ไม่ได้ตกถังข้าวสาร! 'ต่าย นัฐฐพนธ์' จากเงินเก็บ 2 ล้าน สู้! เป็นผู้จัดละคร - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

ไม่ได้ตกถังข้าวสาร! 'ต่าย นัฐฐพนธ์' จากเงินเก็บ 2 ล้าน สู้! เป็นผู้จัดละคร

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ก.พ. 2559 09:30
31,575 ครั้ง


เรียกว่าเป็นยุคเฟื่องฟูของวงการโทรทัศน์ทีเดียวเมื่อเกิดช่องดิจิตอลขึ้นมา 24 ช่องรวด เวลานี้ไม่ใช่เพียง "นักแสดง" เท่านั้นที่มีบทบาทดึงดูดเรตติ้งให้ช่อง แม้แต่คนเบื้องหลังทั้ง ผู้จัดละคร ผู้จัดรายการ หรือแม้แต่ผู้กำกับ ชื่อของพวกเขาเหล่านี้ก็เป็นแม่เหล็กชั้นดีที่จะเพิ่มความน่าสนใจให้ผู้ชมเลือกกดดูรีโมตช่องไหน เพราะอัตราการแข่งขัน 1 ต่อ 24 "สงครามรีโมต" ครั้งนี้ต้องบอกเลยว่า การต่อสู้ดุเดือดไม่มีใครยอมตายตาม 2 ช่องที่ชิงตัดช่องน้อยแต่พอตัว "จอดำ" ไปเรียบร้อย

ตลอดเดือนกุมภาพันธ์ รายงานพิเศษโดยไทยรัฐออนไลน์ จะพาไปรู้จัก แม่เหล็กไม้เด็ดคนเบื้องหลัง ของช่องทีวีหลายๆ ช่องกัน เริ่มกันที่เขาคนนี้ ต่าย นัฐฐพนธ์ ลียะวณิช...

ผู้จัดละครเลือดใหม่ไฟแรง
กับนางเอกคู่ขวัญ หยาดทิพย์

ถือเป็นพระเอกที่ห่างหายจากหน้าจอไปนาน สำหรับ ต่าย นัฐฐพนธ์ ลียะวณิช ใครเลยจะรู้ว่าพระเอกวัยเพียง 34 ปีคนนี้ มุมานะทำงานแบบเงียบๆ จนบริษัท Mojito Entertainment ของเขาเติบใหญ่ แตกกิ่งก้านสาขาผลิตทั้งงานเบื้องหลัง งานโฆษณา จนล่าสุดก้าวเข้าผลิตละคร "หน้ากากนางเอก" ให้ช่องเวิร์คพอยท์ รายงานพิเศษโดยทีมข่าวบันเทิงไทยรัฐออนไลน์ พามาพูดคุยกับคนเบื้องหลังคลื่นลูกใหม่ แต่หน้าเก่าในวงการบันเทิงคนนี้กัน

จุดเริ่มต้นกับงานเบื้องหลังของ ต่าย มาจากตรงไหน
"6 ปีแล้วครับกับบริษัทนี้ เริ่มจากทำคนเดียวเลยครับ ตอนแรกเมื่อ 7 ปีที่แล้วผมเริ่มทำโครงการในหลวงในดวงใจ มีเพื่อนดารามาร่วมถ่ายรูป 140 กว่าคน ความรู้สึกตอนนั้นผมแค่รู้สึกอยากทำอะไรให้ในหลวง พอทำแล้วรู้สึกดีกับการทำงาน ได้ทำโปรดักชั่น รู้สึกว่าหาอะไรทำต่อดี ก็เลยมีความคิดผลิตรายการ จึงมีรายการ The Giving ทางช่อง 5 ซึ่งตอนนั้นได้รับการตอบรับที่ดี"

ตอนนั้นมาทำรายการช่อง 5 ยังมีสัญญาช่อง 3 อยู่มั้ย
"ยังมีครับ (แล้วทำไมมาทำช่อง 5 ได้) ผมแจ้งทางช่องเขาก่อน จริงๆ รายการนี้เราก็ยื่นทางช่อง แต่ช่อง 3 เวลาค่อนข้างแน่น ตอนนั้นยังไม่ได้มีดิจิตอล พอมาผ่านกับช่อง 5 ผมก็ลุยเลย พอทำมาเรื่อยๆ ลูกค้าก็ฟีดแบ็กดี คนชอบ แล้วพอเราทำรายการโอเค ลูกค้าก็เริ่มมีสกู๊ปเข้ามาให้ทำ พอทำสกู๊ปดีอีกลูกค้าก็เริ่มให้เราผลิตโฆษณาให้

จากนั้นเราก็เริ่มคิดโปรเจกต์ต่างๆ เสนอลูกค้า จนตอนหลังๆ เวลาลูกค้ามีโปรเจกต์อะไร เขาก็ยกมาให้เราทำเลย ก็ขยายมาเรื่อยๆ มีงานอีเวนต์ งานพีอาร์ ตอนหลังเริ่มมีลูกค้ามาฝากซื้อโฆษณา เราก็เข้าไปคุยกับช่อง 3 ให้ เพราะเวลาโฆษณาช่อง 3 จะเต็มตลอด จนผมได้เวลามาช่วงละครเย็นกับเรื่องเล่าเช้านี้ หลังจากนั้นเราก็เริ่มช้อน ดูรายการไหนที่น่าสนใจเราก็ไปขอโควตารายการต่างๆ แล้วก็ขาย หลังๆ ลูกค้าก็จะเริ่มยกบัดเจ็ตมาให้แล้วก็วางมีเดียให้เลย จากนั้นผมก็เริ่มซื้อสื่อโฆษณาอื่นๆ ยุคหลังๆ สื่อโฆษณาก็เริ่มขยายประเภท พอมีไลน์ก็เริ่มทำสติกเกอร์"

ทำงานสบายๆ แต่จริงจัง
ชิ้นงานที่ ต่าย ภูมิใจและทำให้เขามีวันนี้

แปลว่าต่ายชอบทำงานอย่างนี้มากกว่าเป็นดารา
"จริงๆ ผมชอบเรียนรู้มากกว่า ผมชอบไม่หยุดนิ่ง ชอบอะไรใหม่ๆ หมายถึงใหม่สำหรับเรานะ มันอาจจะไม่ได้ใหม่สำหรับโลก แต่มันใหม่สำหรับการเรียนรู้ของผม อะไรก็ได้ที่เราไม่อยู่นิ่ง ได้รับรู้สิ่งใหม่ผมทำหมด"

ย้อนไปวันแรกๆ ที่เราเดินเข้าไปหาลูกค้า ด้วยความเป็นดารายากมั้ย เพราะทุกคนน่าจะตั้งกำแพงไว้นะว่าเป็นดาราจะทำได้เหรอ

"ทุกคนจะเป็นอย่างนั้นครับ จริงๆ เป็นนักแสดงมันจะดีตรงที่คนจะรับนัดง่าย แต่มันจะมีข้อสงสัยว่า เอ้ย จะทำได้มั้ย จะทำได้จริงเหรอ ทำออกมาแล้วจะเป็นยังไง ซึ่งผมเข้าใจเป็นเรื่องปกติที่ต้องคิด เราก็แค่ตั้งใจทำงานออกมาให้ดี ไม่มีอะไรมากกว่านั้น"

เป็นเพราะมาเริ่มทำธุรกิจหรือเปล่าเลยหายไปจากหน้าจอเลย
"ก็เกี่ยวครับ ตั้งแต่อายุ 22 เรียนจบปุ๊บก็ทำงานถ่ายละคร 7 วันเลย จนเปิดบริษัทตอนอายุ 27-28 ปี พอทำรายการแล้วยุ่งมาก เลยเดินเข้าไปบอกพี่สมรักษ์ว่าผมขอรับละครทีละเรื่องนะครับ เราเริ่มทำบริษัทแล้วดูแลเองหมด พนักงานตอนแรกมี 3 คนเอง มีโต๊ะอยู่โต๊ะเดียวเล็กๆ แล้วหลังๆ ละครที่ผมรับเล่นจะเป็นละครที่ใช้เวลาในการถ่ายทำนานด้วย บวกกันสองอย่างก็เลยค่อยๆ ดูหายไปจากหน้าจอ"

แต่กลายเป็นพระเอกขาลงไปเลยนะช่วงนั้น
"คนไม่รู้ไงว่าผมออกมาทำบริษัท รู้สึกแค่ว่าเราหายไป แต่จริงๆ ที่ผมตัดสินใจเฟดตัวเองออกมาผมว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีนะ การทำตรงนี้เปลี่ยนทัศนคติของเราไปเลย"

กลกิโมโน ผลงานชิ้นล่าสุดกับช่อง 3
ยอมรับอาชีพพระเอกมีวันหมดอายุ

แต่ก็ดูเสี่ยงเหมือนกันนะ อยู่เป็นพระเอกสบายๆ ไม่ดีกว่าเหรอ
"ไม่ครับ ผมว่าคนเรามันเป็นช่วงชีวิต นักแสดงก็เป็นได้ตามวัย อายุงานมันค่อยๆ หมดตามปกติ เชื่อมั้ยแต่ก่อนผมไม่เคยดูแลแฟนคลับเลย ยังรู้สึกผิดนะ แต่ผมเป็นคนค่อนข้างมีกำแพงไม่ค่อยออกมาหาเขา (มีกำแพงจนต่ายโดนมองว่าหยิ่ง) มีๆ แต่ไม่ได้หยิ่งนะ แต่เป็นคนสื่อสารกับคนยาก ผมไม่รู้จะคุยอะไร ผมเป็นคนโลกส่วนตัวสูง แต่ถ้าเกิดเวลาผ่านไปแล้วได้รู้จักกันจริงๆ ผมก็จะเป็นตัวของเราเอง เป็นคนไม่มีอะไรจริงๆ"

ตรงนี้เลยทำให้ต่าย รู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะกับการทำเบื้องหน้า มาสนุกกับงานเบื้องหลังหรือเปล่า
"จริงๆ ผมสนุกกับการเป็นนักแสดงนะครับ การแสดงเป็นอะไรที่ท้าทาย โดยเฉพาะบทบาทที่เราได้แสดงจริงๆ ผมแฮปปี้กับการแสดง แต่งานเบื้องหลังผมว่ามันเป็นงานที่ทำได้เลย แล้วผมเป็นคนไฮเปอร์ชอบทำอะไรเลย ละครเราต้องรอเขาไงกว่าจะแสดงได้ ต้องรอเขาเลือกเราแสดง แต่งานเบื้องหลังเหมือนเราขยันมาก เราก็มีงานมาก ทำงานได้เยอะ เหนื่อยก็พักได้"

ทำบริษัทเราไม่รู้หรอกว่าจะไปรอดหรือเปล่า นับว่าต่ายกล้ามากนะที่ทิ้งงานดารามาทำตรงนี้
"จริงๆ ผมเป็นคนคิดเยอะนะ แต่ตอนนั้นไม่คิดอะไรมาก ตัดสินใจทำเลย แต่ด้วย ณ ตอนนั้นทุกอย่างค่อยๆ พาเรามาเอง เราแค่รู้สึกว่าเราตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ที่เข้ามา ทำไปเรื่อยๆ รู้ตัวอีกทีงานก็มาเรื่อยๆ แล้ว วันที่เช่าออฟฟิศยังคิดเลยว่าถ้าวันหนึ่งมีออฟฟิศของตัวเองคงดีใจมาก จนวันที่มีออฟฟิศของตัวเอง ซื้อตึกของตัวเองจริงๆ ดีใจมาก (ยิ้ม) ผมไม่ได้รู้สึกนะว่าชอบอะไรมากกว่ากันระหว่างเบื้องหน้าเบื้องหลัง แต่ขอแค่ทำแล้วมีความสุขพอ"

ต่ายบอกว่าทุกวันนี้พยายามไม่คิดงานตลอดเวลา
เดินแบบบนแคตวอล์ก งานที่ทำให้ได้เข้ามาในวงการบันเทิง

ณ วันนี้ ต่าย หมดสัญญากับช่อง 3 หรือยัง
"หมดแล้วครับ หมดเมื่อตอนปลายปี 57 ตอนทำบริษัทยังมีสัญญานะ พอหมดสัญญาก็ตัดสินใจ มาเป็นผู้จัดละครกับทางเวิร์คพอยท์ (ช่องเวิร์คพอยท์ให้งบในการละครเท่าไร) อันนี้ผมไม่ขอตอบดีกว่า (ยิ้ม)"

ทำไมถึงตัดสินใจทำละคร
"ผมเกิดมาจากละคร อันนี้พูดได้เต็มปาก คือผมเข้ามาในวงการเริ่มจากถ่ายแบบและเล่นหนัง แต่มาแจ้งเกิดจากการละคร เคยคิดไว้อยู่แล้ววันหนึ่งถ้ามีโอกาสก็อยากทำละคร (ได้ไปเสนอละครกับช่อง 3 มั้ย) ก็มีไปคุยครับ แต่ก็อาจจะยังไม่ตรง ก็เลยเอามาคุยกับทางเวิร์กพอยท์ ซึ่งผ่าน"

ทำไมถึงเลือก หน้ากากนางเอก มาทำ
"ผมรู้สึกว่าคนไทยชอบดูละครเข้มข้น บทเรื่องหน้ากากนางเอกน่าจะถูกปากคนไทย"

กับการทำละคร ต่าย ได้ปรึกษาใครก่อนหรือเปล่า
"อายุ ยุวดี ไทยหิรัญ ครับ ผมเกิดจากยูม่า มีอะไรผมปรึกษาอายุหมด แกก็จะแนะนำอันนี้ให้ทำอย่างนี้ๆ บางทีผมผิดแกก็โทรมาด่า (หัวเราะ) บางทีผมจะเป็นคนหน้าใหญ่ ตังค์ไม่เหลือแต่ของานใหญ่ไว้ก่อน อายุก็ว่า ว่าปล่อยให้ใช้เงินอย่างนี้ได้ยังไง"

การเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญ
วันนี้นั่งแท่นพระเอกละคร "หน้ากากนางเอก" ของตัวเอง

ทำจริงๆ ยากมั้ยละคร จากพระเอกต้องไปอยู่เบื้องหลังคุมทุกอย่าง
"ยากนะในเรื่องของการบริหารจัดการ เพราะเราต้องคุมคนเยอะ มีทั้งทีมงาน ทั้งดารา ปัญหามาตลอด เดี๋ยวเรื่องคิวเดี๋ยวเรื่องนู้นนี้นั้น ฟ้าฝนไม่เป็นใจ หลายปัจจัยเลยครับที่ยากในการควบคุม แต่ผมชอบในการที่เราได้เรียนรู้ เจอคนหลายแบบ ได้แก้ไขบท ได้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ"

ปัญหาไหนที่ทำให้เครียดสุด
"เดี๋ยวนี้ไม่เครียดแล้ว (หัวเราะ) ข้างในเราน่ะเครียด แต่หน้าเราดูไม่เครียด แต่ไม่ค่อยเครียดกับอะไรแล้วล่ะ มีงานก็มีปัญหาแหละแค่เราต้องรู้วิธีรับมือ แล้วพอเจอปัญหาหนักๆ บ่อยๆ มันทำให้เรานิ่งขึ้น ชิลแล้วเดี๋ยวนี้ (หัวเราะ) ดูเหมือนคนดุนะผม แต่จริงๆ กับลูกน้องไม่ดุเลย ผมเป็นคนเล่นก็เล่นแต่ทำงานต้องทำเต็มที่นะ ความจริงจังในการทำงานนี่เบาลงเยอะแล้วนะ ช่วงเปิดบริษัทแรกๆ นี่ไม่ได้ ต้องได้ เป๊ะมาก ถ้าทีมทำไม่ได้ผมจัดการเองเลย แต่เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว ทำไม่ได้ผมก็บอกวิธีแก้"

ทุกความสำเร็จเกิดจากจุดเริ่มต้นเงินเก็บ 2 ล้านของตัวเอง ไม่ได้ตกถังข้าวสารสาวไฮโซ
ก้มหน้าก้มตาทำงานไม่สนใจข่าวไม่ดี

หน้ากากนางเอก ต่าย เล่นเองเป็นพระเอกด้วย
"ครับเล่นเองเซฟเงิน (หัวเราะ) เล่นเองเราจะได้เห็นนะพอเราอยู่หน้าเซตแล้ว จะรู้ว่าทีมงานเป็นยังไง (แบ่งแยกอารมณ์ได้เหรอ) แรกๆ ไม่ได้ครับ แต่หลังๆ จะทำเป็นไม่เห็นแล้วค่อยมาคุยในที่ประชุมเอา แยกแยะว่า ณ หน้างานเราคือนักแสดง"

ทำไมเลือก มารี เบิร์นเนอร์ มาเป็นนางเอก เพราะกระแสก็หายไปนาน รวมถึงข่าวเชิงลบต่างๆ
"มารีไม่มีอะไรนะครับ เขานิสัยฝรั่ง จะเป็นคนตรงๆ ชั้นเดียว อยากได้อะไรทำอะไรเขาต้องขอรับรู้ เป็นเด็กน่ารัก เป็นคนชัดเจน มาก่อนเวลาเสมอ"

ออนแอร์มาสักพัก กระแสเป็นอย่างไรบ้าง
"ดีครับดี เรตติ้งอาจจะยังไม่ค่อยมาเท่าไร แต่กระแสจากคนดูดีเลย บอกว่างานสวย แล้วส่วนใหญ่จะบอกออนแอร์วันละชั่วโมงสั้นไปหน่อย"

เรื่องที่สองจะมีอีกมั้ย หรือเข็ดแล้วกับงานละคร
"มีครับ เรื่องนางแค้น ได้ ปอย ตรีชฎา มาเป็นนางเอก เป็นเรื่องราวในคาบาเร่โชว์ มีฆาตกรรม ทางช่องเดิมเวิร์คพอยท์ (เซ็นสัญญากับเวิร์คพอยท์หรือเปล่า) เซ็นสัญญาใจครับ"

ยอมรับว่าเป็นคนโลกส่วนตัวสูง
สมัยเป็นพระเอกฮอตออกอีเวนต์กับ อั้ม พัชราภา

ภูมิใจมั้ยคะมาถึงจุดนี้ จากเด็กนักแสดงวัยรุ่นที่มาด้วยตัวเอง มาเป็นเจ้าของบริษัท เป็นผู้จัดละคร
"(นิ่งคิด) อยากไปมากกว่านี้ได้อีก อยากทำอะไรอีกหลายอย่าง ในวงการบันเทิงตอนนี้เสพติดการทำละครมากเลย รู้สึกรักมัน ต้องยอมรับนะการอยู่เบื้องหน้าเราต้องถอยตามวัย แต่งานเบื้องหลังเรากำลังเติบโต เราก็เริ่มอยากเห็นการเติบโตของวงการในสิ่งที่เราอาจไม่เคยได้เป็น อยากสร้างคน อยากเห็นเขาประสบความสำเร็จ ผมมีแผนอยากสร้างนักแสดงมากๆ อยากเห็นเวลาที่เราเลือกนักแสดงหน้าใหม่มาเล่นแล้วเขาประสบความสำเร็จ

การที่มีวันนี้ไม่รู้นะ ไม่เคยคิดนะ แต่ผมว่าการที่ผมได้บวชคือสิ่งสำคัญ มันเปลี่ยนชีวิตและความคิดผมเลย ตอนจะเรียนจบแม่ยังตกใจว่าจบได้ไง (หัวเราะ) พออายุ 26 ก็เดินไปบอกแม่ว่าจะบวชแม่ตกใจอีก (หัวเราะ) ตอนบวชผมบวชไป 8 อาทิตย์ที่วัดป่า จ.เลย สงบมากๆ การบวชดีจริงๆ นะจนจะต้องโกนหัวอีกรอบ ผู้จัดละครต้องมาบอกว่าเปิดละครไม่ได้อย่าเพิ่งโกน (หัวเราะ) ผมก็สึกออกมาถ่ายละคร ตั้งแต่นั้นความคิดผมเปลี่ยน อยากทำอะไรดีๆ จนมาทำโครงในหลวงในดวงใจ แล้วการทำงานตรงนี้ของผมก็เติบโตมาได้เรื่อยๆ ตรงนี้ผมว่าเป็นบุญ บางอย่างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่รู้ว่าคืออะไรแต่เขาจัดสรรให้เรา"

จากบริษัทเล็กๆ ทุนจากเงินเก็บเราคนเดียว ต่ายว่าเราเดินทางมาไกลหรือยัง
"เฉยๆ นะ ปีนี้เศรษฐกิจไม่ดี (ยิ้ม) ยังไม่ไกลหรอกผมเป็นคนบ้างานยังอยากทำอะไรอีกเยอะ รู้มั้ยผมเคยเปิดร้านข้าวมันไก่กับโก๊ะตี๋ด้วย ผมบ้าทำธุรกิจ ข้าวมันไก่โก๊ะตี๋สาขา 2-3 ของผมนะ ขายได้วันละ 70,000 แต่ตอนนี้ปิดหมดละ ร้านกาแฟก็ทำนะ ร้านกาแฟนี่ถ้าเรื่องอื่นลงตัวผมก็ว่าจะเปิดสาขา แต่ตอนนี้เน้นดูบริษัทที่ทำตอนนี้เป็นหลัก อยากทำให้มันดีที่สุด"

Mojito Entertainment
ภายในออฟฟิศที่ ต่าย นัฐฐพนธ์ ภูมิใจ

คนข้างนอกไม่ค่อยรู้ว่า ต่าย มีธุรกิจที่เติบโตขนาดนี้ เลยเกิดคำถามว่าไปเอาเงินจากไหนมาทำละคร ทำบริษัทใหญ่โต บวกกับมีข่าวกับสาวไฮโซบ่อย เลยถูกมองว่าตกถังข้าวสาร มีเงินมาทำบริษัทเพราะตรงนี้

"โอ้โห บริษัทผมเงินเริ่มต้นมาจากเงินเก็บผม 2 ล้านบาท แต่อาจจะด้วยจังหวะผมได้รายการ The Giving แรกๆ มีโฆษณาไทน์อินในรายการเข้ามา 7 ตัวก็เลยมีเงินหมุน ยืนยันผมไม่มีไปเอาตังค์ใครแน่ๆ แต่ผมไม่เบื่อนะข่าวอย่างนี้ ผมอยู่ในวงการนี้มานาน เจอข่าวมาหลายรูปแบบ เป็นเรื่องขำๆ แล้ว เออแต่ก็เนอะผมต้องโปรโมตบริษัทหน่อยละคนจะได้รู้ว่าทำงานนะ (หัวเราะ) เปิดบริษัทผมก็คือคนทำงาน ทำแบบทำจริงๆ เปิดบริษัทแรกๆ ไม่มีใครรู้ว่าผมทำเองหมด นอนตีสองทุกคืน มีน้องมาสอนทำพาวเวอร์พอยท์ เอ็กเซล คำนวณตัวเลขผมก็ให้น้องๆ สอนจนหลังๆ ทำเองได้ ทุกอย่างผมเรียนรู้เองหมด

ผมไม่ตื่นเต้นนะที่ใครจะมามองผมยังไง บางทีเราอาจจะไม่ได้ประชาสัมพันธ์ พีอาร์ตรงนี้ให้คนรู้ โพสต์รูปอินสตาแกรมผมก็ไม่โพสต์งานเลย ผมไม่อยากเอาตัวเองออกไปเป็นโลโก้ ผมแค่รู้สึกว่าอยากให้เขาจำชื่อบริษัทมากกว่าจำว่านี่คือบริษัทของต่าย นัฐฐพนธ์ ณ วันนี้บอกเลยว่าผมไม่ได้มีครอบครัว ไม่ได้มีลูก ถ้าเกิดคนในบริษัททำได้ก็จะปล่อยเขาทำกันเลย ตัวผมอยากไปอยู่ต่างจังหวัด อายุผมมากขึ้น ผมอยากทำธุรกิจเล็กๆ ที่ต่างจังหวัด ส่วนธุรกิจตรงนี้ผมก็จะปล่อยทีมงานที่เขารับผิดชอบได้ทำกันไปเลย ขอแค่ปันผลให้ผมมาทุกเดือนก็พอ (หัวเราะ) ผมจึงมองว่าชื่อบริษัทมันเลยต้องสำคัญกว่าใครเป็นเจ้าของ ขอแค่พูดชื่อบริษัทแล้วคนจะรู้เลยว่าเนื้องานจะออกมาเป็นประมาณไหน"

จะเกษียณตัวเองจากการทำงานเมื่อไหร่
"ขออีก 10 ปีครับ ต่อไปผมจะรักษาสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ให้ดีที่สุด คงไม่บ้างานขยายงานเหมือนทุกวันนี้"

สมัยเป็นพระเอกช่อง 3 แรกๆ หล่อมั้ยล่ะ?
การเป็นผู้จัดละครทำให้เราเจอคนหลายรูปแบบ

นี่คือตัวตนและมุมมองของพระเอกวิกพระราม 4 ที่ยอมรับตามตรงว่าเวลาของพระเอกมีหมดอายุ ณ วันนี้ "ต่าย นัฐฐพนธ์" ถือเป็นผู้จัดละครคู่บุญของช่องเวิร์คพอยท์ บอกเลย ณ วันนี้ไม่ใช่เฉพาะดาราเท่านั้นที่เป็นขั้วแม่เหล็ก แต่ "ผู้จัดฯ ดารา" ก็เป็นขั้วแม่เหล็กที่ดึงดูดให้ผู้ชมลองกดไปดูละครของพวกเขาเช่นกัน.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    77.2%
  • ไม่ชอบ
    0.0%
  • สนุก
    2.5%
  • ประหลาดใจ
    5.6%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    14.8%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement