"สมคิด" เจาะประตูสู่อาหรับ โอมาน-อิหร่านอ้าแขนรับการค้า-ลงทุน - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

"สมคิด" เจาะประตูสู่อาหรับ โอมาน-อิหร่านอ้าแขนรับการค้า-ลงทุน

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.พ. 2559 05:45
2,461 ครั้ง


“สมคิด” เผยอิหร่าน เชิญชวนนักลงทุนไทยเข้าไปพัฒนาประเทศ หลังถูกคว่ำบาตรมานาน 30 ปี ให้สิทธิประโยชน์เต็มพิกัด เตรียมลุยรัสเซีย เบลารุส ศรีลังกา เกาหลีใต้ต่อ มั่นใจมาตรการภายในประคองเศรษฐกิจอยู่ อีก 2 สัปดาห์ออกแพ็กเกจธ.ก.ส.ช่วยเกษตรกร

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเปิดเผยถึงการเดินทางไปเยือนประเทศโอมาน และอิหร่าน ช่วงระหว่างวันที่ 31 ม.ค.-3 ก.พ.2559 พร้อมรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจและภาคเอกชนว่า ประเทศอิหร่านต้องการกระชับความสัมพันธ์กับไทยในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ซึ่งทางอิหร่านยินดีที่จะดูแลเรื่องความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับไทย ขณะที่ไทยจะดูแลเรื่องความมั่นคงทางอาหารให้อิหร่าน โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำชับก่อนการเดินทางไปอิหร่านว่า การเจรจาต้องให้ความเป็นเพื่อนมากกว่าเรื่องของผลประโยชน์

ทั้งนี้ในปัจจุบันอิหร่านจัดเป็นประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ เนื่องจากได้รับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร หลังจากที่ถูกคว่ำบาตรมา 30 ปี ซึ่งอิหร่านมีปริมาณน้ำมันสำรองมากในอันดับต้นๆของโลก มีทรัพยากรบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปี ถึง ใน 4 ซึ่งเป็นคนที่มีความรู้สูง จึงต้องการให้นักลงทุนเข้าไปลงทุนเพื่อสร้างให้เกิดการจ้างงาน

“อิหร่านเพิ่งเปิดประเทศจึงต้องการการพัฒนาสิ่งที่ประเทศยังขาดอยู่ ซึ่งประเทศไทยมีเกือบทุกด้าน เช่น ด้านอาหาร การเกษตร รถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ โรงแรม สุขภาพ การก่อสร้าง เป็นโอกาสทางธุรกิจที่สูงมาก โดยทางอิหร่านต้องการให้นักธุรกิจไทยไปลงทุนในกิจการต่างๆและพร้อมให้สิทธิประโยชน์นานถึง 30 ปี คนไทยถือหุ้นได้ 100% และไม่จำเป็นต้องผลิตเพื่อการส่งออก เพื่อที่จะสร้างงานให้คนวัยฉกรรจ์ในประเทศหลังจากที่ประเทศไม่ได้รับการพัฒนามานาน 30-40 ปี ขณะเดียวกันอิหร่านยังได้ซื้อข้าวจากไทย 300,000 ตัน และยางพาราอีก 20,000 ตันด้วย”

ส่วนการเยือนประเทศโอมานได้รับการตอบรับจากรัฐบาลและนักธุรกิจอย่างดี โดยโอมานถือเป็นประตูการค้าที่เชื่อมโยงกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (จีซีซี) ที่มีสมาชิก 6 ประเทศ คือ บาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ และเป็นประตูการค้าเชื่อมโยงไปยังแอฟริกาด้วย โดยทางโอมานได้เชิญชวนให้ไทยเข้าไปลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษของโอมาน ทั้งการก่อสร้าง การสร้างเมืองสุขภาพ ธุรกิจโรงแรม โรงพยาบาล อุตสาหกรรมอาหารและร้านอาหาร ขณะเดียวกันทางไทยได้แจ้งให้โอมานทราบว่า ไทยกำลังตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งทางโอมานสนใจที่จะเข้ามาร่วมลงทุน โดยได้ลงนามแสดงความจำนงที่จะร่วมลงทุนในกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเมื่อจัดตั้งอย่างเป็นทางการ และในช่วงกลางปีนี้ทางโอมานจะจัดทีมนักธุรกิจมาร่วมมือด้านธุรกิจกับนักธุรกิจของไทยที่ประเทศไทยด้วย

นายสมคิดกล่าวด้วยว่า ระหว่างวันที่ 22-27 ก.พ.นี้ จะนำคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจของไทยและภาคเอกชนเดินทางไปรัสเซีย ขณะที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จะเดินทางไปหารือกับรัสเซียด้านความมั่นคง ซึ่งรัสเซียถือเป็นมหาอำนาจอีกประเทศที่มีความสำคัญ สำหรับการหารือด้านเศรษฐกิจกับรัสเซียจะมีเรื่องความร่วมมือทางการค้า การเกษตร และการลงทุน โดยปัจจุบันรัสเซียมีความต้องการนำเข้าอาหารและสินค้าเกษตรจำนวนมาก จากนั้นจะเดินทางไปประเทศเบลารุสด้วย ตามคำเชิญของรัฐบาล ส่วนวันที่ 9-12 มี.ค.จะเดินทางไปเยือนประเทศศรีลังกา ซึ่งจะมีการหารือกันเรื่องความร่วมมือในการทำประมง และอาหาร จากนั้นจะเดินทางไปเยือนประเทศเกาหลีใต้ หารือเรื่องความร่วมมือเรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ และการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ

นอกจากนี้ในช่วงกลางปีนี้ กระทรวงพาณิชย์เตรียมจัดสัมมนาใหญ่เกี่ยวกับตลาดซีแอลเอ็มวี+ที หรือกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม รวมกับไทย โดยจะเชิญภาครัฐและเอกชน รวมทั้งทางธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย ตัวแทนของประเทศญี่ปุ่น และจีน เข้ามาร่วมกันหารือระดมความเห็นการขับเคลื่อนตลาดดังกล่าว เพราะถือว่า เป็นตลาดที่มีศักยภาพอย่างมาก และถือเป็นห่วงโซ่ทางการผลิตที่แท้จริงของอาเซียน

นายสมคิดยังกล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจไทยด้วยว่า การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี)ของไทยปี2558 ที่ผ่านมาคาดว่าจะขยายตัว 2.9% ส่วนเศรษฐกิจในไตรมาส 1 และ 2 ของปีนี้ ต้องรอลุ้นสถานการณ์เศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้ออกมาตรการให้เงินผ่านกองทุนหมู่บ้านวงเงิน 35,000 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นการให้ชุมชนสร้างโครงสร้างพื้นฐานของตัวเอง ซึ่งคาดว่าเงินจะลงสู่ชุมชนได้ไม่เกินปลายเดือนก.พ.นี้ รวมกับเงินในโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบค้างท่อของกระทรวงมหาดไทยอีกประมาณ 40,000 ล้านบาท น่าจะทยอยลงหมดได้ภายในไตรมาส 2 ซึ่งทั้ง 2 โครงการจะประคองเศรษฐกิจไทยให้ผ่านพ้นได้ และอีก 2 สัปดาห์ เตรียมจะนำเสนอแพ็กเกจช่วยภาคเกษตรกรของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ประกอบด้วยการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำกับชาวนาเพื่อปรับเปลี่ยนการผลิต และการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับเอสเอ็มอีภาคเกษตร.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    71.4%
  • ไม่ชอบ
    18.5%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    2.4%
  • เสียใจ
    2.4%
  • ให้กำลังใจ
    5.2%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement