มหาเถรสมาคม ยืนตามศาลชั้นต้น จบคดี 'ธัมมชโย' - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

มหาเถรสมาคม ยืนตามศาลชั้นต้น จบคดี 'ธัมมชโย'

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ก.พ. 2559 17:37
38,195 ครั้ง


รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาเเห่งชาติ ออกมายืนยัน ในที่ประชุมมหาเถรสมาคมวันนี้สรุปว่า จะไม่มีการพิจารณาความผิดของพระธัมมชโยอีก หลังเสร็จสิ้นกระบวนการตัดสินตั้งเเต่ในศาลชั้นต้นเเล้ว พร้อมส่งหนังสือชี้เเจงถึงดีเอสไอ12ก.พ.นี้

เมื่อวันที่ 10 ก.พ. ที่อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) พุทธมณฑล จ.นครปฐม มีการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ในวาระปกติ โดยมีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธาน โดยการประชุมครั้งนี้ มีการพิจารณาวาระสำคัญ คือ คำชี้แจงที่ทางสำนักงานพระพุทธศาสนา จะตอบกลับไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ หลังจากที่ดีเอสไอ มีหนังสือสอบถามมายังสำนักงานพระพุทธศาสนา และมหาเถรฯ เกี่ยวกับกรณีที่ดีเอสไอได้ตรวจสอบพระลิขิต สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เกี่ยวกับกรณีพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) ปัจจุบันดำรงสมณศักดิ์ที่ พระเทพญาณมหามุนี เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และทางดีเอสไอ ยืนยันว่า พระลิขิตมีผลตามกฎหมาย จึงต้องการสอบถามมายังมหาเถรฯ และสำนักงานพระพุทธศาสนา ถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามที่มีการร้องเรียนให้เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ต้องอาบัติปาราชิกจากคดียักยอกเงิน และที่ดินตามพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราช

ภายหลังการประชุมเกือบ 2 ชั่วโมง นายชยพล พงษ์สีดา รองผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ แถลงผลการประชุมว่า มหาเถรฯ เห็นชอบคำชี้แจงที่ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ จะตอบกลับไปยังดีเอสไอ เกี่ยวกับกรณีเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย โดยในคำชี้แจงดังกล่าว ได้มีการอธิบายถึงขั้นตอนการดำเนินงานเกี่ยวกับกรณี เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ตั้งแต่เกิดเรื่อง รวมทั้งเรื่องพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเรื่องพระลิขิตนั้นทางมหาเถรฯในยุคนั้นได้หารือกัน และได้มีมติที่จะสนองตามพระลิขิต แต่การดำเนินงานจะต้องเป็นไปตามกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคม โดยหารือกันว่า จะมีการดำเนินการอย่างไร

ขณะเดียวกัน ในตอนนั้นก็มี นายมาณพ พลไพรินทร์ และนายสมพร เทพสิทธา ยื่นร้องเรียนต่อเจ้าคณะภาค 1 ในขณะนั้นพอดี แต่เจ้าคณะภาค 1 พิจารณาว่า ผู้ที่มาร้องเรียนมีวาจาเชื่อถือไม่ได้ จึงไม่รับคำร้อง แต่มหาเถรฯ มีการพิจารณาว่า กรณีดังกล่าวสามารรับคำร้องไว้และดำเนินการตามขั้นตอนของคณะสงฆ์ พร้อมทั้งมีการหารือข้อกฎหมายกับทางรัฐบาลด้วย แต่เจ้าคณะภาค 1 ก็ไม่ยอมดำเนินการตาม มหาเถรฯจึงมีมติปลดเจ้าคณะภาค 1 รูปดังกล่าว และตั้งเจ้าคณะภาค1 รูปใหม่ มาดำเนินการ และหยิบคำร้องดังกล่าวมาพิจารณาดำเนินการ ช่วงต้นปี 2543 ขณะเดียวกัน ในขณะนั้นก็มีการดำเนินการตามกฎหมายบ้านเมืองด้วย เนื่องจากทางกรมการศาสนา ได้มีการไปยื่นฟ้องต่อกองปราบปราม และเมื่อมีการดำเนินการทางกฎหมายทางโลก ขั้นตอนของคณะสงฆ์ต้องหยุดดำเนินการก่อน

นายชยพล กล่าวต่อไปว่า ต่อมาเมื่อมีการถอนฟ้องคดีเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายเมื่อปี 2549 ทางคณะสงฆ์ก็หยิบกรณีดังกล่าวมาพิจารณาต่อ ขณะเดียวกัน นายมาณพ ก็ขอถอนฟ้อง และเมื่อมีการพิจารณาคุณสมบัติของ นายสมพร ก็พบว่า คำร้องไม่สมบูรณ์ จึงไม่รับคำร้อง และมีการแจ้งไปยังนายสมพร ให้รับทราบแล้ว ซึ่งนายสมพร ก็ไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน จึงถือว่า กระบวนการสิ้นสุดตั้งคณะผู้พิจารณาชั้นต้นแล้ว และมหาเถรฯไม่มีอำนาจที่จะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาด้วยตัวเอง ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวทั้งหมดคณะสงฆ์ดำเนินการตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 11(พ.ศ.2521) ว่า ด้วยการลงนิคหกรรม ส่วนในการประชุมครั้งนี้มหาเถรฯ ไม่ได้มีมติว่า เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ปาราชิก หรือไม่ปาราชิก แต่มีมติเห็นชอบข้อชี้แจงที่ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ จะตอบไปยังดีเอสไอ ส่วนเรื่องพระลิขิตนั้น ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาฯเอง ก็ยังไม่เคยได้รับต้นฉบับ จึงเห็นว่า ไม่ควรนำออกมาเผยแพร่ แต่ในขณะที่เกิดเรื่องมหาเถรฯ ให้ความสำคัญกับเรื่องพระลิขิตมาก มีการนำเรื่องพระลิขิตเข้าหารือในการประชุม จนออกมาเป็นมติมหาเถรฯ มากกว่า 100 ครั้ง และจะนำมติดังกล่าวแจ้งไปยังดีเอสไอด้วย ภายในวันที่ 12 ก.พ.นี้

เมื่อถามว่าแบบนี้ถือว่า เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายปาราชิกหรือไม่ นายชยพล กล่าวว่า กระบวนการพิจารณาจบแค่คณะผู้พิจารณาชั้นต้น และยังไม่ถึงขั้นตอนที่จะพิจารณาว่า ต้องอาบัติปาราชิกหรือไม่

ขณะเดียวกันเฟสบุ๊ค “เจ้าคุณเบอร์ลิน พระโสภณพุทธิวิเทศ” ซึ่งเป็นเฟสบุ๊คของ พระโสภณพุทธิวิเทศ ประธานที่ปรึกษาเครือข่ายพระธรรมทูตไทย และกลุ่มชาวพุทธไทยในยุโรป และสหราชอาณาจักร ได้โพสต์ข้อความ พร้อมแนบสำเนาเอกสาร พระลิขิตสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เกี่ยวกับกรณีของ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย จำนวน 5 ฉบับ ระบุโดยสรุปว่า เมื่อ 2 วันก่อน ได้รับการติดต่อจาก "พระผู้ใหญ่ระดับสูงจากไทยรูปหนึ่ง" เป็นพระมหาเถระฝ่ายธรรมยุต ได้เมตตาชี้แจงเรื่องพระลิขิต พร้อมทั้งมอบส่วนหนึ่ง ที่เป็นต้นฉบับ ที่ มส. เรียกเป็นทางการว่า "พระดำริ" ซึ่งเป็นเอกสารชุดที่ไม่เคยปรากฏในที่ใดมาก่อน เพราะเป็นต้นฉบับที่ใช้ในการประชุม มส.ครั้งนั้น เพื่อขอให้พิจารณานำออกมาเผยแพร่ให้ทำความเข้าใจแก่สังคม

โดยที่อ้างกันว่า เป็นพระลิขิต 5 ฉบับนั้น กรมการศาสนายุคนั้นใช้คำว่า "พระอักษร" ฉบับแรกที่ออกมา ไม่ปรากฏมีลายพระนามขององค์สมเด็จพระสังฆราช เหตุการณ์ครั้งนั้น มีเจ้าคุณชั้นราช วัดบวรฯ ได้เดินถือเข้ามาในที่ประชุม มส. ที่ตำหนักเพชร แต่มีการทักท้วงถึงลายเซ็นพระนามสมเด็จพระสังฆราช จึงมีการขอถอนพระอักษรฉบับดังกล่าวกลับไป จากนั้น จึงมีฉบับที่ 2 และฉบับที่ 3 โดยมีข้อความข้างต้นส่วนใหญ่ซ้ำกับฉบับเดิม และไม่ได้มีการส่งไปที่ประชุมของ มส. แต่กลับถูกส่งไปที่กรมการศาสนา โดยให้เหตุผลว่า มส. เลื่อนประชุม ซึ่งกรมการศาสนา นำไปมอบให้เจ้าคณะภาค 1 เลย ไม่ได้นำเข้าแจ้ง มส.

ส่วนฉบับที่ 4 เป็นฉบับที่ถูกนำไปเผยแพร่ทางสื่อมวลชน แต่ก็ไม่มีเจ้าหน้าที่ หรือ กรรมการมส. รูปใดเห็นฉบับจริง จากนั้นก็มีฉบับที่ 5 ออกมา ซึ่งที่ประชุม มส. ทั้งฝ่ายธรรมยุต และมหานิกาย จึงทำ "สัญญัติ" ร่วมกันว่า จะไม่พูดเรื่องนี้ ว่า เป็นพระอักษรจริงหรือไม่ เพื่อรักษาพระเกียรติสมเด็จพระสังฆราช แสดงให้เห็นว่างานนี้น่าจะมีความไม่ปกติ น่าจะมีคณะบุคคลดำเนินการโดยพลการ หรือไม่ แล้วคนที่กำรายละเอียดหมดทุกอย่าง คือ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี หากจะยุติปัญหานี้ ก็ขอให้ดีเอสไอ ไปตรวจสอบดูว่า ใครทำ ทำกี่คน มีจุดประสงค์อะไรแฝง เอกสารพระอักษรฉบับจริงอยู่ที่ไหน ถ้าระดับดีเอสไอทำเรื่องแค่นี้ไม่ได้ คงไม่มีอะไรแนะนำแล้ว

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    77.7%
  • ไม่ชอบ
    16.0%
  • สนุก
    1.2%
  • ประหลาดใจ
    2.0%
  • เสียใจ
    0.7%
  • ให้กำลังใจ
    2.5%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement