รวมวิกฤติเหตุการณ์ลูกหนังไทย ในสไตล์ 'ไทยแลนด์ โอนลี่' - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

รวมวิกฤติเหตุการณ์ลูกหนังไทย ในสไตล์ 'ไทยแลนด์ โอนลี่'

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ก.พ. 2559 06:00
16,404 ครั้ง


หลังจากผ่านพ้นรอบปีที่ผ่านมา วงการฟุตบอลไทยมีเรื่องให้ดราม่าและวุ่นวายใจกันในหลายประเด็น รวมถึงประเด็นระดับชาติในการเลือกตั้งนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ คนใหม่ ที่จะเริ่มหย่อนบัตรกันในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ลุกลามจากสนามหญ้าไปถึงศาลอยู่ในหลายคดีด้วยกัน...

ทีมข่าวกีฬาไทยรัฐออนไลน์ ได้รวบรวมนำเอาประเด็นดราม่าที่สุดวุ่นวายในสไตล์ว้าวุ่น ตามแบบฉบับของ "ไทยแลนด์ โอนลี่" ที่ไม่เหมือนใคร และไม่น่าจะมีใครอยากเหมือนตลอดช่วงปีที่ผ่านมา และได้แต่ภาวนาว่าในปี 2559 หรือ 2016 ฟุตบอลไทยจะผ่านวิกฤติความวุ่นวาย เพื่อก้าวข้ามไปพบกับเส้นทางที่สดใสในวันข้างหน้า

เพื่อนรัก(เกือบ)หักเหลี่ยมโหด    

ฟุตบอลทีมชาติไทยถือว่าอยู่ในช่วงของขาขึ้นไม่น้อย เมื่อสามารถไต่อันดับฟีฟ่าขึ้นมาได้อย่างต่อเนื่อง จนกลับมายึดตำแหน่งเจ้าอาเซียนอีกครั้ง พร้อมกับการผ่านเข้าสู่รอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2018 รอบที่ 3 ได้ค่อนข้างแน่นอนแล้ว ถึงแม้จะมีโปรแกรมนัดสุดท้ายพบกับ "อิรัก" ก็ตาม    

แต่เรื่องราวในแคมป์ฟุตบอลไทยกลับเกิดเหตุการณ์ดราม่าขึ้นแบบสายฟ้าแลบ เมื่อ "โค้ชโชค" โชคทวี พรหมรัตน์ ผู้พาทัพนักเตะยังเติร์กป้องกันแชมป์ซีเกมส์ 2015 ที่ประเทศสิงคโปร์ เกิดความไม่เข้าใจกับ "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง กุนซือใหญ่ทีมชาติไทย จนกระทั่งเตรียมเปิดหมวกอำลาการทำหน้าที่ในทีมชาติไปด้วย    

"ซิโก้" และ "โชคทวี" จับมือกันได้ในท้ายที่สุด เพื่อร่วมกันทำงานให้กับทีมชาติไทย

แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งสองคนสามารถเคลียร์กันได้อย่างลงตัว เมื่อนายวรวีร์ มะกูดี นายกสมาคมฟุตบอลในขณะนั้น อาสาเป็นกาวใจให้กับทั้งคู่เคลียร์ความขัดข้องหมองใจจนผ่านไปได้สำเร็จ และกลับมาผนึกกำลังกันเตรียมทีมชาติไทยชุดปรีโอลิมปิก เพื่อคว้าตั๋วลุยศึกใหญ่ต่อไปในท้ายที่สุด

เปิดฤดูกาลใหม่ บอลไทยว้าวุ่น    

หลังเสร็จสิ้นนัดสุดท้ายของการแข่งขันศึกฟุตบอลไทย พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2015 ไป ดูเหมือนว่าอะไรหลายอย่างจะครบถ้วนสมบูรณ์ แต่จนกระทั่งแล้วก็ต้องเกิดเรื่องราวดราม่าขึ้น เมื่อ "บิ๊กเปี๊ยก" ดร.องอาจ ก่อสินค้า ประธานทีพีแอล ประกาศก้องพร้อมเพิ่มทีมไทยลีกในฤดูกาล 2016 จากเดิม 18 เป็น 20 ทีม เพื่อรองรับกรณีพิพาทของหลายทีมที่ยังไม่ได้ข้อยุติ ส่งผลให้เกิดกระแสความไม่พอใจเกิดขึ้นทั้งกับทีมในลีกสูงสุด รวมทั้งเหล่าบรรดาแฟนบอลที่ออกมาคัดค้านแนวคิดนี้แบบหัวชนฝา ส่งผลให้ตัวแทนจาก ชลบุรี เอฟซี และ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ลาออกจากการทำหน้าที่บอร์ด ทีพีแอล อีกด้วย    

ทัพนักเตะมังกรไฟต้องดิ้นรนทั้งฤดูกาลเพื่อความอยู่รอด

แต่อย่างไรก็ตาม ผลพวงจากปัญหาด้านการเงินและคลับไลเซนซิ่งของทีมที่ได้สิทธิ์เลื่อนชั้นจากดิวิชั่น 1 ทำให้ปัญหาดังกล่าวได้ทุเลาเบาบางลงไปบ้าง พร้อมกับที่ว่างให้ทีมที่ตกชั้นไปแล้วอย่าง "มังกรไฟ" บีอีซี เทโรศาสน ได้กลับมาโลดแล่นบนลีกสูงสุดอีกครั้ง พร้อมกับการทุบโต๊ะยืนยันครั้งสุดท้ายว่า "ไทยพรีเมียร์ลีก 2016" จะมี 18 ทีมเช่นเดิม และการแข่งขันไม่ยืดเยื้อ เพื่อมีเวลาให้กับทีมชาติเตรียมทีมสู้ศึกใหญ่ที่กำลังรออยู่ข้างหน้า

ทัพ "มังกรไฟ" กับวันที่ไร้หางเสือ    

หลังจากไม่สามารถรอดพ้นจากปากเหว ในการหล่นลงสู่ดิวิชั่น 1 ได้ในเกมสุดท้ายของฤดูกาล ทำให้ทีมตำนานบอลไทยอย่าง บีอีซี เทโรศาสน ต้องเผชิญกับมรสุมลูกใหญ่เมื่อ มร.ไบรอัน มาร์คา ประกาศพร้อมขายทีมทันที เนื่องจากหมดกำลังใจในการทำทีม เพราะผลาญงบส่วนตัวในการทำทีมไปแล้วกว่า 1,000 ล้านบาท     

รวมถึงในช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ต้องเสียผู้เล่นกำลังสำคัญออกจากทีมไปหลายราย ไม่ว่าจะเป็น "ชนาธิป-พีระพัฒน์-ธนบูรณ์" ที่ถูกยืมตัวไปสวมเสื้อทีมบิ๊กเนมอย่าง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด 1 ฤดูกาล อีกทั้งพี่ใหญ่ของน้องๆ "กัปตันอ้น" รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค โผย้ายซบ สุพรรณบุรี เอฟซี ด้วยเช่นกัน รวมถึงอนาคตที่ไม่แน่นอนของดาวรุ่งเนื้อหอมอย่าง ทริสตอง โด และ สมพร ยศ ที่โชว์ฟอร์มได้ดีในการแข่งขัน ยู-23 ชิงแชมป์เอเชีย ก็ยังไม่แน่ว่าจะยังอยู่ช่วยทีมต่อไปหรือไม่ในฤดูกาลที่จะถึงนี้    

3 ลูกหม้อคนสำคัญของมังกรไฟ ที่ต้องเปลี่ยนสีเสื้อในฤดูกาลใหม่ด้วยสัญญายืมตัว

ถึงแม้ในที่สุด จะมีข่าวดีว่านายใหญ่ของอดีตเจ้าบุญทุ่มจะประกาศกลับลำ อยู่โอบอุ้มทีมต่อไปเพื่อรักษาความเป็นตำนานแห่งไทยลีกต่อไป พร้อมกับแต่งตั้ง บรังโก สมิยานิช กุนซือชาวเซิร์บเข้ามารับงาน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะสามารถกอบกู้วิกฤติศรัทธา พร้อมกับชื่อเสียงให้กับมาดีดั่งเดิมได้หรือไม่ กับการได้สิทธิ์เล่นในลีกสูงสุดต่ออีกครั้ง

'มาดามแป้ง' จัดให้! ปล่อยสิงห์คืนสู่ท่าเรือ   

การเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรของนางฟ้าบอลไทย "มาดามแป้ง" นวลพรรณ ล่ำซำ พร้อมกับปฏิวัติโลโก้ใหม่ ด้วยการนำม้าเข้าร่วมอยู่ด้วย แต่กระนั้นก็ยังไม่เป็นที่ถูกใจแฟนบอลสาวก "คลองเตย อาร์มี" เพราะฉายาที่คุ้นเคยอย่าง "สิงห์เจ้าท่า" ยังติดอยู่ในความทรงจำและรอวันกลับมาผงาดอีกครั้ง ซึ่งนายใหญ่ของการท่าเรือก็พร้อมให้คำมั่นสัญญากับเหล่าแฟนคลับว่า จะปรับเปลี่ยนโลโก้ใหม่อย่างแน่นอนก่อนเปิดฤดูกาล 2016    

แต่หลังการเผยโฉมโลโก้ใหม่ ซึ่งมาจากการประกวดได้ไม่นาน ก็เกิดเรื่องราวให้ดราม่าอีกครั้ง เมื่อมีสายสืบโซเชียลเผยว่า โลโก้ที่ชนะเลิศนั้น ไปลอกเลียนแบบของชาวบ้านมาเกือบทั้งดุ้น โดยมีการปรับเปลี่ยนเพียงแค่โทนสีเท่านั้น ทำให้มีคำสั่งด่วนให้ระงับโลโก้ดังกล่าวเอาไว้ก่อน พร้อมกับจะประกาศผลงานชิ้นใหม่อีกครั้ง    

โลโก้ใหม่ของทีม "การท่าเรือ เอฟซี" ที่จะใช้ในการลุยศึกดิวิชั่น 1 ฤดูกาลหน้า

กระทั่งล่าสุด มาดามแป้ง ได้ประกาศในงานเลี้ยงขอบคุณสื่อมวลชนเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ถึงโลโก้ชิ้นใหม่ที่ใช้อย่างเป็นทางการในการสู้ศึกดิวิชั่น 1 ซึ่งมีความสวยงามไม่แพ้ของเก่าเลยทีเดียว และน่าจะถูกใจแฟนบอลอยู่ไม่น้อย เมื่อมีรูปสิงห์กลับมาอยู่บนโลโก้ของสโมสรอีกครั้ง

มหากาพย์เลือกตั้งนายกฯ    

หลังจากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า สั่งพักงานนายกสมาคมฟุตบอลฯ คนก่อน จนทำให้ไม่สามารถลงรับสมัครเลือกตั้งครั้งใหม่หลังจากหมดวาระได้ทัน พร้อมกับมีประกาศิตแต่งตั้ง "เสธ.โต" และทีมงานเข้ามารับหน้าที่จัดการเลือกตั้งใหม่ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว    

เส้นทางที่ฟีฟ่าเข้ามาเคลียร์ให้นั้นดูเหมือนว่าจะเรียบง่าย แต่ก็ไม่วายเจอบททดสอบที่หินไม่น้อย เมื่อเหล่าบรรดาผู้สมัครทั้ง 6 ราย ประกอบไปด้วย "บิ๊กอ๊อด" พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ุม่วง อดีต ผบ.ตร., ดร.ชาญวิทย์ ผลชีวิน อดีตกุนซือทีมชาติไทย, "บิ๊กตั้น" นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ อดีตผู้จัดการทีมเยาวชน 19 ปี ทีมชาติไทย, "บิ๊กหอย" วนัสธนา สัจจกุล อดีตผู้จัดการทีมชาติไทยชุดดรีมทีม, พินิจ สะสินิน อดีตเลขาธิการสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ และ "รองแห้ว" พ.ต.ท.ชัยทรัพย์ ธรัช ฤทธิ์เต็ม ที่ยื่นใบสมัครในนาทีสุดท้าย  

ซึ่งหลังจากการรับสมัครที่วุ่นวายแล้ว อีก 2 ปัจจุบันสำคัญคือ ผู้สมัครบางรายได้ท้วงติงในเรื่องของที่มาตัวแทน 30 เสียงจากลีกภูมิภาค ซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญนั้น มีการคัดเลือกใหม่อีกครั้งด้วยคณะของ "เสธ.โต" และถูกมองว่าไม่ชอบด้วยกฎข้อบังคับ จนนำไปสู่การฟ้องร้องศาลปกครอง แต่สุดท้ายศาลได้มีคำสั่งให้การเลือกตั้งในวันที่ 11 กุมภาพันธ์นี้ มีขึ้นมาตามเดิมต่อไป

"เพื่อนตำรวจ" แชมป์ดิวิชั่น 1 ที่ไร้บัลลังก์  

"เดอะ โปลิส" เพื่อนตำรวจ หนึ่งในตำนานของวงการลูกหนังไทยที่อยู่ยืนยงมากว่า 40 ปี ต้องสะดุดลงอย่างไม่เป็นท่าในการโลดแล่นบนลีกสูงสุดอีกครั้ง เมื่อผู้บริหารติดค้างค่าเหนื่อยของนักเตะอยู่กว่า 5 เดือน ในวงเงินสูงถึง 50 ล้านปอนด์ ซ้ำร้ายกว่านั้น ประธานสโมสรคนปัจจุบันยังถูกตำรวจจับกุมดำเนินคดีข้อหาฉ้อโกงอีกด้วย 

นั่นจึงเป็นที่มาของการสละเรือของทั้งเหล่าสตาฟฟ์และนักเตะคนสำคัญทั้ง "โค้ชแบน" ผู้สานงานต่อจาก "โค้ชแต๊ก" จนพาทีมขึ้นชั้น ก็ย้ายมาคุมทัพกิเลนผยอง "เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด" ส่วน ธีรเทพ วิโนทัย โผซบอีกหนึ่งยอดทีมแห่งเมืองหลวงอย่าง "แข้งเทพ" แบงค็อก ยูไนเต็ด รวมไปจนถึงสองลูกหม้อคนสำคัญอย่าง "กัปตันเก่ง" สุระชาติ สาลีพิมพ์ ที่ถูกทัพกระต่ายแก้วยืมตัว และ ปกเกล้า อนันต์ ก็เปลี่ยนไปสวมเสื้อฉลามชลลุยศึกไทยลีกด้วยเช่นกัน    

"เดอะ โปลิส" แม้จะได้แชมป์ ดิวิชั่น 1 แต่ไม่ได้เล่นไทยลีก

และถึงแม้ว่าในช่วงก่อนถึงเส้นตายของคลับไลเซนซิ่งไม่กี่วัน "บิ๊กย้อย" พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือด้วยการอาสาเคลียร์ปมหลายประเด็น รวมทั้งเงินประกันทีมที่สูงถึง 50 ล้านบาท แต่สุดท้ายปาฏิหาริย์อย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง จนต้องน้อมรับคำตัดสินใจการพักทีมเป็นเวลา 1 ฤดูกาล

"ขุนศึก" ไร้งบ จบเส้นทางไทยลีก    

"ขุนศึก" สระบุรี เอฟซี เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของลีกภูมิภาค เมื่อสามารถไต่เต้าตั้งแต่ในระดับรากหญ้าดิวิชั่น 2 จนขึ้นมาสูดอากาศได้เต็มปอดบนลีกสูงสุด ด้วยฝีมือของเลือดเนื้อเชื้อไขของชาวสระบุรีอย่าง "โค้ชแบน" ธชตวัน ศรีปาน แต่ด้วยความเป็นน้องใหม่ที่ยังอ่อนประสบการณ์ จนต้องเผชิญกับอุปสรรคที่ถาโถมเข้ามาแบบล้มทั้งยืน    

เริ่มตั้งแต่การประกาศลาออกของโค้ชแบน เพื่อรับผิดชอบต่อผลงานในช่วงต้นฤดูกาล จนกระทั่งมาถึงการเชิดเงินสนับสนุนของสปอนเซอร์หลัก ซึ่งทำให้ "บิ๊กป็อก" วีระพล อดิเรกสาร ประธานสโมสรต้องดิ้นรนอย่างหนัก ในการประคับประคองทีมให้สามารถผ่านมาได้จนจบฤดูกาล และเหล่านักเตะเองก็ตอบแทนแฟนบอลได้อย่างดีเยี่ยม ด้วยการพาทีมอยู่รอดได้ในนัดสุดท้ายของฤดูกาล    

แต่แล้วมรสุมลูกใหญ่สุดก็เข้ามาอีกจนได้ เมื่อประธานสโมสรประกาศอำลาตำแหน่ง เนื่องจากไม่สามารถหางบมาสนับสนุนทีมในฤดูกาลใหม่ได้ทัน จนต้องประกาศขายทีม กระทั่ง "เฮียฮ้อ" เข้ามาสร้างความหวังครั้งใหม่ในช่วงก่อนเดดไลน์ แต่สุดท้ายต้องพลิกผันแบบช็อกคนทั้งจังหวัด เมื่อดีลดังกล่าวล้มอย่างไม่เป็นท่า เพราะปัญหาด้านเทคนิค ทำให้สุดท้าย สระบุรี เอฟซี ต้องพับเสื่อกลับบ้านไปอย่างจำยอม และต้องไปเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้งในดิวิชั่น 2 ต่อไป

ดราม่าตั๋วใบสุดท้ายลุยไทยลีก 2016    

ศึกดิวิชั่น 1 ที่ดูเหมือนว่ามาแบบเรื่อยๆ ไม่มีอะไรหวือหวา แต่สุดท้ายกลับมีดราม่าให้แฟนบอลได้หายใจไม่ทั่วท้องอีกครั้ง จากรณีปัญหาการแข่งขันคู่ระหว่าง สุโขทัย เอฟซี เปิดบ้านพบกับ นครปฐม เอฟซี ที่เกมเล่นไปได้ไม่เท่าไร ต้องยกเลิกกลางครัน เพราะพายุฝนที่โหมกระหน่ำลงมาอย่างหนักจนไม่สามารถแข่งต่อได้    

หลังจากยืดเยื้อกันมานานสุดท้ายแล้ว ทีพีแอล ได้มีคำสั่งตัดสินให้ทั้งคู่ต้องเตะใหม่ โดยนับเริ่มตั้งแต่นาทีแรก เพื่อหาผู้ชนะ ซึ่งสามแต้มในเกมนี้ เดิมพันด้วยตั๋วใบสุดท้ายในการขึ้นมาเล่นบนไทยลีก บนสังเวียนเป็นกลางที่สนาม เอสซีจี สเตเดียม รังเหย้าของทีมกิเลนผยอง    

ซึ่งในตอนนี้แรกคาดว่าไม่น่าจะต้องเหนื่อยมากสำหรับทีม "ค้างคาวไฟ" เมื่อผู้จัดการทีมอย่าง "บิ๊กเหน่ง" ดร.ภาณุวัฒน์ สะสมทรัพย์ ออกมายืนยันจะไม่ส่งทีมเข้าเตะนัดดังกล่าวพร้อมกับให้ สุโขทัย ขึ้นชั้นไปได้เลย แต่แล้วก่อนเกมเพียงไม่ถึง 24 ชั่วโมง เจ้าตัวทนเสียงรบเร้าของแฟนบอลไม่ไหว จนต้องกลับลำนำทัพเข้าฟาดฟันเพื่อตั๋วใบสุดท้าย

แต่หลังจบ 90 นาที บนสังเวียน เอสซีจี สเตเดียม กลับกลายเป็นพลพรรคค้างคาวไฟที่เฉือนเอาชนะไปได้แบบหวุดหวิด 1-0 จากผลงานของ กฤษณ เกษมกุลวิไล เก็บตั๋วลุยไทยลีกใบสุดท้ายในฤดูกาล 2016 ได้สำเร็จ ตามหลัง บีบีซียู เอฟซี และ พัทยา ยูไนเต็ด รวมทั้งเป็นการขึ้นสู่ลีกสูงสุดครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ สุโขทัย เอฟซี ด้วยเช่นกัน

กุนซือ "ไทยลีก" ต้องทำใจ มาไวก็ไปไวได้เช่นกัน  

ในรอบปีที่ผ่านมามีการหมุนเวียนเปลี่ยนสลับตำแหน่งกุนซือกันอย่างมากมาย แต่ที่ถูกพูดถึงกันอย่างมากมายมีอยู่ 2 ทีม ที่เปลี่ยนกุนซือบ่อยจนแฟนบอลแทบจำกันไม่ทันเลยทีเดียว    

ทีมแรกคือ การท่าเรือ เอฟซี ที่ถึงแม้มาดามแป้งจะเข้ามาทำทีม แต่ก็ยังไว้วางใจให้กับ "น้าฉ่วย" สมชาย ชวยบุญชุม คุมทีมต่อไป แต่เพียงแค่ไม่กี่นัด อดีตกุนซือขวัญใจชาวแม่กลองเปิดหมวกลาไปเป็นรายแรกของซีซั่น เนื่องจากตอบโจทย์ผู้บริหารไม่ได้ จากนั้น อ.ไพฑูรย์ เลิศวิมลรัตน์ ก็เข้ามารับเผือกร้อน แต่ยังพลิกสถานการณ์ไม่ได้ เช่นเดียวกับ แกรี สตีเวนส์, สมชาย ทัพย์เพิ่ม และถึงแม้ "วาดะซัง" มาซาฮิโร วาดะ ที่ถูกดึงตัวกลับมาทำงานในไทยลีกอีกครั้ง ก็ไม่สามารถสร้างปาฏิหาริย์ได้ แต่ยังได้รับโอกาสพาทีมลุยดิวิชั่น 1 เพื่อขึ้นสู่ไทยลีกให้ได้ภายในปีเดียว    

"โค้ชแบน" กับหน้าที่ใหม่ในการคุมทัพกิเลนผยอง

ส่วนอีกทีมคือ "มังกรไฟ" บีอีซี เทโรศาสน เป็นอีกหนึ่งรายที่ใช้กุนซือเปลืองพอๆ กับคาสโนวาหนุ่มเปลี่ยนคู่ควง โดยเริ่มออกสตาร์ตฤดูกาลด้วย โบซิดาร์ บันโดวิช แต่อยู่ไม่นานก็ถูกแทนที่ด้วย เคนนี ชิลส์, มานูเอล คาจูดา แต่สถานการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้น จนต้องหวนกลับมาใช้บริการของ "กัปตันอ้น" รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค คุมทีมปิดท้ายซีซั่นที่ผ่านมา

"สุพรรณฯ" ชวดบู๊ถ้วยเอเชีย เพราะคลับไลเซนซิ่ง    

หลังสิ้นเสียงนกหวีดของกรรมการในเกมนัดสุดท้าย ฤดูกาล 2015 เหล่าแฟนคลับช้างศึกยุทธหัตถีได้เริงร่ากันแบบหน้าชื่นตาบาน เมื่อทีม "สุพรรณบุรี เอฟซี" จบในอันดับที่ 3 ของตาราง พร้อมกับสิทธิ์ในการเป็นตัวแทนของไทย เพื่อลุยศึกฟุตบอล เอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก 2016 รอบคัดเลือก รอบ 3     

แต่แล้วสถานการณ์สุดช็อกแฟนบอลเมืองขุนแผนก็กระจายไปทั่วสยามประเทศ เมื่อสหพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย หรือ เอเอฟซี ส่งหนังสือถึงสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ยืนยันสิทธิ์ในการเข้าร่วมฟุตบอลถ้วยเอเชียในซีซั่น 2016 ด้วยชื่อของทีม "ฉลามชล" ชลบุรี เอฟซี ไม่ใช่ สุพรรณบุรี เอฟซี เนื่องจากไม่ผ่านการประเมินคลับไลเซนซิ่งของ เอเอฟซี

ถึงแม้ว่า "บิ๊กท็อป" จะมีการยื่นเรื่องเพื่อขอให้ ทีพีแอล ช่วยเหลือ แต่สุดท้ายบรรทัดฐานในระดับเอเชียที่มีความตรงไปตรงมาและชัดเจน ยังยืนยันคำเดิมในการให้สิทธิ์ "ฉลามชล" ร่วมบู๊เช่นเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง

"สุพรรณบุรี เอฟซี" อันดับ 3 ไทยลีก 2015 แต่ต้องพลาดลุยถ้วยเอเชียเพราะคลับไลเซนซิ่ง

ปฏิวัติโควตาต่างชาติ กรณีศึกษา "แข้งเทพ-มังกรไฟ"    

เกิดความวุ่นวายขึ้นอีกครั้งเกี่ยวกับโควตาต่างชาติในการแข่งขันฟุตบอลไทย โดยล่าสุดในเกมไทยพรีเมียร์ลีกคู่ระหว่าง แบงค็อก ยูไนเต็ด พบกับ บีอีซี เทโรศาสน ที่หลังจบ 90 นาที ทีมแข้งเทพเป็นฝ่ายชนะในเกม 1-0 แต่ทีมมังกรไฟยื่นประท้วงเหตุคู่แข่งส่งผู้เล่นต่างชาติผิดกฎ ทำให้เป็นฝ่ายพลิกกลับมาเอาชนะได้ในสกอร์ 3-0    

แต่แล้วทุกอย่างกลับพลิกผันอีกครั้ง เมื่อคณะอนุกรรมการกลั่นกรองอุทธรณ์ฯ ชี้ว่ากฎที่เขียนไว้ก่อนหน้านี้มีความคลุมเครือและไม่ชัดเจน จึงต้องยกประโยชน์ให้จำเลยด้วยการยืนผลการแข่งขันตามเดิมใน 90 นาที ทำให้ บีอีซีฯ ต้องหล่นลงไปรั้งรองบ๊วยในทันที และมีผลอย่างมากต่อการดิ้นรนหนีตกชั้นกับทุกทีมในโซนท้ายตาราง  

บีอีซี เทโรศาสน ยังได้อยู่ในไทยลีกต่ออีกหนึ่งซีซั่น

นั่นจึงเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจ สำหรับไทยพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลต่อไป เพื่อให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น และป้องกันประวัติศาสตร์ซ้ำรอยจนส่งผลกระทบไปถึงโครงสร้างของลีกในอนาคตด้วยเช่นกัน

นับจากวันนี้ต้องคอยดูกันต่อไปว่า วงการฟุตบอลไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร หลังจบการเลือกตั้งนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ คนใหม่ ในวันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์นี้ เมื่อเป้าหมายของทั้งฟุตบอลลีกและทีมชาติไทยต่างถูกจับจ้องและเฝ้ามองจากสายตาของแฟนบอลไทยทั้งประเทศ...

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    24.6%
  • ไม่ชอบ
    12.0%
  • สนุก
    21.8%
  • ประหลาดใจ
    1.4%
  • เสียใจ
    14.1%
  • ให้กำลังใจ
    26.1%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement