราตั้งใจทำงานนะ เราก็อยากให้งานมันออกมาดี เราก็ต้องยอมรับว่าน้องเค้าเล่นละครดี"  

ใช้ประสาทแยกออกยากไหม ระหว่างเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว? "ผมว่าทุกคนเข้าใจดีแหละครับ ขนาดเวลาที่ไปเรียน เราไม่สบายเรายังแยกไม่ออกเลยว่าจะโดดเรียนหรืออะไร" ความรู้สึกมุ้งมิ้งน่ารักในเรื่องมันจะเบาลงไหม? "ในพาร์ตงาน ผมทำเหมือนเดิมนะครับ ผู้กำกับสั่งยังไงผมก็ต้องทำ และเราก็ใช้สิ่งที่เราคุ้นเคยกันอยู่แล้วเล่นด้วยกัน ผมไม่ได้อคติ และตัวผมไม่ได้คิดลบกับเค้า ไม่อย่างนั้นผมมองตากันไม่ได้ ผมคิดดีและเจตนาดีเสมอ".