'คำนูณ' ชำแหละร่างฯ สอยอำนาจศาล รธน. - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

'คำนูณ' ชำแหละร่างฯ สอยอำนาจศาล รธน.

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ก.พ. 2559 17:59
949 ครั้ง


"คำนูณ" โพสต์เฟซบุ๊ก แจงอำนาจศาล รธน. ระบุมีอำนาจล้นฟ้า ยากเกินทัดทาน เหนือการควบคุม พร้อมกำหนดจริยธรรมให้ตัวเอง-องค์กรอื่นแทนผู้ตรวจการแผ่นดิน

เมื่อวันที่ 10 ก.พ.59 นายคำนูณ สิทธิสมาน สปท.และอดีตโฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ศาลรัฐธรรมนูญสร้างจุดเปลี่ยนทางการเมืองในห้วงวิกฤติของประเทศที่ผ่านมา 10 ปีแล้ว 4 ครั้งใหญ่ คือ กลางปี 2550 (ยุบพรรคไทยรักไทย) ปลายปี 2551 (ยุบ 3 พรรครวมทั้งพรรคพลังประชาชน) กลางปี 2555 (ยับยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550) และต้นปี 2557 (มีผลให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกฯ) ยังมีครั้งใหญ่รองลงมาอีกหลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงปลายปี 2556 ต่อต้นปี 2557 อำนาจที่เพิ่มขึ้นจากเดิมของศาลรัฐธรรมนูญ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงถูกจับตาจากทุกฝ่ายเป็นธรรมดา มาดูกันชัดๆ ว่า อำนาจในส่วนที่เพิ่มขึ้นจากเดิมมีอะไรบ้าง เรียงลำดับตามความสำคัญในมุมมองของตน 1. อำนาจพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่ และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรอิสระ - มาตรา 205 (2) เป็นอำนาจที่เขียนไว้สั้นๆ แต่กว้างขวางมาก จุดมุ่งหมายเพื่อยับยั้งวิกฤติทุกประเภท 2. อำนาจวินิจฉัยกรณีไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หากกรณีนั้นไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่จะยกมาปรับใช้ได้ - มาตรา 207 นี่เป็นอำนาจกว้างขวางมากพอๆ กับข้อ 1 เพราะเดิมเคยเป็นบทบัญญัติมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ที่อยู่ในบททั่วไปของรัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจของทุกองค์กรที่ใช้อำนาจรัฐ คราวนี้โยกจากบททั่วไปมาอยู่ในหมวดศาลรัฐธรรมนูญ ที่แยกออกมาจากหมวดศาลเป็นครั้งแรกอีกเช่นกัน เมื่อรวมอำนาจข้อ 2 เข้ากับข้อ 1 จะถือเป็นอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดที่ครอบคลุมทุกปัญหา นัยว่าจะเป็นการยับยั้งวิกฤตได้ทุกระดับ โดยไม่ต้องพึ่งการรัฐประหาร 3. อำนาจวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านขั้นตอนรัฐสภาที่ยากมากแล้วมีลักษณะ 3 ประการนี้หรือไม่ (1) เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ (2) เรื่องที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของศาลและองค์กรอิสระ (3) เรื่องที่ทำให้ศาลและองค์กรอิสระไม่อาจปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ได้ ถ้าเข้าลักษณะประการใดประการหนึ่งใน 3 ประการนี้แล้วทำไม่ได้โดยลำพังรัฐสภาต้องไปประชามติก่อน - มาตรา 253 (8) (9) นี่ก็เป็นอำนาจที่ไม่เคยมีองค์กรใดตามรัฐธรรมนูญเคยมีมาก่อน ถ้าจะมีข้อสังเกตก็คือใน (2) และ (3) เป็นการวินิจฉัยที่เกี่ยวข้องกับองค์กรตนเองด้วย

นายคำนูณ ระบุต่อว่า 4. อำนาจกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมสำหรับศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระที่ ส.ส., ส.ว. และ ครม. จะต้องปฏิบัติ และการวางมาตรฐานว่าการณ์ใดจึงจะเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง - มาตรา 215 และ 265 นี่เป็นอำนาจที่สำคัญมาก เดิมรัฐธรรมนูญ 2550 ให้แต่ละองค์กรกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมกันเองตามเงื่อนไขบังคับขั้นต่ำที่รัฐธรรมนูญวางไว้ และให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นผู้กำกับมาตรฐาน 5. อำนาจวินิจฉัยวินิจฉัยการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมทั้ง ส.ส., ส.ว., รัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี - มาตรา 231เดิมตามรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นส่วนหนึ่งในอำนาจถอดถอนของวุฒิสภาเท่าที่อ่านมาหลายรอบ อำนาจที่เพิ่มขึ้นก็มีเพียงเท่านี้ อาจจะยุบรวมข้อ 4 กับ 5 เข้าด้วยกันก็ได้ ก็พูดได้ว่าเพิ่มขึ้นแค่ 4 กลุ่ม ไม่มาก แต่บังเอิญเบิ้มๆ ทั้งนั้นนอกจากนั้นเป็นอำนาจเดิมตามรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ เช่นวินิจฉัยคุณสมบัติของ ส.ส. ส.ว. และรัฐมนตรี เพียงแต่คุณสมบัติที่เพิ่มขึ้นอย่างเข้มข้น ก็ทำให้อำนาจวินิจฉัยที่มีอยู่แต่เดิมมีความสำคัญต่อการเมืองยิ่งขึ้นกว่าเดิมมากต้องพูดอีกด้านด้วยว่าอำนาจมากเช่นนี้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญถูกควบคุมอย่างไร ตอบได้ว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญถูกควบคุมและดำเนินคดีได้เหมือนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และตำแหน่งการเมืองอื่นในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมทั้งการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงด้วย - มาตรา 231 (1) (2)

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    25.4%
  • ไม่ชอบ
    17.5%
  • สนุก
    31.7%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    1.6%
  • ให้กำลังใจ
    23.8%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement