โจ๋ไทยฆ่าข่มขืน เปิดมโนสำนึก ต้นเหตุ ทางแก้ กรณีศึกษา - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

โจ๋ไทยฆ่าข่มขืน เปิดมโนสำนึก ต้นเหตุ ทางแก้ กรณีศึกษา

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.พ. 2559 05:30
6,824 ครั้ง


“โจ๋ไทยเหี้ยมฆ่าข่มขืน” ขีดเส้นอีกครั้ง “ฆ่าข่มขืน”

เรื่องเศร้า ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยครั้งแล้วครั้งเล่า และทุกครั้งที่มันเกิด เรามักนั่งเฝ้าถามกันว่า “มันเกิดขึ้นได้อย่างไร?”

เหตุใดในสังคมที่คนทั้งโลกยกย่องว่า เป็นสังคมที่เต็มไปด้วยอัธยาศัยไมตรีจิต เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีน้ำใจให้แก่กัน หนักนิดเบาหน่อยเรามักอภัยให้กันและกัน แต่เหตุไฉน? มาวันนี้ เด็กวัยรุ่นไทยที่กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญให้กับประเทศชาติแทนคนรุ่นเก่า ที่นับวันก็จะค่อยๆ โรยราลงไปทุกวัน ถึงอาจหาญก่อเหตุสะเทือนขวัญให้คนในสังคมต้องสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจระคนเศร้าใจเยี่ยงนี้ได้

เรื่องแบบนี้คงจะไม่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก หรือคงจะไม่จบลงเป็นครั้งสุดท้าย แน่นอน หากในวันนี้พวกเราทุกคนในสังคมไม่เริ่มต้นนับหนึ่งเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหานี้ อย่างจริงจัง!

เหตุใดโจ๋ไทยปัจจุบันถึงมีมโนสำนึกความรุนแรงแฝงอยู่ในตัว? คำถามอันสำคัญ ที่กำลังก้าวย่างสู่ความรู้สึกในจิตใจคนไทยทั้งประเทศ นายฮกหลง ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ มีหน้าที่ไปสอบถามผู้เกี่ยวข้องมาให้แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ ทุกท่าน ได้สอบทานไปพร้อมๆ กัน นับจากบรรทัดนี้เป็นต้นไป......

โจ๋ไทยเหี้ยมฆ่าข่มขืน เป็นคดีสะเทือนขวัญที่สุดในห้วงเวลานี้
เหตุใดโจ๋ไทยปัจจุบัน ถึงมีมโนสำนึกความรุนแรงแฝงอยู่ในตัว?

โดยในวันนี้ นายฮกหลง ได้เชื้อเชิญผู้เชี่ยวชาญจิตวิทยาเด็กและวัยรุ่น อย่าง นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ พญ.นัทธ์ชนัน จรัสจรุงเกียรติ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น และ ดร.เปรม สวนสมุทร อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เจ้าของงานวิจัย สื่อลามกกับการก่ออาชญากรรมทางเพศ มาร่วมกันพูดคุยกันในประเด็นนี้.....

การวิเคราะห์ลักษณะทางจิตและพฤติกรรม ของผู้ที่ก่ออาชญากรรมทางเพศ

คำถามนี้ น.พ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ไขข้อกระจ่างกับทีมข่าวฯ ว่า พฤติกรรมของผู้ที่จะไปก่อความรุนแรงทางเพศ จะมีเหตุปัจจัยหลักๆ อยู่ 4 ประการ คือ....

1. เมื่อมีความต้องการทางเพศ และคู่นอนไม่ตอบสนอง ฝ่ายที่มีพละกำลังมากกว่า ถือเอาอารมณ์ของตัวเองเป็นใหญ่ ใช้กำลังบังคับคู่นอนของตัวเองโดยไม่ยินยอมพร้อมใจ

2. เมื่อเกิดความต้องการทางเพศ แล้วไม่มีการยับยั้งชั่งใจ ใช้พละกำลังของตัวเองไปขืนใจอีกฝ่ายซึ่งไม่ใช่คู่รักของตัวเอง

3. ผู้มีพฤติกรรมในลักษณะที่เรียกกันว่า เซ็กซ์ซาดิสม์ คือการทำร้ายให้คู่นอน ซึ่งอาจเป็นทั้งคู่รักหรือคนที่ไม่รู้จัก ได้รับความเจ็บปวด ทรมาน เพื่อกระตุ้นความรู้สึกทางเพศก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์

4. ผู้ที่มีพยาธิสภาพทางสมองที่ไม่อาจควบคุมตัวเองได้ เมื่อเกิดอารมณ์ทางเพศก็จะแสดงออกมาทันทีทันใด

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์
มโนสำนึกผิดชอบชั่วดี ในขณะที่คนเหล่านั้นกำลังทำร้ายเหยื่อ?

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า แน่นอนว่าในขณะก่อเหตุ คนเหล่านี้มโนสำนึกในด้านดีย่อมลดน้อยถอยลง และหากเกิดพ่วงด้วยการดื่มสิ่งของมึนเมาประกอบ ก็จะยิ่งทำให้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี และจริยธรรมประจำตัวยิ่งเกือบจะไม่มีเหลือติดตัว

จริงหรือไม่? เยาวชนควบคุมสำนึกผิดชอบชั่วดีได้น้อยกว่า

ผู้อำนวยการสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ นิ่งไปสักพัก ก่อนตอบในประเด็นนี้ว่า “ก็มีส่วนนะครับ” ในกรณีที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ หากผู้ก่อเหตุไม่ได้รับการอบรมที่ดีพอ จนสามารถควบคุมความต้องการทางเพศของตัวเองได้ ก็อาจจะนำไปสู่การแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

หนังโป๊ ภาพโป๊ “สิ่งเร้า” บ่อเกิดอาชญากรรมทางเพศในเยาวชน

ในประเด็นนี้ที่ผ่านมา มีความพยายามศึกษาในเรื่องนี้ว่า อิทธิพลของ “สิ่งเร้า” ต่างๆ มีผลต่อพฤติกรรมทางเพศโดยเฉพาะกับเยาวชนหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันยังมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยฝ่ายที่เห็นด้วยมองว่า “สิ่งเร้า” เป็นหนึ่งในตัวช่วยสำหรับการระบายออกทางเพศ ในขณะที่ฝ่ายคัดค้าน มองว่า “สิ่งเร้า” เหล่านี้ สำหรับในหมู่ผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือผู้ที่ไม่สามารถยับยั้งชั่งใจได้ อาจทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบได้ แต่สำหรับส่วนตัวมองว่า หากไม่มีผู้เสพ “สิ่งเร้า” เหล่านี้ ก็อาจไม่ทำให้เกิดจินตนาการไปได้หรอกว่า “จะไปทำอะไรให้ใครได้รับความเจ็บปวดได้อย่างไร”

วิเคราะห์ลักษณะทางจิต และพฤติกรรมของผู้ที่ก่ออาชญากรรมทางเพศ
ข้ออ้างติดปาก เกิดความต้องการทางเพศจนไม่สามารถควบคุมได้

สำหรับคนปกติทั่วไปที่ไม่ใช่ผู้ป่วยทางจิต ควบคุมได้แน่นอน เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถยกมาเป็นข้ออ้างในการก่อเหตุได้” น.พ.ทวีศิลป์ กล่าวอย่างหนักแน่น

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา ผู้ที่ก่ออาชญากรรมทางเพศมักจะใช้ข้ออ้างนี้ไปบอกกับจิตแพทย์ เพื่อหวังให้ช่วยบอกว่า “เค้าไม่ใช่คนปกติ” ซึ่งจะสามารถนำไปขอลดหย่อนโทษในการต่อสู้คดีได้ ทำให้ปัจจุบันในหมู่นักวิชาการที่ศึกษาเรื่องนี้ จึงเสนอแนะว่าควรจะตัดกลุ่มคนที่อ้างว่า “เป็นคนผิดปกติ” แบบนี้ให้รอดพ้นจากการถูกลงโทษทางกฎหมายไปได้แล้ว

“โดยฝ่ายที่สนับสนุนมองว่า เค้าอาจจะไม่ปกติ ก็ใช่! แต่ก็ควรได้รับโทษ สิ เพราะถึงจะบอกว่าตัวเองผิดปกติ แต่ในเมื่อไปหาหมอแล้วไม่มีทางรักษา ทำอย่างไรก็ไม่หาย เพราะมันอาจอยู่ในขั้นที่ลึกมาก มีความพึงพอใจทางเพศฝังลึกติดแน่น จนอาจเป็นอันตรายต่อสุจริตชน”

โจ๋ไทยในสังคมปัจจุบันมีพฤติกรรมเหี้ยมโหด โดยที่ไม่มีการยับยั้งชั่งใจ
ตรวจสอบได้ไหม ใครผิดปกติจริง หรือ แกล้งผิดปกติ?

ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา กล่าวว่า สามารถทำได้! โดยการนำมาตรวจสอบข้อมูลภูมิหลังส่วนตัว เป็นรายๆ ไป เช่น ที่ผ่านมาคนเหล่านี้เคยมีประวัติพฤติกรรมทางเพศผิดปกติจนเป็นนิสัย หรือว่าเพิ่งเกิดจะมาผิดปกติ เพราะได้รับผลกระทบจากอะไรบางอย่างเป็นไปได้ไหม

ย่ามใจ! กล้าลงมือรุนแรงกับเหยื่อ เพราะทำมาแล้วหลายครั้งไม่ได้รับโทษ

ครุ่นคิดสักพัก คุณหมอ ก็กล่าวกับทีมข่าวว่า อันนี้ก็อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่ง หากยิ่งเคยเป็นคนที่มีประวัติก่อเหตุมาแล้วหลายครั้ง แต่ได้รับความสงสารในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการ ก็อาจทำให้เกิดการเรียนรู้ทางด้านจิตที่จะเอาตัวรอดออกมา แล้วก็กลับไปก่อเหตุซ้ำขึ้นมาอีกได้ ดังที่เคยเกิดขึ้นมาในหลายกรณี “ต้องยอมรับว่า อาจมีบางคนที่ไม่เข็ดหลาบ เพราะทนรับและอยู่กับการลงโทษที่ตัวเองเผชิญได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดแรงขับทางเพศซึ่งอาจจะมีมากกว่าคนปกติ ซึ่งเปรียบไปก็อาจเทียบได้กับเวลาหิวข้าว คนเหล่านี้ ซึ่งส่วนใหญ่มักไม่ได้รับการอบรมที่ดีพอให้รู้จักยับยั่งชั่งใจ จึงมักจะไปก่อเหตุซ้ำ”

ขณะที่ พญ.นัทธ์ชนัน จรัสจรุงเกียรติ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ร่วมวงสนทนากับเราต่อไปว่า การจะทราบว่า ผู้ต้องหาที่ก่ออาชญากรรมทางเพศ มีความผิดปกติทางจิตหรือไม่? ต้องได้รับการประเมินอย่างละเอียด รวมถึงต้องมีจิตแพทย์เข้าไปช่วยประเมินด้วย

พญ.นัทธ์ชนัน จรัสจรุงเกียรติ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

แต่ประเด็นสำคัญในคดีดังสะท้านสังคมนี้ ส่วนตัวอยากชวนให้คนในสังคมได้ร่วมกันคิด คือ... เราจะตื่นกันได้หรือยัง ว่าแท้ที่จริงแล้วสังคมเรากำลังป่วย แล้วพวกเราจะช่วยกันคิดหาทางอย่างไรไม่ให้เกิดขึ้นอีก เพราะส่วนตัวเชื่อว่าหากสังคมเรายังป่วยเช่นที่เป็นในปัจจุบัน คดีนี้คงไม่ใช่คดีแรก และคดีสุดท้ายที่จะเกิดขึ้นในประเทศของเราแน่นอน!

วิธีจะแก้ไขได้ ส่วนตัวเชื่อว่า คนในสังคมของเราต้องยอมรับกันให้ได้ก่อนว่า ภาคสังคม ที่อาจจะไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่รวมไปถึงทั่วโลกกำลังป่วย ทั้งนี้ ทั้งนั้น ก็มีสาเหตุสำคัญมาจาก ความรุนแรงที่มีมากขึ้น ในขณะที่จริยธรรมกำลังเสื่อมทรามลง สำนึกความรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวมน้อยลงไปทุกที และที่สำคัญมากกว่านั้นคือ สถาบันครอบครัวทุกวันนี้ ไม่ได้ใกล้ชิดกันเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว ทุกวันนี้เราควรคิดกันได้หรือยังว่า เราเองได้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมดีขึ้น หรือว่าแย่ลงไปกว่าเดิมหรือไม่?

ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมโดยเฉพาะกับเยาวชน เราคิดกันหรือยังว่ามันเป็นปัญหาของตัวเราเองด้วย ไม่ใช่มันเป็นปัญหาแต่เฉพาะของคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงก็อาจต้องยอมรับกันว่า พวกเราเองก็อาจเข้าไปเป็นส่วนร่วมในการสร้างปัญหา ด้วยความที่เราไม่ใส่ใจถึงเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเยาวชนของเรา  

คำถามต่อมา คือ แล้วเราจะทำอะไรได้บ้าง? คำตอบก็ง่ายๆ คือ เราก็แค่ทำหน้าที่ในส่วนตัวของเราให้ดีก็เพียงพอ เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นที่จะทำให้สังคมโดยรวมดีขึ้นได้ ดีกว่าจะโทษกันไปกันมาว่า ใครควรจะเป็นต้นเหตุของเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งส่วนตัวมองว่า อาจจะเป็นมุมมองที่แคบเกินไป เพราะฉะนั้น เราอยากให้สังคมเป็นอย่างไร เราก็ควรร่วมมือกันทำให้ได้แบบนั้น

ขออนุญาตยกสุภาษิตในแอฟริกา ที่น่าจะนำมาเทียบเคียงได้ในกรณีนี้ก็คือ “It takes a whole village to raise a child” การใช้คนทั้งหมู่บ้านร่วมกันเลี้ยงเด็ก 1 คน อย่าทิ้งให้มีใคร คนใดคนหนึ่งเป็นผู้เลี้ยง ซึ่งแบบนั้นมันจะทำไม่ไหว สิ่งสำคัญก็คือ สังคมควรได้ร่วมกันตระหนักว่า พวกเราทุกคนถึงแม้จะเป็นแค่คนเล็กๆ ในสังคมนั้น ก็สามารถทำให้สังคมดีขึ้นได้

จริงหรือไม่? เยาวชนควบคุมสำนึกผิดชอบชั่วดีได้น้อยกว่า

ปัจจัยสำคัญอะไร ที่ทำให้เยาวชนก่อความรุนแรง น่าจะมี 2 ปัจจัย คือ

1. ปัจจัยจากตัวเอง เช่น ระดับสติปัญญา ระดับพื้นอารมณ์ โรคทางจิตเวช หรือเคยผ่านประสบการณ์เลวร้ายมาก่อนหรือไม่?

2. ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม อยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบไหน มีเหตุกดดันอะไรจนนำไปสู่การก่อเหตุหรือไม่ เช่น หากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความรุนแรง ก็มีแนวโน้มสูงที่เด็กจะชาชินกับความรุนแรง และมองว่าการทำแบบนั้นเป็นเรื่องปกติ

ขอยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ เช่น สมัยสักหลายสิบปีก่อน มีวงดูโอชื่อดังวงหนึ่งใส่เสื้อสายเดี่ยว กางเกงขาสั้น มาร้องเพลง สมัยนั้นคนตกอกตกใจกันมากว่า แต่งแบบนั้นไปได้อย่างไร แต่เดี๋ยวนี้ดูสิ การสวมใส่เสื้อสายเดี่ยวดูจะเป็นเรื่องธรรมดาๆ ไปแล้ว เพราะเมื่อมีคนหลายคนเริ่มทำตามๆ กัน สังคมก็จะเกิดความชาชินจนกลายเป็นยอมรับมันไปในที่สุด หรืออย่างกรณีที่ละครทีวีบ้านเรา หรือ คลิปในโชเชียลมีเดีย มีการแสดงภาพความรุนแรงต่างๆ ก็มีส่วนที่ทำให้สังคมเกิดความชินชากับความรุนแรง หรือเกิดการเลียนแบบไปโดยไม่รู้ตัวได้ด้วยเช่นกัน

เด็กที่ก่อเหตุรุนแรง กับ สำนึกแห่งความผิดชอบชั่วดี

โดยปกติเท่าที่ได้สัมผัสมา เมื่อคนเหล่านั้นเริ่มอารมณ์เย็นลงแล้ว และอยู่ในบรรยากาศที่มีคนที่คุยด้วย ไว้ใจได้ ปลอดภัย ไม่ได้ว่าเค้า เด็กส่วนใหญ่จะรู้สึกสำนึกผิด และคิดว่าไม่น่าทำลงแบบนั้นลงไป และ ณ ตอนเกิดเหตุ มักจะยอมรับว่าเป็นอารมณ์ชั่ววูบ ไม่ทันยับยั้งชั่งใจ แต่มันได้ทำลงไปแล้ว

ขณะที่ในทางกลับกัน หากเค้าไปอยู่ในบรรยากาศที่มีแต่คนรุมประณาม จะเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ทันทีที่จะเข้าสู่โหมดปกป้องตัวเอง

เรื่องเศร้าที่เกิดขึ้นในสังคมไทยครั้งแล้วครั้งเล่า และทุกครั้งที่มันเกิด เรามักนั่งเฝ้าถามกันว่า “มันเกิดขึ้นได้อย่างไร?”
สิ่งเร้าสำคัญ สื่อลามก ต้นตอของคดีข่มขืน

ขณะที่ ดร.เปรม สวนสมุทร อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เจ้าของงานวิจัย สื่อลามกกับการก่ออาชญากรรมทางเพศ กรณีศึกษาผู้ต้องขังเรือนจำกลางสมุทรปราการ ให้ความเห็นกับวงสนทนาของนายฮกหลง ว่า บทสรุปจากการทำวิจัย โดยการสัมภาษณ์กับผู้ที่ก่ออาชญากรรมทางเพศในเรือนจำสมุทรปราการ พบว่าแม้ สื่อลามก จะไม่ได้ก่อให้เกิดแรงขับทางเพศถึงขนาดว่า เมื่อเสพเข้าไปแล้วคนเหล่านั้นจะต้องออกไปหาเหยื่อข่มขืนทันทีทันใด แต่สิ่งเร้าเหล่านี้ทำให้ผู้ต้องหามองเรื่องเพศ หรือแม้แต่การก่ออาชญากรรมทางเพศเป็นเรื่องธรรมดาๆ ไม่ใช่เรื่องที่น่าจะต้องให้ความระมัดระวังอะไรเป็นพิเศษ

ดร.เปรม สวนสมุทร อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เจ้าของงานวิจัย สื่อลามกกับการก่ออาชญากรรมทางเพศ

ทั้งนี้ เนื่องจากเมื่อพวกเค้าได้เสพสิ่งเร้า หรือสื่อลามกไปทุกวันๆ จนทำให้เกิดความชินชาในเรื่องพฤติกรรมทางเพศต่างๆ จนไม่จำเป็นต้องมีเรื่องมโนธรรมหรือจริยธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเท่ากับสุ่มเสี่ยงต่อการบริหารจัดการอารมณ์

ฉะนั้นจากผลการศึกษา จึงพบว่า สื่อลามก ไม่ใช่จำเลยอันดับหนึ่งที่เป็นบ่อเกิดให้เกิดคดีข่มขืน แต่เหตุปัจจัยที่จะนำไปสู่การข่มขืนได้ มักจะเป็นเหตุที่มาจากความโกรธแค้นส่วนตัว เช่น ฉันรักเธอ ทำไมเธอไม่รักฉัน หรือโดนแย่งแฟน ซึ่งเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักอย่างมากในการที่จะมีผู้หนึ่งผู้ใดลงมือก่ออาชญากรรมขึ้นได้

“สิ่งที่ผมอยากชวนคนในสังคมคิดคือ สื่อลามก แม้จะเป็นเรื่องไม่ดี แต่ปัจจุบันต้องยอมรับว่า มันสามารถค้นหาได้ง่ายเพียงมือเลื่อน สิ่งที่ผมอยากชวนคิดก็คือ ทำไมคน 90% ที่เข้าไปดูจึงไม่ไปก่ออาชญากรรม แต่คนเพียง 10% กลับอ้างว่าไปก่ออาชญากรรมเพราะสื่อลามกเหล่านี้?”

“ฉะนั้นส่วนตัวจึงมองว่า หากระบบการศึกษาไทย สามารถฝึกให้เด็กๆ ของเราเรียนรู้เรื่องเพศอย่างมีวิจารณญาณ เรียนรู้การยับยั้งชั่งใจได้ น่าจะเป็นต้นทางในการลดปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้มากกว่า ”

กระหึ่มเมือง กับแนวคิดเอาโทษคดีข่มขืน...

ในประเด็นนี้ ดร.เปรม ขอยกกรณีศึกษาจากงานวิจัยถึงคดีข่มขืนในประเทศไทย มาชวน นายฮกหลง สนทนาว่า จากผลการศึกษาพบว่า มี 2 คดีที่น่าสนใจ และน่าที่จะหยิบยกกันขึ้นมาเพื่อถกกันในวงกว้างอยู่เหมือนกัน

ดร.เปรม สวนสมุทร อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คดีที่ 1 เป็นคดีที่ภรรยาฟ้องว่าถูกสามีข่มขืน แต่ฝ่ายสามีกล่าวอ้างว่า มิได้ขืนใจ เป็นการร่วมหลับนอนกันตามปกติ แต่ฝ่ายภรรยาวางแผนแกล้งให้เกิดการต่อสู้กันนิดๆ หน่อยๆ เพื่อหวังจะให้เกิดบาดแผลตามร่างกายเล็กๆ น้อยๆ ในระหว่างมีเพศสัมพันธ์​กัน เพื่อจะได้นำบาดแผลเหล่านั้นไปเป็นหลักฐานฟ้องร้องว่าถูกสามีข่มขืน

คดีที่ 2 วัยรุ่นหญิง-ชาย คู่หนึ่ง รักกันและอยู่กินฉันสามีภรรยามาช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่ต่อมาครอบครัวของทั้งสองฝ่ายเกิดตกลงกันไม่ได้ ครอบครัวฝ่ายหญิงจึงไปฟ้องร้องว่าลูกถูกฝ่ายชายขืนใจ โดยใช้การมีเพศสัมพันธ์กันมาเป็นหลักฐาน

คดีแรก จุดที่น่าสนใจคือ หากมีการวางแผนเพื่อให้เข้าองค์ประกอบของการข่มขืน เช่น ร่องรอยการถูกทำร้ายร่างกาย ก็สามารถกลายเป็นคดีข่มขืนได้

ในขณะที่คดีที่ 2 เข้าองค์ประกอบในแง่ที่ว่า ฝ่ายชายไปข่มขืนหญิงอื่นที่ไม่ใช่ภรรยาของตัวเอง

สิ่งเร้าสำคัญ สื่อลามก ต้นตอของคดีข่มขืน

เพราะฉะนั้น ส่วนตัวจึงเห็นว่าในจำนวนคดีข่มขืนของประเทศไทย น่าจะมีจำนวนหนึ่งเลยทีเดียวที่ไม่ใช่การก่ออาชญากรรมที่น่าหวาดกลัว เช่น ใช้กำลังบังคับขืนใจ หรือใช้กำลังพาตัวไปล่วงละเมิด และสิ่งสำคัญที่ต้องไม่ลืมคือ กฎหมายไทย เป็นระบบที่ยึดประจักษ์พยานเป็นสำคัญ ฉะนั้นการจะไปสืบหาเอาหลักฐานอื่นใด นอกเหนือจากคำบอกเล่าของเหยื่อ จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เพราะสถานที่เกิดเหตุมักจะเป็นที่ลับตาคน

นอกจากนี้ ฝ่ายที่กล่าวหามักจะได้รับแรงเห็นใจ และความเชื่อถือในวงกว้าง ก่อนที่จะมีการสืบสาวราวเรื่องให้ได้ข้อเท็จจริงเสมอ ฉะนั้นองค์ประกอบในแต่ละคดีจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่ควรมีการพิจารณาเป็นกรณีๆ ให้ถี่ถ้วน....

นายฮกหลง ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    23.0%
  • ไม่ชอบ
    67.2%
  • สนุก
    1.6%
  • ประหลาดใจ
    1.6%
  • เสียใจ
    4.9%
  • ให้กำลังใจ
    1.6%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement