สอบใช้งบ1.8ล. ต้อนรับบิ๊กตู่ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

สอบใช้งบ1.8ล. ต้อนรับบิ๊กตู่

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.พ. 2559 05:35
4,959 ครั้ง


กรธ.ฉะยับสนช.ไม่อ่านร่างรธน.แต่อภิปรายจ้อ!

โฆษก กรธ.เซ็งแม้แต่ สนช.ยัง ไม่เข้าใจ รธน. แนะให้อ่านเองอย่าฟังจากผู้ช่วยหรือคนอื่น ฟุ้งเตรียม พ.ร.บ.พรรคการเมืองไว้รอแล้ว กรธ.-“ปนัดดา” เห็นตรงมีสิทธ์ิปรับหมวดสิทธิเสรีภาพประชาชนสูง สนช.เสียงแข็งต้องเอา ส.ว.ลากตั้งยกเข่ง “เสรี” ยุ คสช.วัดดวงให้ยึดยอดผู้มีสิทธิเลือกตั้งทำประชามติ “วินธัย” ซัด “ตู่” ผุดวาทกรรมตั้งธงจะล้มท่าเดียว “จุรินทร์” จี้ปลดเงื่อนไขให้แก้ไข รธน.ง่ายขึ้น ปชป.ขอยื่นตรงศาล รธน.กรณีล้มล้างการปกครอง “ณัฐวุฒิ” ลั่นต้องคว่ำร่าง รธน.ถอนรากถอนโคนกลุ่มปฏิวัติ “จาตุรนต์” ชี้ยุบไทยรักไทยสะท้อนระบบอยุติธรรม ผู้ตรวจฯพร้อมสอบ ก.ท่องเที่ยวฯ ใช้งบเวอร์ต้อนรับนายกฯ “ไก่อู” ขอสื่ออย่ามองแค่วงเงินต้องจ่าย “กอบกาญจน์” สั่งตั้ง กก.สอบแล้ว แจงสืบราคาทำตามระเบียบพัสดุ

จากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในหลายประเด็น ล่าสุด ทั้งโฆษก กรธ. และ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เห็นตรงกันว่า ประเด็นที่อาจต้องปรับแก้ไขแน่นอนคือในหมวดว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

เห็นต่างผู้นำฝ่ายค้านนั่งคุมสภาฯ

เมื่อวันที่ 6 ก.พ. นายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอ กรธ.ควรกำหนดให้มีตัวแทนฝ่ายค้านเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่จะให้มีตัวแทนฝ่ายค้านเป็นรองประธานสภาฯ เพราะไม่เกิดประโยชน์หรือมีบทบาทไปกว่าที่เป็นอยู่ตามรัฐธรรมนูญเดิม และยังทำให้ประสิทธิภาพการทำงาน การควบคุมการประชุมสภาเกิดปัญหาได้ เราให้บทบาทฝ่ายค้านตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้มากกว่าเดิมอยู่แล้ว ทั้งการขออภิปราย หรืออาจกำหนดให้เป็นประธาน กมธ.ด้านการตรวจสอบ แบบนี้ดีกว่า แต่ กรธ.ยินดีรับฟังทุกข้อเสนอแนะ หากพิสูจน์ได้ว่ามีประโยชน์กับประเทศและประชาชนจริงๆ ก็พร้อมปรับแก้ให้ตามนั้นได้

เซ็ง สนช.ยังไม่อ่าน รธน.

นายอมรกล่าวว่า ส่วนข้อเสนอแนะที่ สนช.อภิปราย ยังมีบางประเด็นที่อาจเข้าใจผิด เช่น กลไกการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ สนช.บางคนมองว่าไม่มีกลไกทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้ยาก ยืนยันว่า กรธ.กำหนดกลไกการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ทำได้ยากอยู่แล้ว เช่น กำหนดสัดส่วนให้มี ส.ส.ทุกพรรคต้องเห็นชอบด้วย คิดว่าบางคนอาจไม่ได้อ่านร่างรัฐธรรมนูญจนเข้าใจ หรืออาจไม่มีเวลาอ่าน จึงฟังจากผู้ช่วยหรือคนอื่นจนเกิดการเข้าใจผิดได้ ขอฝากว่า ควรอ่านและทำความเข้าใจด้วยตนเอง หากสงสัยประเด็นใดสอบถามโดยตรงกับ กรธ.ทุกคนได้ไม่ต้องเกรงใจ

มั่นใจคนออกมาใช้สิทธิ์ตามเป้า

นายอมรกล่าวอีกว่า ส่วนการทำประชามติที่มีผู้ออกมาเหน็บแนมว่า เพ้อเจ้อ กับการที่ประชาชนจะออกมาใช้สิทธิ์ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ตนยังเชื่อมั่นว่าประชาชนจะออกมาใช้สิทธิ์ตามเป้าแน่ ได้ประสานงานกับทั้งกองทัพและส่วนราชการ ให้ช่วยทำความเข้าใจและช่วยรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ ต้องทำความเข้าใจว่า ให้ช่วยรณรงค์เท่านั้น ไม่ใช่เป็นกองกำลังให้ร่างฯผ่านประชามติ หรือมีสินจ้างให้ออกมาลงประชามติ ส่วนประเด็นอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ยืนยันอีกครั้งว่าไม่ได้ไปเพิ่มอำนาจหรือหมกเม็ดอะไร ข้อท้วงติงจากฝ่ายต่างๆเขาอาจยังมองภาพไม่ชัด เพราะยังไม่มี พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ หากเห็น พ.ร.บ.ประกอบฯจะช่วยให้มั่นใจขึ้น ว่าเราวางเกณฑ์ไว้อย่างรัดกุม มีกระบวนการชัดเจน ศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถทำอะไรตามใจชอบได้

ฟุ้งมีโมเดล ก.ม.พรรคการเมืองไว้รอ

นายอมรกล่าวต่อว่า ขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองทำเสร็จแล้ว โดยจัดทำตั้งแต่สมัยที่ตนเป็นประธานอนุ กมธ.ศึกษาระบบพรรคการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เชิญตัวแทนพรรคการเมืองและกลุ่มการเมือง อาทิ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองต่างๆ กลุ่ม กปปส. กลุ่ม นปช. นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเมือง มาร่วมกันร่างและให้ข้อมูล รวมทั้งนำรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 มาศึกษาประกอบ และนำร่างฯไปรับฟังตามงานสัมมนาอีกหลายแห่ง หากร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.ผ่านประชามติ จะนำ พ.ร.บ.ดังกล่าวเสนอให้ที่ประชุม กรธ.พิจารณา แต่ขึ้นอยู่กับ กรธ.จะเอาด้วยหรือไม่ หากเห็นชอบก็ส่งต่อให้ สนช.พิจารณาได้ทันที ถือเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระการร่างกฎหมายลูก และช่วยร่นระยะเวลาการทำงานได้ด้วย

กรธ.ส่อปรับหมวดสิทธิเสรีภาพ

นายอุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. กล่าวว่า จากเสียงสะท้อนต่อร่างรัฐธรรมนูญร่างแรก โดยกลุ่มเอ็นจีโอและภาคประชาสังคม ค่อนข้างเป็นห่วงประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพนั้น คาดว่า กรธ.คงมีการทบทวนเนื้อในหมวดสิทธิเสรีภาพ และมาตราที่เกี่ยวข้องเยอะที่สุด พร้อมนำเอาเนื้อหาจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ถูกเปรียบเทียบมาประกอบการพิจารณา ยืนยันว่า กรธ.ก็เป็นประชาชนทั่วไป ไม่ใช่ขุนนางที่มาเขียนเนื้อหาลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชน ส่วนประเด็นทางการเมืองที่ทั้งฝ่ายการเมืองและ สนช. กังวลเรื่องการเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียว และการเลือกไขว้ ส.ว.จาก 20 กลุ่มอาชีพ จะทำให้เกิดการ ทุจริตมากขึ้นนั้น กรธ.รับฟัง แต่ต้องชั่งน้ำหนักจากเสียงประชาชนประกอบด้วย เพราะหากฝ่ายการเมืองไม่เอาแต่ประชาชนไม่มีปัญหา ก็ไม่ถือว่าเป็นปัญหาเท่าไร เสียงสะท้อนทั้งหมดเราจะรับฟังและพิจารณา หากตรงไหนไม่มีการปรับแก้ก็จะให้เหตุผลประกอบ

สนช.ขอปรับแก้เนื้อหา 5 ประเด็น

นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษา เสนอแนะ และรวบรวมความเห็นเพื่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สนช. กล่าวว่า กมธ. พิจารณาศึกษา เสนอแนะ และรวบรวมความเห็นเพื่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. เป็นประธาน จะรวบรวมและสังเคราะห์ประเด็นที่สมาชิก สนช.อภิปรายให้ข้อเสนอแนะในที่ประชุม สนช.เมื่อวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา เพื่อทำเป็นรายงานเสนอต่อ กรธ.ภายในวันที่ 15 ก.พ. อย่างไรก็ตาม เนื้อหาภาพรวมร่างรัฐธรรมนูญถือว่าดี มีกลไกป้องกันการทุจริต แต่มีจุดที่จะเสนอให้ กรธ.แก้ไขปรับปรุง 4-5 ประเด็น

เสียงแข็งต้องเอา ส.ว.ลากตั้งยกเข่ง

นพ.เจตน์กล่าวว่า โดยประเด็นที่จะเสนอให้แก้ไข ได้แก่ 1.การเลือกตั้งแบบใช้บัตรใบเดียว หรือระบบจัดสรรปันส่วนผสม เพราะเห็นว่าซับซ้อน เข้าใจยาก คะแนนในส่วน ส.ส.บัญชีรายชื่อที่ได้อาจไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของผู้มาใช้สิทธิลงคะแนน ควรใช้ระบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบเหมือนเดิม 2.การให้พรรคการเมืองต้องแจ้งชื่อผู้ที่จะเป็นนายกฯล่วงหน้า 3 คน 3.การเลือกตั้ง ส.ว.ทางอ้อม จาก 20 กลุ่มอาชีพ เพราะไม่สามารถป้องกันการบล็อกโหวตได้ อาจทำให้เกิดการทุ่มซื้อเสียง ควรเป็น ส.ว.จากการสรรหาทั้งหมด โดยปรับแก้ที่มาของคณะกรรมการสรรหา ส.ว.ให้เปิดกว้างมากขึ้น ข้อเสนอนี้ไม่ใช่ผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อเปิดทางให้ ส.ว.หน้าเดิมกลับมาทำงาน แต่เห็นว่า ส.ว.สรรหาที่ผ่านมาทำงานได้ดี ถ้าให้ ส.ว.มาจากเลือกตั้ง หนีไม่พ้นต้องมาจากฐานเสียงและอิทธิพลครอบงำจากฝ่ายการเมือง 4.หมวดการปฏิรูป และ 5.สิทธิเสรีภาพของประชาชน ที่ยังเขียนไม่ชัดเจน

“เสรี” ก็ไม่เอาเลือก ส.ว.ทางอ้อม

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมา-ธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า การประชุม สปท.วันที่ 7-8 ก.พ. เพื่อให้สมาชิกอภิปรายให้ข้อเสนอแนะต่อร่างรัฐธรรมนูญ กมธ.การเมืองจะย้ำเหตุผลให้เห็นจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ ทั้งเรื่องที่มา ส.ส. การเลือกตั้งโดยใช้บัตรใบเดียว และการเลือก ส.ว.ทางอ้อม รวมถึงเรื่องการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ เพื่อผลักดันให้การเมืองได้รับการปฏิรูปอย่างแท้จริง ไม่มีปัญหาทุจริต เพราะข้อเสนอที่ส่งไปให้ กรธ.ไม่ได้รับการตอบสนองเท่าที่ควร ส่วนประเด็นการลงประชามติคงไม่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว เรื่องเกณฑ์ลงคะแนนเสียงประชามติให้ชัดเจนนั้น เห็นว่ารัฐบาลไม่ควรแก้อะไร ควรยืนยันตามเดิมว่า เสียงที่ใช้ผ่านประชามติคือเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อให้รัฐธรรมนูญเป็นที่ยอมรับและยั่งยืน หากไปแก้ไขโดยใช้เสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิลงคะแนน จะไม่ต่างอะไรจากรัฐธรรมนูญปี 50 ที่แม้จะได้รับความเห็นชอบแต่ไม่ได้รับการยอมรับ จนเป็นปัญหามาถึงปัจจุบัน

“ปนัดดา” เล็งชงแก้ประเด็นสิทธิ ปชช.

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้รัฐมนตรีไปศึกษารายละเอียดร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อส่งความเห็นให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายก-รัฐมนตรี ภายในวันที่ 8 ก.พ. รวบรวมความเห็นส่ง กรธ.นั้น ได้ร่วมกับหน่วยงานในสังกัด ทั้งสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และกรมประชาสัมพันธ์ ศึกษารายละเอียดร่างรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะประเด็นเอกลักษณ์ของชาติ ระบบธรรมาภิบาล และสิทธิเสรีภาพประชาชน เบื้องต้นมีบางเรื่องที่จะเสนอให้ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม

ซัด “ตู่” ผุดวาทกรรมตั้งธงล้มท่าเดียว

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวตอบโต้นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ที่ระบุว่า กรณี พล.ท.วีรชัย อินทุโศภณ ผบ.นรด. ส่งนักศึกษาวิชาทหาร (นศท.) ไปประจำหน้าคูหาเลือกตั้งเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนทำความเข้าใจและออกมาใช้สิทธิ์ เป็นการชี้นำว่าไม่อยากให้มองติดภาพการเมืองอย่างเดียว ประชาชนจะเลือกอะไรเป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละบุคคล การร่วมรณรงค์จึงเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนในสังคมมีส่วนร่วมได้ ไม่ใช่การไปชี้นำ รัฐบาลและ คสช.ไม่ได้เร่งให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ อยากเน้นให้ทุกคนได้ศึกษาก่อนจะได้ไม่ตกเป็นเครื่องมือปลุกปั่น เพราะที่ผ่านมาเริ่มพบว่ามีบางคนบางกลุ่มพยายามบิดเบือนเนื้อหา หวังปั่นกระแสทางการเมือง เหมือนตั้งธงว่าจะคว่ำรัฐธรรมนูญลูกเดียว กับอีกบางกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ด้วยเจตนาอยากปรับแก้ให้ดีขึ้นกว่าเดิม ให้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปอย่างแท้จริง คำพูดของนายจตุพรที่ว่าเป็นประชามติลวงโลก อาจเป็นหนึ่งในวาทกรรมของกลุ่มที่ตั้งธงไว้ในใจอยู่แล้ว เชื่อว่าสังคมคงรู้เท่าทัน

แนะ คสช.ผ่า 3 ปมโรดแม็ปไปโลด

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ยังเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ประสงค์จะให้ทุกอย่างเดินหน้าไปตามโรดแม็ปที่กำหนดไว้ ซึ่ง คสช.และผู้เกี่ยวข้องต้องร่วมกันทำอย่างน้อย 3 เรื่อง จึงจะบรรลุได้ คือ 1.กรธ.ต้องปรับแก้เนื้อหาในบางประเด็น เพื่อให้รัฐธรรมนูญสมบูรณ์ขึ้นให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น เพื่อให้ผ่านประชามติไปได้ เพราะหากไม่ผ่านประชามติจะมีผลกระทบต่อโรดแม็ปและ คสช.แน่ 2.ต้องแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวให้ชัดเจนทั้งประเด็นการออกเสียงประชามติ และหากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติต้องดำเนินการอย่างไรต่อ เช่น ต้องตั้งกรรมการขึ้นมายกร่างใหม่แล้วไปทำประชามติวนเวียนไม่รู้จบ หรือจะหยิบยกรัฐธรรมนูญฉบับใดขึ้นมาปรับปรุงแล้วประกาศใช้ เพื่อประกอบการตัดสินใจว่าควรจะลงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

จี้ปลดเงื่อนไขให้แก้ไข รธน.ง่ายขึ้น

นายจุรินทร์กล่าวต่อว่า 3.หากรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ กรธ.ต้องเร่งทำกฎหมายลูกให้เสร็จโดยเร็ว ส่วนตัวเห็นด้วยกับการสกัดกั้นพวกซื้อเสียงและทุจริตคอร์รัปชันไม่ให้กลับเข้าสู่ระบบการเมืองได้อีก แต่ก็อยากเห็นประชาชนได้รับหลักประกันในเรื่องสิทธิเสรีภาพ และการมีส่วนร่วมไม่น้อยไปกว่าที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญปี 50 และระบบการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ รวมถึงองค์กรอิสระให้ตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกันได้อย่างมีดุลยภาพ และมีประสิทธิภาพ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ที่สำคัญคือ เงื่อนไขในการแก้ไขรัฐธรรมนูญควรทำได้ไม่ยากจนเกินไป เพื่อการพัฒนาประชาธิปไตยในอนาคต

ยื่นตรงศาล รธน.กรณีล้มล้างปกครอง

นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกและคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า กรธ.ควรแก้ไขประเด็นศาลรัฐธรรมนูญ กรณีการล้มล้างการปกครอง ให้ประชาชนสามารถยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง เพราะที่กำหนดให้ยื่นต่ออัยการสูงสุดให้พิจารณาก่อนภายใน 30 วันนั้น บางกรณีไม่ทันต่อการระงับการกระทำที่เป็นการล้มล้างการปกครองเหมือนเหตุการณ์ที่ผ่านมา หรือหากจะคงไว้ตามเดิมคือให้ยื่นต่ออัยการสูงสุด ก็ควรกำหนดให้ประชาชนสามารถยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้มีคำสั่งระงับการกระทำนั้นเป็นการชั่วคราวได้ ส่วนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ เมื่อฝ่ายนิติบัญญัติร่างเสร็จแล้ว ไม่ควรให้องค์กรอิสระให้ความเห็น หรือทักท้วงอีก ไม่เช่นนั้นจะเป็นการแทรกแซงอำนาจในการตรากฎหมายได้ ทั้งนี้เมื่อร่างกฎหมายเสร็จแล้วควรให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบว่าเป็นร่างที่มีการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ และควรระบุให้ชัดว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอื่นของรัฐ และพรรคการเมือง รวมทั้งระบุให้ชัดถึงความรับผิดหากมีบุคคลใด หรือองค์กรใดละเมิดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ

เสริมกระจายอำนาจซื้อใจประชาชน

นายศุภชัย ศรีหล้า อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กังวลเรื่องบทบัญญัติการกระจายอำนาจในร่างรัฐธรรมนูญยังมีน้อยเกินไป แต่เขียนให้อำนาจราชการมากกว่าประชาชน และผู้แทนประชาชน สวนทางกับคำพูด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่ว่าจะกระจายอำนาจไปสู่มือประชาชน แม้การปราบโกงจะชัด แต่ถ้าการกระจายอำนาจยังไร้น้ำหนัก เท่ากับหัวใจสำคัญอีกส่วนขาดไป เหมือนร่างกายพิการ แต่ กรธ.ยังมีเวลา ถ้าปรับแก้เรื่องนี้ชาวบ้านจะเอาด้วย ประชามติจะผ่านง่ายขึ้นแน่ และฝากถึงพรรคเพื่อไทยว่า จะติติงอะไรขอให้แนบข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ด้วย ไม่ใช่ตั้งธงไม่เอาด้วยหมด

“เต้น” ไม่ไว้ใจกระบวนการประชามติ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า เห็นชัดว่ารัฐบาลใช้ทุกกลไก ทั้งสื่อของรัฐ หน่วยราชการทั้งพลเรือนและฝ่ายความมั่นคง กระทั่งนักศึกษารักษาดินแดนที่ต้องไปยืนโฆษณาหน้าหน่วยในวันลงคะแนน เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ ขณะที่สัญญาณการปิดกั้นฝ่ายเห็นต่างเข้มข้นขึ้นตลอดเวลา เมื่อเป็นเช่นนี้เท่ากับขัดหลักการพื้นฐานการทำประชามติ ที่ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมและตัดสินใจโดยอิสระ ยิ่งนายกฯอ้างอำนาจสงวนแนวทางหากประชามติไม่ผ่าน โดยไม่ให้ความชัดเจน ยิ่งทำให้การลงประชามติไม่น่าไว้วางใจ

ต้องคว่ำ รธน.ถอนรากถอนโคนปฏิวัติ

นายณัฐวุฒิกล่าวอีกว่า ฝ่ายผู้มีอำนาจรู้ดีว่าเดิมพันครั้งนี้สูง เพราะบรรจุทุกเรื่องที่ต้องการไว้ครบถ้วน เช่น การนิรโทษกรรมสิ่งที่ คสช. และองคาพยพทำ การเปิดช่องนายกฯคนนอก ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญประหารรัฐบาลเลือกตั้ง ส.ว.สรรหาแบบคุมเกมได้ และเครือข่ายองค์กรอิสระที่เชื่อมโยงกันเป็นด่านมรณะของตัวแทนประชาชน จึงชี้ชัดได้ว่าผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดคือเครือข่ายอำนาจ คสช. ส่วนที่เสียหายมากที่สุดคือระบอบประชาธิปไตยที่จะอยู่ในสภาพเจ้าชายนิทรา การทำประชามติครั้งนี้จึงถือว่าสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ยืนยันว่าถ้าจะให้รัฐประหารหมดไปต้องคว่ำรัฐธรรมนูญนี้ เพื่อประกาศต่อสังคมโลกและเครือข่ายอนุรักษนิยมในไทย ว่าประชาธิปไตยแท้จริงเท่านั้นคือการแก้ปัญหาของประเทศ ในอาเซียนวันนี้มี 2 ประเทศที่ประกาศว่ากำลังเดินหน้าสู่ประชาธิปไตย คือเมียนมา กับไทย น่าตกใจว่าวันนี้อนาคตประชาธิปไตยของไทยดูน่าเป็นห่วงกว่าเพื่อนบ้านหรือไม่

“จาตุรนต์” ชี้ยุบ ทรท.สะท้อนอยุติธรรม

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย โพสต์เฟซบุ๊ก กรณีศาลฎีกาตัดสินคดีจ้างพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่มีคนพรรคไทยรักไทยกระทำความผิด ว่า กรณีนี้พิสูจน์แล้วว่าทำไปอย่างผิดฝาผิดตัว และไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่ตามมา สังคมไทยต้องวนเวียนวิกฤติการทำลายล้างและการกระทำอันอยุติธรรม พรรคไทยรักไทยถูกยุบและกรรมการบริหารพรรค 111 คน ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี จากเพียงพยานแวดล้อม แล้วจินตนาการเอาเอง ผลจากคณะรัฐประหารเมื่อปี 2549 พรรคถูกทำลาย ถูกประณามทุจริตเลือกตั้ง ความอยุติธรรมไม่อาจรื้อฟื้นให้ความถูกต้องกลับคืนมาได้ ผู้ใฝ่หาความยุติธรรมทั้งหลายคงต้องไปขบคิดกันต่อไป เป็นอุทาหรณ์ให้หันมาทบทวน เพื่อไม่ให้สังคมไทยต้องวนเวียนอยู่ในวิกฤติการทำลายล้างและความอยุติธรรม ภายใต้ข้ออ้างจัดการกับคนโกง คนเลวให้สิ้นซาก

กระทุ้งรื้ออำนาจศาล รธน.กันใหม่

นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ต่อเนื่องมาถึงศาลฎีกา มองได้ว่าพยานหลักฐานในคดีไม่เพียงพอเอาผิดพรรคไทยรักไทย แต่กลับมีน้ำหนักให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยไปแล้ว สร้างความสับสนให้แก่สังคมมาก มีคำถามไปถึง กกต.และศาลรัฐธรรมนูญว่าได้พิจารณาบนพื้นฐานข้อเท็จจริงมากน้อยเพียงใด ทำให้ต้องมาคิดทบทวนหากจะเพิ่มอำนาจให้องค์กรอิสระตามร่างรัฐธรรมนูญของกรธ. สังคมจะเชื่อมั่นในความถูกต้องชอบธรรมได้แค่ไหน โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญควรอยู่ภายใต้หมวด 10 ว่าด้วยเรื่องศาล เพื่อขึ้นตรงต่อและเข้าระบบ 3 ศาล คือ ชั้นต้น อุทธรณ์ และฎีกา ไม่ใช่กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นระบบศาลเดียว เป็นอีกอำนาจหนึ่งในเสาหลักประชาธิปไตย เสาหลักประชาธิปไตยต้องเฉพาะฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการเท่านั้น

“ปึ้ง” แขวะรัฐบาลบ่มิไก๊เตรียมเจ๊ง

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. กล่าวถึงเรื่องรายจ่ายของภาครัฐที่เพิ่มขึ้นทุกปี แต่รายได้จากการจัดเก็บภาษีน้อยลง ทำให้รู้สึกเป็นห่วงประเทศ ขณะนี้เรามีรัฐบาลที่หาเงินเข้าประเทศไม่เป็น บริหารกิจการสร้างรายได้ไม่เป็น ถ้าเป็นพ่อค้าก็เรียกว่าเตรียมตัวเจ๊ง หรือไม่ก็ต้องหาทางเลิกจ้างพนักงานหรือลูกจ้างเพื่อความอยู่รอด รัฐบาลควรรู้จักรัดเข็มขัดเพราะการค้าการลงทุนชะลอตัวลง เนื่องจากต่างชาติมองว่าเรายังไม่เป็นประชาธิปไตย จึงไม่อยากเข้ามาลงทุนและค้าขาย ถ้าผู้นำยังมองไม่ออกและไม่ยอมรับความจริงก็น่าเศร้าใจ ในการประชุมเพื่อให้แนวทางให้แก่หน่วยราชการเพื่อจัดทำงบประมาณ ก็เอาแต่พูดเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง บ่นพร่ำเพ้อพรรณนา แล้วเปิดเพลงให้ข้าราชการฟัง ก็รู้สึกสนุกดี เหมือนรายการทอล์กโชว์ประเภทเดี่ยวไมโครโฟน ทีมเศรษฐกิจตอนนี้เงียบฉี่ คงหมดมุกเพราะพูดเรื่องเดิมๆสมัยที่เรียนรู้มาจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จนหมดเนื้อหาให้ลอกการบ้านมาใช้ได้อีกแล้ว

ปลื้มคอร์รัปชันไทยเรตติ้งขยับ

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับทราบผลการจัดอันดับดัชนีชี้วัดคอร์รัปชันโลกปี 2558 โดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) แล้ว โดยประเทศไทยได้ 38 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 เป็นอันดับที่ 3 ในกลุ่มประเทศอาเซียน รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย และอันดับที่ 76 จากประเทศทั่วโลก ขยับขึ้นมาจากเดิม 9 อันดับ นายกฯเห็นว่าประเทศไทยควรต้องใสสะอาดมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากรัฐบาลกำหนดให้การปราบปรามการทุจริตเป็น “วาระแห่งชาติ” แล้ว ยังได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกภาคส่วน รวมทั้งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็มีกลไกพิเศษ ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันในระยะยาว

จุดฝันคนไทยรู้ที่มาที่ไปภาษี

พล.ต.สรรเสริญกล่าวอีกว่า นายกฯยังเร่งรัดให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ผลักดันบริการใหม่ภายใต้ GovChannel หรือศูนย์กลางบริการภาครัฐสำหรับประชาชน ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว โดยเฉพาะระบบภาษีไปไหน เพื่อรายงานข้อมูลการใช้จ่ายภาครัฐ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน G-News ให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งระบบภาษีไปไหนเป็นเรื่องใหม่ ที่รัฐบาลจะให้ข้อมูลการใช้จ่ายเงินของภาครัฐในหลายรูปแบบ ทำให้ประชาชนมั่นใจว่าเงินภาษีทุกบาทที่เสียไป จะถูกนำไปใช้พัฒนาประเทศอย่างเหมาะสม ตรวจสอบได้ทุกที่ทุกเวลา ส่วน G-News เป็นแอพพลิเคชั่นแจ้งข้อมูลข่าวสารภาครัฐ ข่าวเด่น การเตือนภัย หรือสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมไปถึงการแจ้งเตือนรายบุคคล และยังช่วยลดปัญหาข่าวลือผ่านโซเชียลมีเดีย เพราะเป็นข้อมูลส่งตรงจากภาครัฐ

ขอสื่ออย่ามองแค่วงเงินต้องจ่าย

พล.ต.สรรเสริญกล่าวต่อว่า ส่วนข่าวกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ใช้งบประมาณ 1.8 ล้านบาท ต้อนรับนายกฯในการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงนั้น ส่วนตัวไม่ทราบใช้งบฯเท่าไหร่ ห้องประชุมก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษกว่าการประชุมหัวหน้าส่วนราชการที่กระทรวงอื่นเป็นเจ้าภาพ อาหารในห้องประชุมก็ธรรมดา ถ้าจะใช้งบฯจริงคงเป็นเรื่องนิทรรศการ ที่ไม่ได้จัดให้นายกฯดู แต่ต้องการแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีอะไรน่าสนใจในเรื่องการท่องเที่ยว ต้องการให้นายกฯเป็นพรีเซ็นเตอร์ดึงสื่อมวลชนมาสนใจ ช่วยเผยแพร่ข้อมูลออกไปสู่ประชาชน การที่สื่อจะดูว่าการจัดงานคุ้มค่าหรือไม่สามารถทำได้ แต่อยากให้มองอีกมุมว่าปีที่ผ่านมา กระทรวงการท่องเที่ยวฯทำรายได้ให้ประเทศสูงเท่าไหร่ อย่ามองแค่วงเงินเท่านั้น

พร้อมสอบท่องเที่ยวฯใช้งบเวอร์

นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์การในงบฯของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ต้อนรับนายกฯ 1.8 ล้านบาท ว่า เป็นดุลพินิจของคนจัดงาน จะถูกหรือแพง คุ้มค่าหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละบุคคล อาจมองได้ว่าต้องจัดให้สมเกียรติ สมฐานะนายกฯหรือไม่ แต่หากประชาชนสงสัยในเรื่องดังกล่าว สามารถร้องเรียนมายังสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้เข้าไปดูเรื่องนี้ได้ หากมีการตรวจสอบก็ต้องดูว่ามีการจัดซื้อจัดจ้างถูกต้องหรือไม่ ราคาแพงเกินจริงหรือไม่ หรือมีการทุจริตในการจัดงานหรือไม่ รวมถึงดูดุลพินิจผู้จัดงานด้วย โดยต้องเรียกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามาชี้แจง

“กอบกาญจน์” สั่งตั้ง กก.สอบแล้ว

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ได้มีคำสั่งด่วนที่สุดให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบกรณีการใช้งบประมาณ 1.8 ล้านบาท เพื่อจัดงานเตรียมห้องประชุมต้อนรับนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 ก.พ. เหตุเพราะสังคมและสื่อมวลชนกำลังมีข้อคำถามว่าเป็นการใช้งบประมาณคุ้มค่ามากน้อยแค่ไหน เกณฑ์กำหนดราคากลางเป็นอย่างไร เนื่องจากหน้าที่การจัดเตรียมสถานที่ดังกล่าวเป็นหน้าที่ของนายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาโดยตรง เมื่อมาดูรายละเอียดในแต่ละจุดการใช้งบประมาณแล้วพบว่าจำเป็นต้องมีการชี้แจงให้เคลียร์และชัดเจนว่าใช้หลักเกณฑ์อะไรในการตั้งงบประมาณจัดจ้าง

แจงสืบราคาทำตามระเบียบพัสดุ

นางกอบกาญจน์กล่าวว่า ยืนยันว่าต้องตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียด เพื่อให้เกิดความโปร่งใส กระทรวงการท่องเที่ยวฯยุคนี้รับฟังเสียงท้วงติงจากประชาชน และเน้นควบคุมตรวจสอบการใช้งบประมาณที่คุ้มค่า เกิดประโยชน์ทุกบาทของประชาชน ผู้เสียภาษี ข้อมูลที่ได้รับการชี้แจงเบื้องต้นทางกระทรวงฯจ้างบริษัท คอมอาร์ต โปรดักชั่น จำกัด ปลัดกระทรวงฯชี้แจงว่าค่าใช้จ่ายครั้งนี้เป็นวงเงินไม่เกิน 1,800,000 บาท ประกอบด้วย การจัดวางผังพื้นที่และตกแต่งสถานที่ จัดเตรียมเต็นท์และการต้อนรับด้วยกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งจัดทำวีดิทัศน์ผลการดำเนินงานกระทรวงฯ จัดเตรียมห้องประชุม การบันทึกภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว และอาหารรับรองรวมทั้งบริกรเสิร์ฟอาหาร มีการสืบราคากลางจากงานจ้างเดิมและราคาท้องตลาดตามระเบียบพัสดุเรียบร้อย

ปชป.จวกผุด ก.ม.เอื้อโกงมโหฬาร

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกและฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขณะนี้มีร่างกฎหมายที่รอการบรรจุเข้าสู่วาระการพิจารณาของ สนช. คือ ร่าง พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ซึ่งมีเนื้อหาร้ายแรงกระทบต่อการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน โดยหลักการการจัดซื้อจัดจ้างต้องตรวจสอบได้ มีการประกาศราคากลาง แต่ร่างกฎหมายฉบับนี้มีหลายมาตรา โดยเฉพาะมาตรา 7 ยกเว้นไม่ให้บังคับใช้หลายกรณี หากกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้จะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้มีการทุจริตอย่างมโหฬาร เหมือนเตรียมกันมาเพื่อให้มีการโกงกินประเทศ หากร่างกฎหมายปกปิดแบบนี้เหมือนเป็นการเอาผ้ามาปิดตาประชาชน นายกฯจะบอกว่าไม่รู้เรื่องนี้ไม่ได้เพราะเสนอโดยรัฐบาล จึงมีข้อเสนอ 2 ทางเลือก คือ รัฐบาลต้องถอนกฎหมายฉบับนี้ออกไป หรือให้ สนช.คว่ำร่างกฎหมายนี้ในวาระที่แรกรับหลักการ

ถวายหัวหมูหวัง “บิ๊กตู่” สอบ สบพ.

อีกเรื่อง นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เคยร้องเรียนให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงผู้บริหารสถาบันการบินพลเรือน(สบพ.) กรณีส่อทุจริตการจัดซื้อเครื่องบินฝึกหัดยี่ห้อไดมอนด์ รุ่นดีเอ 40 ซีเอส แต่ไม่มีการดำเนินการ ดังนั้นจะยื่นร้องเรียนโดยตรงถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ต่อไป และจะขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ตั้งกรรมการสอบอีกกรณีคือ เอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอไอเอสติดตั้งเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่บนชั้นดาดฟ้าของ สบพ. โดยไม่ได้รับอนุญาต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างแถลงข่าว นายวัชระได้นำหัวหมูต้ม พร้อมกระดาษเงินกระดาษทอง ธูปเทียนไหว้เจ้ามาประกอบการแถลงข่าว โดยกล่าวว่าขอเซ่นไหว้หัวหมูต่อเจ้าตัวจริง ซึ่งไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่เป็น พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯผู้มีอำนาจใช้มาตรา 44 ขอให้เร่งการสอบสวนทุจริตและปราบโกงให้สิ้นซาก

บี้ “พรเพชร” สกัดเถ้าแก่จุ้นงานสภา

นายวัชระยังกล่าวด้วยว่า ตามที่มีใบปลิวร้องขอความเป็นธรรมต่อข้อครหาการแต่งตั้ง ผอ.สำนักต่างๆใหม่ 4 คนของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรนั้น หากมีการประพฤติมิชอบขอให้ข้าราชการสภาฯร่วมกันลงชื่อร้องเรียน ไม่ควรกล่าวหากันลอยๆ และขอตั้งข้อสังเกต ผอ.สำนักงานกฎหมาย ที่ต้องดูแลการทุจริตในสภาฯ บางโครงการถูก ป.ป.ช.ตั้งคณะอนุกรรมการไต่ส่วน สภาฯยังไม่ปฏิรูปยังปกป้องข้าราชการตัวใหญ่ ส่วนกรณีที่มีการพาดพิง “นายเต๊ะ” ไม่ทราบนามสกุล ที่เป็นเถ้าแก่คนหนึ่งและเป็นบุคคลภายนอกเข้ามานั่งทำงานในสำนักงานเลขาฯ ทำงานให้ข้าราชการระดับสูงบางคน มีข้อครหาใช้อำนาจแต่งตั้งข้าราชการสภานั้น เรื่องนี้มีมูลความจริง นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ควรสั่งห้ามเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการบริหารงานของสภาฯอีกต่อไป

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    77.9%
  • ไม่ชอบ
    11.5%
  • สนุก
    1.0%
  • ประหลาดใจ
    4.8%
  • เสียใจ
    4.8%
  • ให้กำลังใจ
    0.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement