ปฏิรูปสีกากี สกัดลื่นไหล พนง.สอบสวน หรือปรากฏการณ์ 'สมองไหล' จะปะทุอีก! - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2559
advertisement

ปฏิรูปสีกากี สกัดลื่นไหล พนง.สอบสวน หรือปรากฏการณ์ 'สมองไหล' จะปะทุอีก!

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ก.พ. 2559 05:30
15,460 ครั้ง


ปรากฏการณ์ 'สมองไหล' กำลังจะย้อนกลับมาทำลายระบบพนักงานสอบสวนหรือไม่? ความแปลกแยกคิดต่างของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประเด็นมุ่งเน้นปรับเปลี่ยนหลักหลักเกณฑ์พนักงานสอบสวน (พงส.) ทั่วประเทศไทย หลังจากมีการออกคำสั่งโดยหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้ ม.44  ขณะเดียวกัน คณะทำงานกำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวน ยืนยัน ทั้งหมดเป็นขั้นตอนแรกของการปฏิรูปตำรวจให้สามารถก้าวหน้าในอาชีพ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

ทั้งนี้จะเริ่มนำหลักเกณฑ์ดังกล่าวมาปรับใช้ในการแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งข้าราชการตำรวจระดับรองผู้บังคับการ (รอง ผบก.-สารวัตร (สว.)) ประจำปี 2558 ที่จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ จากเดิมที่สั่งให้ทุกหน่วยดำเนินการมีคำสั่งแต่งตั้งในวันที่ 26 ก.พ.และคาดว่ามีผลใช้บังคับในวันที่ 1 มี.ค.2559 เมื่อมีการยกเลิกความในมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ทำให้ตำแหน่งพนักงานสอบสวนก็จะไม่อยู่ในข้อกำหนดตำแหน่ง จึงไม่นำมานับรวมในการแต่งตั้งตามปกติ

สำหรับตำแหน่งพนักงานสอบสวนเป็นตำแหน่งที่จะต้องอยู่กับสำนวนคดี รับผิดชอบคดีหนักกว่าตำแหน่งอื่นๆ ทำให้ก่อนปี 2547 จึงมีพนักงานสอบสวนทั่วประเทศ อยากจะวิ่งย้ายไปอยู่ในฝ่ายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสืบสวน ฝ่ายปราบปราม ฝ่ายจราจร ฯลฯ ทำให้ตำแหน่งพนักงานสอบสวนค่อนข้างขาดแคลน

กระทั่งต่อมาปี 2547 ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ข้าราชการตำรวจที่ดำรงตำแหน่งพนักงานสอบสวนจะสามารถมีการปรับเลื่อนชั้นขึ้นเมื่อครบหลักเกณฑ์ เมื่อทำสำนวนคดีครบตามกำหนด สามารถลื่นไหลขึ้นไปโดยอัตโนมัติ ทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีข้าราชการตำรวจที่เต็มใจจะอยู่ในตำแหน่งพนักงานสอบสวนเพิ่มขึ้นเพื่อรอปรับเลื่อนตามวาระ ถือเป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทน

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

แต่มาถึงวันนี้ มีการยกเลิกความในมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 จากคณะคสช. ยกเลิกการปรับตำแหน่งเมื่อครบวาระ หรือการลื่นไหลขึ้นไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นไปได้ว่าปรากฏการณ์สมองไหลเมื่อ 10 กว่าปีก่อน อาจจะกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้ง พนักงานสอบสวนเกือบจะทั่วประเทศรู้สึก "ไม่แฟร์" ที่คณะ คสช.ได้ใช้มาตรา 44 ยกเลิกกฎกติกาดังกล่าวออกไป

ส่งผลให้ตัวแทนสหพันธ์พนักงานสอบสวนแห่งชาติ ดาหน้าเข้ามายื่นจดหมายขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ได้ทบทวนพิจารณายื่นหนังสือขอความเป็นธรรม กรณียกเลิกลื่นไหล พนักงานสอบสวน ประมาณ 700 คน ถือว่าไม่เป็นธรรม ถือเป็นการปฏิรูปที่ไม่ถูกต้อง

ต่อมา พ.ต.ท.จันทร์ ชัยสวัสดิ์ พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ (หัวหน้าสอบสวน) สถานีตำรวจนครบาลเทียนทะเล ในฐานะเลขาธิการสหพันธ์พนักงานสอบสวนแห่งชาติ ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ทบทวนคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 6/2559 และฉบับที่ 7/2559 เรื่อง การคัดเลือกหรือการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ซึ่งเกี่ยวกับการยุบเลิกตำแหน่งและเงินประจำตำแหน่งพนักงานสอบสวน เนื่องจากคำสั่งดังกล่าวสร้างเคราะห์กรรมให้กับพนักงานสอบสวนระดับผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นไปเป็นอันมากอย่างไม่คาดคิด การปลดพนักงานสอบสวนไปประมาณ 700 คน โดยไม่มีงานทำ ไม่มีหน่วยงาน ไม่เป็นการปฏิรูปที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ หลักกฎหมาย และรัฐธรรมนูญที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด จึงอยากร้องขอความเป็นธรรม

ขณะที่ พ.ต.อ.ภรภัทร เพ็ชรพยาบาล พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ สถานีตำรวจภูธรบางปู ในฐานะประธานสหพันธ์พนักงานสอบสวนแห่งชาติ เปิดเผยว่า เดิมความในมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 หมวด 1 ว่าด้วยตำแหน่งและการกำหนดตำแหน่ง จะมีพนักงานสอบสวนคู่กับตำแหน่งรองสารวัตร (รอง สว.) พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการคู่ตำแหน่งสารวัตร (สว.) พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษคู่กับรองผู้กำกับการ (รอง ผกก.) พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิคู่กับผู้กำกับการ พนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญคู่กับรองผู้บังคับการ (รอง ผบก.) ซึ่งตามหลักเกณฑ์การแต่งตั้งที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ประกาศออกมาในกฎ ก.ตร. ระบุการพิจารณาแต่งตั้งสูงขึ้นยึดหลักอาวุโส 33% ซึ่งจะรวมพนักงานสอบสวนไว้ด้วย แต่เมื่อยกพนักงานสอบสวนออกไปก็จะหมดสิทธิ์เลื่อนขึ้นตามอาวุโส 33% ทันที

"การออกคำสั่งของคณะ คสช. มีผลต่อขวัญกำลังใจพนักงานสอบสวนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องถูกตัดสิทธิ์จากการแต่งตั้งโยกย้าย ไม่ให้ออกมาเติบโตในสายงานหลัก แม้พนักงานสอบสวนจะพยายามทำงานเต็มที่เพื่อประชาชน แต่เมื่อขวัญกำลังใจไม่มีก็คงทำงานตามหน้าที่ ด้วยใจปวดร้าว" พ.ต.อ.ภรภัทร กล่าว

พ.ต.อ.ภรภัทร เปิดเผยอีกว่า ทางประธานสหพันธ์พนักงานสอบสวนแห่งชาติ คงจะมีการพูดคุยกับสมาชิกถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แต่คงเคลื่อนไหวอะไรได้ไม่มาก เพราะเป็นคำสั่ง คสช. ไม่ใช่ กฎ ก.ตร. หรือนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เรายังสามารถออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมได้บ้าง แต่เมื่อเป็นคำสั่ง คสช. ก็คงทำได้อย่างเดียว คือการก้มหน้ารับและปฏิบัติตาม

"คำสั่งนี้เป็นการทำให้การทำงานของพนักงานสอบสวน (พงส.) เหมือนย้อนกลับไปเป็นเหมือนเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เป็นการตัดตอนและลดอำนาจพนักงานสอบสวน ต่อจากนี้อาจทำให้พนักงานสอบสวนเหนื่อยขึ้น ซ้ำยังไม่มีการแต่งตั้งมาทดแทน ถือว่าไม่แฟร์ ปัจจุบันยิ่งแทบจะไม่มีใครอยากมาทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว อยากให้คณะ คสช. ฟังให้ครบทุกฝ่ายก่อนที่จะพิจารณาตัดสินใจ ไม่ทราบว่าท่านคิดอะไร ผลที่จะออกมาคือประชาชนจะต้องเดือดร้อนอย่างแน่นอน เนื่องจากพนักงานสอบสวนเป็นผู้ที่สำคัญในกระบวนการยุติธรรมขั้นต้นก่อนที่จะไปถึงอัยการ และผู้พิพากษาเพื่ออำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน" พ.ต.อ.ภรภัทร กล่าว

โฆษกประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยคณะทำงานพิจารณาการกำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวนตามคำสั่ง คสช. ม.44 ร่วมแถลงชี้แจง

พล.ต.ต.สรไกร พูลเพิ่ม ในฐานะคณะทำงานพิจารณาการกำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวนตามคำสั่ง คสช. ม.44 ฉบับที่ 6 และ 7 ที่กำหนดยกเลิกตำแหน่งพนักงานสอบสวน ออกมายืนยันว่า ไม่ใช่การลดอำนาจการทำงานของตำรวจ แต่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ข้าราชการตำรวจที่มีหน้าที่ในการสอบสวน สามารถเปลี่ยนสายงานและขึ้นตำแหน่งผู้บริหารสถานีตำรวจได้ เพราะที่ผ่านมาตำแหน่งพนักงานสอบสวนเป็นการทำงานเฉพาะด้าน ทำให้เวลาพิจารณาเลื่อนตำแหน่งเกิดความเสียเปรียบกับตำแหน่งอื่นที่มีความเชี่ยวชาญหลายด้าน

"เพื่อให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด จึงยกเลิกความในมาตรา 44 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ที่มีการกำหนดตำแหน่งดังกล่าว แต่ปรับให้สู่ตำแหน่งหลัก ตั้งแต่รองสารวัตร ถึงรองผู้กำกับ ซึ่งถึงแม้จะยกเลิกตำแหน่งพนักงานสอบสวน แต่เงินประจำตำแหน่งยังได้รับเช่นเดิม ซึ่งปัจจุบันมีพนักงานสอบสวนจำนวน 10,438 คน" พล.ต.ต.สรไกร  กล่าว 

พร้อมยืนยัน สิ่งที่เกิดขึ้น จะไม่กระทบกับการพิจารณาโยกย้ายข้าราชการตำรวจในสายงานสืบสวนสอบสวนที่ได้รับการประเมินไปก่อนหน้านี้ เพราะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ให้พิจารณาก่อนคำสั่ง คสช. จะมีผล 15 วัน ขอยืนยันว่า การยกเลิกตำแหน่งพนักงานสอบสวน เป็นขั้นตอนแรกของการปฏิรูปตำรวจให้สามารถก้าวหน้าในอาชีพ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชน

ล่าสุด เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2559 มีรายงานว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มีการเซ็นคำสั่งกำชับแต่งตั้งพนักงานสอบสวนที่ดำรงตำแหน่งครั้งสุดท้ายไม่ครบ 2 ปี สับเปลี่ยนหมุนเวียนในตำแหน่งเท่าเดิม และจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจาก ผบ.ตร.ก่อน ส่วนการแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นข้ามหน่วยงานนั้น ต้องเห็นชอบจาก ก.ตร. ต้องระบุตำแหน่งใหม่ และเหตุผลความจำเป็นให้ชัดเจน

พนักงานสอบสวนที่ดำรงตำแหน่งครั้งสุดท้ายไม่ครบ 2 ปี สับเปลี่ยนหมุนเวียนในตำแหน่งเท่าเดิม จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจาก ผบ.ตร.ก่อน ส่วนการแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่ ข้ามหน่วย ต้องเห็นชอบจาก ก.ตร. และเหตุผลความจำเป็นให้ชัดเจน

สำหรับหนังสือคำสั่งดังกล่าว โดยพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีบันทึกข้อความ ที่ 0009.231/ว10 ลงวันที่ 8 ก.พ. 2559 เรื่อง แนวทางการแต่งตั้งพนักงานสอบสวน มีใจความว่า ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 7/2559 ลง 5 ก.พ. 59 เรื่องการกำหนดตำแหน่งของข้าราชการตำรวจซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการสอบสวน อันส่งผลให้ตำแหน่งพนักงานสอบสวนตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มีการเปลี่ยนแปลง โดยมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 15 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา และ ตร.ได้มีหนังสือที่ 0009.231/ว9 ลง 5 ก.พ. 59 แจ้งให้ทุกหน่วยชะลอการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ สว. ถึง รอง ผบก. วาระประจำปี 2558 ไปก่อน ยกเว้นการแต่งตั้งพนักงานสอบสวนที่ผ่านการทดสอบเพื่อเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นประจำปี 2558 และที่เกี่ยวพันกัน โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนที่คำสั่งหัวหน้า คสช. จะมีผลบังคับใช้นั้น

เนื่องจาก คณะอนุกรรมการประเมินพนักงานสอบสวน ได้ประกาศผลการทดสอบข้าราชการตำรวจที่ผ่านการทดสอบเพื่อเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นในระดับต่างๆ ประจำปี 2558 ไปแล้ว ดังนั้น เพื่อให้การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ก่อนที่คำสั่งหน้า คสช. มีผลใช้บังคับ จึงให้หน่วยดำเนินการดังนี้

1. ให้ถือปฏิบัติบันทึกสั่งการ ตร. ลง 28 ม.ค. 2559 ที่ได้มีการแจ้งตามนัยหนังสือ สกพ. ที่ 0009.231/709 ลง 28 ม.ค. 59 โดยเคร่งครัด สำหรับ พงส.ผนพ.ที่ผ่านการทดสอบฯ แต่มีจำนวนเกินกรอบตำแหน่งที่จะแต่งตั้งในหน่วยต้นสังกัดให้ สกพ. จัดสรรตำแหน่งว่างในหน่วยอื่นเพื่อรองรับการแต่งตั้ง แล้วแจ้งให้หน่วยที่เกี่ยวข้องทราบเพื่อดำเนินการแต่งตั้งตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

2. การแต่งตั้งพนักงานสอบสวนสับเปลี่ยนหมุนเวียนให้ดำเนินการเท่าที่จำเป็น เพื่อเปิดกรอบตำแหน่งสำหรับใช้รองรับการแต่งตั้ง พงส.ผทค. หรือ พงส.ผชช. เท่านั้น

3. การแต่งตั้งพนักงานสอบสวนที่ดำรงตำแหน่งครั้งสุดท้ายไม่ครบ 2 ปี สับเปลี่ยนหมุนเวียนในตำแหน่งเท่าเดิม ซึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจาก ผบ.ตร.ก่อน และการแต่งตั้ง พงส.ผนพ. เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นข้ามหน่วยงาน (กรณีที่หน่วยมีกรอบตำแหน่ง พงส.ผทค. ไม่เพียงพอ) ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.ตร.ก่อน ให้ระบุตำแหน่งใหม่และเหตุผลความจำเป็นให้ชัดเจน พร้อมจัดส่งข้อมูลไฟล์ Excel ทาง E-mail address : royalpolice_4@hotmail.com และ polappointment@gmail.com และจัดทำบัญชีสรุปรายชื่อข้าราชการตำรวจที่เสนอขอรับความเห็นชอบ และให้รวบรวมบัญชีรายชื่อ โดยให้เสนอไปยัง ตร. (ผ่าน ทพ.) ภายใน 11 ก.พ. 59 ตามรูปแบบ ผนวก ก ข ค และ ง

4. ให้หน่วยดำเนินการแต่งตั้งพนักงานสอบสวนที่ผ่านการทดสอบเพื่อเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นประจำปี 2558 และที่เกี่ยวพันกันให้เสร็จสิ้น ให้มีคำสั่งแต่งตั้งใน 17 ก.พ. 59 และมีผลบังคับใช้ 18 ก.พ. 59 โดยพร้อมกัน

5. เมื่อมีคำสั่งแต่งตั้งพนักงานสอบสวนดังกล่าวแล้ว ให้แต่ละหน่วยรับผิดชอบตรวจสอบความถูกต้อง และรวบรวมสำเนาคำสั่งแต่งตั้งภายในอำนาจไปยัง ก.ตร. (ผ่าน ทพ.) โดยด่วน ภายใน 18 ก.พ. 59 จึงแจ้งมาเพื่อทราบและดำเนินการโดยเคร่งครัด

สุดท้ายแล้ว คงต้องจับตามองกันต่อไปว่า สหพันธ์พนักงานสอบสวนแห่งชาติ จะมีปฏิกริยา ผลตอบรับอย่างไรกับหนังสือคำสั่งฉบับล่าสุด จากทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เหตุผลในการปฏิรูปตำรวจโดยใช้ ม.44 ยกเลิกการปรับตำแหน่งเมื่อครบวาระ ผู้บังคับบัญชาสูงสุดใช้อะไร? เป็นตัวตัดสินใจชี้วัดนี้...มีใครอยู่เบื้องหน้า-เบื้องหลัง  หรือว่า การปฏิรูปตำรวจโดยใช้ ม.44 จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดของระบบข้าราชการตำรวจไทยในยุคนี้

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    32.7%
  • ไม่ชอบ
    27.8%
  • สนุก
    13.6%
  • ประหลาดใจ
    9.3%
  • เสียใจ
    5.6%
  • ให้กำลังใจ
    11.1%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement