เวลาฆ่า ขืนใจ ไร้ปรานี ถูกจับรับสารภาพ ได้อภัยทางกฎหมาย - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

เวลาฆ่า ขืนใจ ไร้ปรานี ถูกจับรับสารภาพ ได้อภัยทางกฎหมาย

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.พ. 2559 05:30
17,062 ครั้ง


กลายเป็นเรื่องที่สังคมจับตา สำหรับกรณีกลุ่มคนร้ายก่อเหตุฆ่า ข่มขืน โยนเหว ที่ จ.พัทลุง พฤติการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่ยากที่คนทั่วไปจะรับได้ เพราะผู้ที่ลงมือเป็นเพียงวัยรุ่น บางรายอายุเกิน 18 ปี ซึ่งตามกฎหมายถือเป็น "เยาวชน" นอกจากนี้ ขณะแถลงข่าวในคดีดังกล่าวยังมีการแสดงท่าทีแบบไม่สะทกสะท้านกับสิ่งที่ทำลงไปด้วย...

เรื่องที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดมวลคำถามมากมายว่า จะเก็บเยาวชนแบบนี้ไว้ทำไม ควรจะลงโทษด้วยการประหารชีวิตหรือไม่ ทำแบบนี้ไม่ถือเป็นเยาวชนหรือเปล่า ควรแก้กฎหมายเพื่อลงดาบแบบ "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" กับผู้ที่ทำชั่วเช่นนี้ไหม และเขาควรได้รับ "โอกาส" แก้ตัวและกลับคืนสังคมหรือ...?

วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ขอถอดความคิดเห็นของกลุ่มสนับสนุน กลุ่มคัดค้าน รวมไปถึงตัวบทกฎหมาย ว่าจะแก้โทษเพื่อประหารเยาวชนที่หลายคนคิดว่าเกินเยียวยาได้หรือไม่ ทางออกเช่นนี้ควรเป็นอย่างไร ติดตามอ่านได้นับตั้งแต่บรรทัดนี้...

คดีนี้สังคมกล่าวขาน ว่าโหดร้าย ทารุณ
เปิดกฎหมาย ชี้ชัด เยาวชนกระทำผิด ลงโทษได้สูงสุด จำคุกไม่เกิน 50 ปี เหตุ "ไทย" ร่วมภาคีสิทธิเด็ก

ทีมข่าวฯ ได้สอบถามกับผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ปกติแล้วข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา มีโทษถึงประหารชีวิตอยู่แล้ว สำหรับกฎหมายอาญาที่มีการแก้ใหม่นั้น มีการกำหนดโทษประหารชีวิตและจำคุกตลอดชีวิต มิให้นำมาใช้กับผู้กระทำความผิดที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งอยู่ในมาตรา 18 วรรค 2

ในขณะเดียวกัน วรรค 3 ระบุว่า ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดอายุต่ำกว่า 18 ปี ได้กระทำผิดโดยระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ให้เปลี่ยนจากระวางโทษดังกล่าว เป็นจำคุกไม่เกิน 50 ปี หากจะสรุป ก็กล่าวได้ว่า หากเยาวชนกระทำผิด ก็สามารถลงโทษได้ไม่เกิน 50 ปี

เลขาธิการสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาฯ เผยต่อว่า กฎหมายดังกล่าวได้รับการแก้ไขเมื่อปี พ.ศ. 2546 เพื่อให้สอดคล้องกับกติกาสากลระหว่างประเทศ ที่ว่าหากเยาวชนกระทำความผิด จะระวางโทษประหารชีวิต กับจำคุกตลอดชีวิตไม่ได้

“สาเหตุที่ปรับเพราะ มีอนุสัญญาสิทธิเด็ก เมื่อหลายประเทศยอมรับใช้ กฎหมายแต่ละประเทศก็ปรับแก้ตาม โดยอนุสัญญาสิทธิเด็ก ข้อ 37 ระบุว่า จะไม่มีการลงโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต หรือใดๆ ก็ตามที่ไม่มีโอกาสจะได้รับการปล่อยตัว จากการกระทำของผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี”



นายสราวุธ กล่าวต่อไปว่า อนุสัญญานี้ ประเทศไทยเข้าร่วมภาคีในวันที่ 27 มีนาคม 2535 รวมกับหลักสิทธิมนุษยชนมาใช้ด้วย ซึ่งก่อนหน้าปรับแก้ไขกฎหมายนี้ เราสามารถประหารชีวิตเด็กได้ ไม่มีอะไรยกเว้นไว้

สราวุธ เบญจกุล

ในส่วนของหลักเกณฑ์การพิจารณาโทษเยาวชนที่ก่อเหตุสะเทือนขวัญนั้น นายสราวุธ กล่าวว่า ศาลจะดูจากวิธีการกระทำอันร้ายแรงหรือไม่ ฉะนั้น การลงโทษต่างๆ ศาลก็จะพิจารณาถึงสภาพความร้ายแรงต่างๆ ประกอบด้วย รวมถึงแนวโน้มการก่อเหตุซ้ำ เวลาศาลจะลงโทษ หรือพิจารณาลดโทษ จะพิจารณาหลายประการ ประกอบไปด้วยประวัติผู้ต้องหา ความประพฤติ อายุ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะทางจิต อาชีพ สิ่งแวดล้อม สภาพความผิด

“สำหรับการรณรงค์ในโซเชียลเน็ตเวิร์ก อยากให้มองในภาพรวมทั้งหมดว่า การวางระบบใหม่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ แม้ว่าสิ่งที่เขาทำ คนในสังคมจะยอมรับไม่ได้ แต่การใช้ความรุนแรงนั้นจะแก้ปัญหาได้หรือ...ก็ยังเป็นถกเถียงกัน แม้ในสหรัฐฯ บางรัฐจะมีโทษประหารชีวิต แต่ปัญหาอาชญากรรมในประเทศสหรัฐฯ ก็ไม่ลดลง ในการลงโทษคนจะใช้วัตถุประสงค์เพื่ออะไร ต้องการแก้แค้นทดแทน หรือต้องการอะไร? ตอนนี้ในยุโรปไม่มีการประหารชีวิตเลย ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ส่วนตะวันออกกลางที่ใช้หลักศาสนาก็จะมีวิธีการลงโทษแตกต่างไป”

นายสราวุธ กล่าวทิ้งท้ายว่า ไม่สามารถตอบได้ว่าการลงโทษประหารจะทำให้อาชญากรรมลดลงหรือไม่ ตรงนี้ยังมีคนศึกษาอยู่ แต่หากว่าไทยจะมีโทษประหารชีวิตเด็กหรือเยาวชนที่กระทำความผิดร้ายแรง เราก็ต้องออกจากภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กฯ ก่อน

ลงโทษด้วยการฆ่า!...ไม่ต่างจากอาชญากร และไม่ได้ช่วยลดอาชญากรรม

ในขณะที่องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนอย่างแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ที่กำลังรณรงค์งดเว้นโทษประหารในทุกกรณี ก็ยังคงแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า ไม่ควรมีโทษประหารชีวิต โดย อาจารย์ชำนาญ จันทร์เรือง ประธานกรรมการแอมเนสตี้ฯ กล่าวว่า การเรียกร้องให้ประหารชีวิตคดีอาชญากรรมสะเทือนขวัญ ไม่ใช่เรื่องใหม่ พอมีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ก็จะมีการปลุกระดมและออกมาเรียกร้องให้ลงโทษอย่างรุนแรงกับผู้กระทำผิด เพราะเราเกลียดในสิ่งที่เขาทำ และไม่อยากให้ใครเอาเป็นเยี่ยงอย่าง แต่การเรียกร้องให้ฆ่า ก็ไม่ต่างจากสิ่งที่อาชญากรทำ ซึ่งในทุกศาสนาล้วนบอกว่าการฆ่าเป็นสิ่งที่ผิดและทำไม่ได้ แต่การลงโทษด้วยการใช้โทษประหาร คือการฆ่าโดยชอบที่ทำโดยรัฐ

ในนัยทางวิชาการ ระดับนานาชาติ ก็ไม่ได้บ่งชี้ว่าการประหารชีวิตจะทำให้อาชญากรรมลดลง มิหนำซ้ำ อาจตรงกันข้าม อาจจะทำให้เหยื่อเสียชีวิตเพิ่มขึ้น เพราะมีโทษประหารอยู่แล้ว ก็ฆ่าปิดปากเสียเลยดีกว่า...

ชำนาญ จันทร์เรือง

อาจารย์ชำนาญ กล่าวต่อไปว่า การประหารเปรียบดั่งการแก้แค้น ไม่ใช่การแก้ไข เยียวยา เราควรจะมาดูสาเหตุว่าทำไมเขาถึงทำ วิเคราะห์ว่าเกิดจากอะไร สังคมเกี่ยวข้องหรือไม่ เป็นผลผลิตที่เกิดขึ้นจากสังคมหรือไม่ สิ่งที่เรากำจัด (ฆ่าให้ตาย) เราแน่ใจได้แค่ไหนว่าผิดจริงทั้งหมด จะอ้างว่าเขารับสารภาพ ก็ต้องถามว่ากระบวนการยุติธรรม 100% หรือไม่ เพราะหลายคดีสังคมก็เคลือบแคลง เมื่อเร็วๆ นี้ที่ประเทศจีน ก็ประหารชีวิตผิดคน

"ยิ่งเป็นเยาวชน แล้วเรียกร้องให้ประหารนั้น ชื่อก็บอกแล้วว่า "เยาว์" ซึ่งมีความหมายว่ายังขาดสำนึก และยังมีโอกาสในอนาคต ยังสามารถกลับตัวกลับใจได้ ความจริงแล้วการลงโทษสูงสุดที่มนุษย์พึงทำแก่กันได้ คือการจับกุมคุมขัง ไม่ให้ได้รับสิทธิเสรีภาพ หากประหารชีวิต กล่าวได้ว่าเป็นการกระทำที่โหดร้าย แม้จะใช้เข็มฉีดยาก็ยังคงโหดร้าย ยกตัวอย่างนักโทษประหารที่อเมริกา ใช้เข็มฉีดยาไป 25 ครั้งก็ยังไม่ตาย หากผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ได้รับโทษประหาร เราจะไม่สามารถแก้ไขได้"

ประธานกรรมการแอมเนสตี้ประเทศไทย กล่าวต่อว่า แม้การประหารชีวิตจะป้องกันให้บุคคลนั้นหมดโอกาสทำผิดซ้ำ แต่การกักขังไว้ในเรือนจำก็ป้องกันได้เช่นเดียวกัน ส่วนการลดโทษ หรืออภัยโทษก็ไม่สามารถใช้ได้ทุกกรณี หากถูกปล่อยตัวเร็วโดยยังไม่เหมาะแก่เวลาอันเหมาะสม ก็แสดงว่ากรมราชทัณฑ์เรามีปัญหาแล้ว

ประธานกรรมการแอมเนสตี้ฯ ซึ่งทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ยกตัวอย่างในต่างประเทศว่า ในประเทศนอร์เวย์ ผู้ต้องหายิงคนตาย 70 กว่าคน แต่ได้รับโทษสูงสุดเพียงจำคุก 21 ปี แต่เขาก็สามารถต่อโทษได้ไม่ให้ออกมาก่อความเดือดร้อนแก่สังคม ยกตัวอย่างประเทศอื่น แคนาดาก็ไม่มีโทษประหารชีวิต ปรากฏว่าสถิติการก่ออาชญากรรมกลับลดลงด้วยซ้ำ หรือ กัมพูชา มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันไปมากมาย ก็ยังไม่มีโทษประหารชีวิต ในโลกเราร้อยกว่าประเทศที่ไม่มีโทษประหารชีวิต แต่ยังเหลืออีก 38 ประเทศที่มีโทษประหารชีวิต แต่ไม่ประหารชีวิตจริง ในส่วนของไทย เราก็ไม่มีการประหารชีวิตตั้งแต่ พ.ศ.2512 เป็นต้นมา และยังเหลืออีกแค่ 58 ประเทศเท่านั้นเองที่ยังมีโทษประหารชีวิต

สรุปได้ว่า โทษประหารชีวิตนั้น ไม่มีผลต่อสถิติการก่ออาชญากรรมที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง มันมีอีกหลายปัจจัย เช่น การบังคับใช้กฎหมายเท่าเทียมกันไหม ในระหว่างคนแต่ละชนชั้นในสังคม ทั้งการศึกษา การอบรมเลี้ยงดู การประพฤติต่อกันในสังคมก็มีส่วน ดังนั้นการมีโทษอย่างเดียวไม่ได้ช่วยห้ามการก่ออาชญากรรม หากอายุยังไม่ถึง 18 ปี ก็ถือว่ายังเป็นเยาวชน การลงโทษก็ให้เหมาะสมกับวัย ทั้งการอบรมสั่งสอน การให้โอกาส การปฏิบัติ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องพิเศษกว่าคนทั่วไป

คดีฆ่า ข่มขืนที่ จ.พัทลุง อีก 1 คดีสะเทือนขวัญ
โหดเกินเด็ก ควรถูกลงโทษแบบผู้ใหญ่ รณรงค์ยกเลิก 'อภัยโทษ'

ในด้านฝั่งของเหยื่อ ที่มี "บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี" ตัวแทนหญิงแกร่งแห่งยุคดิจิตอล กลายเป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่เรียกร้องความยุติธรรมในสังคม ให้ความเห็นว่า การกระทำของวัยรุ่นกลุ่มนั้นเป็นการกระทำที่เกินเหตุ ควรจะโอนเป็นศาลผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม บุ๋มรู้สึกว่าสมัยนี้มีการก่อเหตุลักษณะนี้มากขึ้น หากยังมีวัยรุ่นกระทำเช่นนี้อยู่ในสังคมอีกจะเป็นอย่างไร...จึงมีมุมมองว่า หากมีการก่อเหตุลักษณะนี้ ควรยกเลิกเรื่องการ "อภัยโทษ" ดีกว่า เหมือนกับโทษของยาเสพติดที่เคยยื่นเรื่องยกการอภัยโทษสำเร็จมาได้ ในเรื่องของการข่มขืนก็เช่นเดียวกัน สถิติหลังๆ พบว่า ผู้ที่เคยก่อเหตุข่มขืนมักจะกระทำซ้ำ ดังนั้นเราจึงรู้สึกว่าอยากให้คนกลุ่มนั้นได้สำนึกผิดอยู่ในเรือนจำนานๆ เพราะว่าเหยื่อที่โดนข่มขืน จะก่อเป็นบาดแผลในใจนานมาก ไม่มีวันหาย ถึงขั้นอยู่ในสังคมเดิมไม่ได้เพราะอับอาย จนต้องย้ายที่อยู่อาศัย เพราะกลัวผู้ก่อเหตุออกมาเร็ว เหยื่อก็กลัวการถูกข่มขู่อีก

บุ๋ม ปนัดดา หญิงแกร่ง ที่รณรงค์ยกเลิกการ "อภัยโทษ" หรือ ลดโทษ

ดาราสาวผู้ทำงานให้สังคม กล่าวต่อว่า ตอนนี้กำลังหาทางออก เพราะคดีนี้รวมอยู่ในกฎหมายเยาวชน ที่เราไปขัดไม่ได้ เพราะเป็นหลักสากล ดังนั้นที่พอเป็นไปได้ในตอนนี้คือการยกเลิกอภัยโทษ ให้ผู้ก่อเหตุได้สำนึกผิดนานๆ ซึ่งก็ได้รับความช่วยเหลือจากหลายฝ่าย อาทิ ผู้พิพากษา หรือ อัยการ ซึ่งให้คำปรึกษาบุ๋มเยอะมาก มีผู้ใหญ่หลายท่านก็เห็นด้วยว่าถึงเวลาที่ต้องเคลื่อนไหวบ้างแล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่มีแกนนำ

ยังมีเยาวชนอีกมากที่ต้องการความช่วยเหลือ ทั้งยากจน ขาดโอกาส จึงขอถามว่าเราจะเก็บเยาวชนกลุ่มนี้ที่ก่อเหตุร้ายแรงอย่างนี้ไว้ เพื่ออะไร? หากถามว่าเราควรจะให้โอกาสเขามีชีวิตไหม บุ๋มก็เห็นสมควรว่า "ได้" แต่ควรจะอยู่ในคุกนานๆ หน่อย เพื่อสำนึกผิด เพราะรับสารภาพแล้วโทษก็ลดอีกกึ่งหนึ่ง เป็นเยาวชนโทษก็ลดอีก ดังนั้นที่เหลืออีกอย่างคือการอภัยโทษ การที่ถูกกักที่สถานพินิจ ที่นั่นสบายกว่าคุกเยอะ

"การรณรงค์ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่อง ข่มขืน = ประหาร แต่สิ่งที่เราต้องการคือการยกเลิกอภัยโทษ และตอนนี้เรากำลังเดินหน้าทำงานเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม ดีกว่ามานั่งด่ากันในโซเชียลฯ…นี่คือความรุนแรงในสังคมที่เกิดขึ้น และประชาชนไม่ยอมรับ ส่วนหากมีกฎหมายประหารชีวิตเยาวชนที่ก่อเหตุรุนแรงจริง เชื่อว่าจะทำให้บุคคลเหล่านี้ฉุกคิดได้บ้าง บุ๋มไม่ใช่นักการเมือง ไม่มีอำนาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากขนาดนั้น แต่หากเปลี่ยนได้ก็อยากเปลี่ยน อย่างน้อยก็จะช่วยเตือนสติผู้ก่อเหตุว่า การกระทำแบบนี้ถึงขั้นประหารชีวิต ในฐานะคนเป็นแม่ มีลูกสาว ก็อยากจะหาแนวทางปกป้องลูกในอนาคต หรือหากต้องหาวิธีอื่น ที่สามารถทำได้น้อยนิด ก็ต้องทำ เพราะดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย...!!" บุ๋ม ปนัดดา กล่าวให้คิด

ทนายความชื่อดัง เห็นด้วย ยกเลิก อภัยโทษ 

สอดคล้องกับ ทนายเจมส์ หรือ นายนิติธร แก้วโต ทนายความชื่อดัง กล่าวว่า ในทางกฎหมาย โทษในคดีข่มขืน ตามมาตรา 276 มีโทษจำคุกต่ำสุด 4-20 ปี ส่วนที่มีการรณรงค์ยกเลิกการอภัยโทษนั้น ส่วนตัวเห็นด้วยกับการรณรงค์การยกเลิกอภัยโทษคดีฆ่าข่มขืน เนื่องจากมองว่า เมื่อจำเลยสมประโยชน์จากการข่มขืนแล้ว ควรมีความปรานีต่อผู้ถูกข่มขืน ด้วยการปล่อยตัว เพราะแค่ถูกข่มขืนก็ตกนรกทั้งเป็นอยู่แล้ว ทั้งสภาพจิตใจตัวเองก็แย่ และต้องทนต่อสายตาของคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นการมองด้วยความสงสารหรือเหตุอื่น

ทนายเจมส์ ก็สนับสนุน "บุ๋ม ปนัดดา"

ทนายเจมส์ กล่าวต่อว่า หากกรณีนี้ที่เกิดขึ้น มีการวางแผนล่วงหน้า/เมื่อกระทำความผิดสำเร็จก็ฆ่าปิดปาก เพื่อปกปิดความผิดของตน มีโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิต ซึ่งการรับสารภาพ จะลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุกตลอดชีวิต และเมื่อมีการอภัยโทษตามประเพณี นักโทษพวกนี้ก็จะได้รับประโยชน์ลดโทษไปด้วย ไม่นานก็ออกมา ถ้าสำนึกผิดสังคมก็ได้รับคนดีกลับไป แต่นักโทษบางคนไม่สำนึก เข้าไปในเรือนจำเหมือนเข้าไปพัฒนาฝีมือ เวลาทำความผิดแล้วจับกุมยาก และกล้ากระทำความผิดที่ร้ายแรงเพิ่มขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นในมุมมองส่วนตัวจึงเห็นด้วยกับการที่ไม่ให้นักโทษคดีข่มขืนได้รับ อภัยโทษ ยกเว้นตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง ที่ควรได้รับการอภัยโทษ เนื่องจากอาจจะเป็นการกระทำโดยอารมณ์ชั่ววูบ หรือขาดสติ

ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันคดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นนับวันจะเหี้ยมโหด อำมหิตมากขึ้น เวลาที่คนร้ายลงมือกับเหยื่อ...แม้จะกราบกรานขอชีวิต น้อยรายที่จะรอด และถูกกระทำอย่างไร้ความปรานี แต่เมื่อเข้าสู้กระบวนการทางกฎหมายที่มีข้อจำกัดต่าง ๆ เช่น เป็นเยาวชน ให้การรับสารภาพ กลับได้รับการให้ลดโทษ อภัยโทษ เราต้องการคนแบบนี้กลับมาสู่สังคมจริงๆ หรือ...!?!

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    89.1%
  • ไม่ชอบ
    1.6%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    3.9%
  • เสียใจ
    2.5%
  • ให้กำลังใจ
    2.9%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement