สธ.คุมเข้ม ‘ซิกา’ระบาด - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
advertisement

สธ.คุมเข้ม ‘ซิกา’ระบาด

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ก.พ. 2559 07:58
1,043 ครั้ง


เป็นโรคต้องแจ้ง ทำทารกสมองฝ่อ

กรมควบคุมโรคออกประกาศ 2 ฉบับ ยก “ไข้ซิกา” เป็นโรคติดต่อที่ต้องแจ้งความเมื่อพบผู้ป่วยพร้อมงัด 4 มาตรการคุมเข้มโรค ชี้อย่าตื่นตระหนก อาการไม่รุนแรง โดยช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พบผู้ป่วย 2-5 ราย ส่วนใหญ่จะหายได้เอง และยังไม่พบการระบาดในไทย แต่ที่ต้องเฝ้าระวังเข้มในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ เหตุมีผลกระทบต่อทารก ทำเด็กศีรษะเล็ก ขณะที่ องค์การอนามัยโลก แถลงการณ์ให้การแพร่ระบาดอย่างหนักของไวรัสซิกาในทวีปอเมริกา เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับนานาชาติ แต่ไม่ถึงขั้นต้องออกมาตรการงดการเดินทางเข้าพื้นที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาด

ที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 2 ก.พ. นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยา และที่ปรึกษากรมควบคุมโรค นพ. โอภาส การย์กวินพงศ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ ผอ.สำนักระบาดวิทยา พล.อ.ต.สันติ ศรีเสริมโภค ผอ.โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ร่วมแถลงมาตรการควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสซิกา ภายหลังจากที่เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา องค์การอนามัย โลก (WHO) ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศเกี่ยวกับการระบาดของเชื้อไวรัสซิกา

นพ.อำนวยกล่าวว่า โรคติดเชื้อไวรัสซิกาไม่ได้เป็นเชื้อใหม่และในไทยพบผู้ป่วยรายแรกตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปี 2558 เฉลี่ยพบประมาณ 2-5 ราย ซึ่งอาการส่วนใหญ่จะหายได้เอง ยังไม่พบการระบาดในไทย และจากการที่พบผู้ป่วยเพศชายอายุประมาณ 20 กว่าปี ที่ รพ.ภูมิพลนั้น ขณะนี้ก็หายและกลับบ้านได้แล้ว และชายรายนี้ก็ไม่ได้เป็นชายรายแรกที่ป่วยในปีนี้ ส่วนการพบผู้ป่วยในไทยก็ไม่ต้องแปลกใจ เพราะสามารถพบได้ และการตรวจพบผู้ป่วยแสดงให้เห็นว่าไทยมีระบบเฝ้าระวังที่ดีและเข้มแข็ง ดังนั้น ประชาชนจึงอย่าได้ตื่นตระหนก ทั้งนี้ สิ่งที่กรมฯจะดำเนินการต่อคือ การกำจัดต้นเหตุของโรค เช่น การกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ซึ่งจะช่วยป้องกันได้ทั้งโรคไข้เลือดออก โรคชิคุนกุนยา และโรคไข้ซิกา รวมถึงยังจะมีการให้คำแนะนำนักท่องเที่ยวหากมีอาการ เช่น มีไข้ ออกผื่น ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ตาแดง ให้ไปพบแพทย์ ส่วนมาตรการการเฝ้าระวังจะเน้นการดูแลใน 4 ระบบ ได้แก่ 1.เฝ้าระวังทางระบาดวิทยา 2.เฝ้าระวังทางกีฏวิทยา 3.เฝ้าระวังทารกแรกเกิด และ 4.เฝ้าระวังกลุ่มอาการทางประสาท รวมถึงการเตรียมทีมสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็ว หากพบประชาชนมีอาการป่วยที่เข้าได้กับโรคซิกาเป็นกลุ่มก้อน ก็จะให้ทีมสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็วเข้าควบคุมทันที และจะมีการกำชับให้ด่านคุมโรคระหว่างประเทศทำงานให้เข้มข้นขึ้นอีกด้วย

นพ.อำนวยกล่าวต่อว่า ไข้ซิกาไม่ใช่โรคที่มีอาการรุนแรง แต่จะเป็นห่วงเนื่องจากมีผลกระทบมากในกลุ่มของหญิงตั้งครรภ์ ที่หากเป็นไข้ดังกล่าวแล้ว จะส่งผลกระทบทำให้ทารกมีศีรษะเล็ก แต่ยังไม่เคยพบปัญหาทารกศีรษะเล็กเพราะมารดาป่วยโรคซิกาในไทย นอกจากนี้ ขณะนี้ สธ.ยังออกประกาศ สธ. 2 ฉบับ คือ 1.เรื่องเพิ่มเติมชื่อโรคติดต่อและอาการสำคัญ โดยระบุว่า อาการสำคัญ ได้แก่ มีอาการไข้ ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ตาแดง บางรายอาจมีผื่นแดงขึ้นตามร่างกาย โดยทั่วไปจะมีอาการป่วยประมาณ 1 สัปดาห์ และ 2.ประกาศ สธ.เรื่องเพิ่มเติมชื่อโรคติดต่อต้อง แจ้งความระบุว่า โรคติดเชื้อไวรัสซิกาเป็นโรคที่ต้องแจ้งความ นอกจากนี้ สธ.จะมีการตั้งศูนย์เพื่อติดตามเรื่องโรคซิกาโดยเฉพาะ ซึ่งจะประสานกับราชวิทยาลัยสูตินรี แพทย์แห่งประเทศไทย และเวชศาสตร์เขตร้อน นอกจากนี้ ในกลุ่มอาเซียนบวกสามจะมีการประชุมวีดิโอทางไกลร่วมกันเพื่อช่วยกันรับมือกับโรคซิกาด้วย

ด้าน ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยา กล่าวว่า โรคไข้ซิกาเป็นโรคที่ระบาดทั่วไปที่ทวีปอเมริกาใน 19 ประเทศ และระบาดหนักที่ประเทศบราซิลที่พบผู้ป่วยกว่า 1 ล้านราย และพบทารกแรกเกิดมีศีรษะเล็กอีกประมาณ 3,000 ราย ซึ่งจากการศึกษาวิจัยพบว่า มีผลมาจากการที่หญิงตั้งครรภ์ป่วยเป็นโรคซิกา อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะพบการป่วยโรคซิกา พบอุบัติการณ์ที่เด็กมีศีรษะเล็กประมาณ 0.5 คนต่อประชากรหมื่นคน แต่ขณะนี้อุบัติการณ์เพิ่มสูงขึ้นเป็น 20 คนต่อประชากรหมื่นคน จึงมองที่ว่ามีอัตราเด็กศีรษะเล็กเพิ่มขึ้นอย่างมาก จึงต้องเร่งควบคุมป้องกันแต่ไม่ต้องกังวลว่าประเทศที่พบการระบาดมากๆจะนำโรคมาแพร่ที่ไทย เพราะจริงๆแล้วยุงลายในไทยก็มีเชื้อโรคนี้อยู่ ดังนั้น จึงควรร่วมมือกันกำจัดยุงลายจะดีกว่าไปกังวลเชื้อจากที่อื่น

ขณะที่ นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ ผอ.สำนักระบาดวิทยา กล่าวว่า ผู้ป่วยโรคซิก้าส่วนใหญ่จะมีอาการป่วยและหายเองได้ใน 7 วัน ส่วนการระบาดที่พบผู้ป่วยกว่า 1 ล้านรายนั้น จริงๆอาการป่วยไม่ได้รุนแรง แต่ที่องค์การอนามัยโลกกังวลและประกาศเป็นภาวะฉุกเฉินเพราะไข้ซิกามีผลกระทบกับทารกในครรภ์ ทำให้ทารกพิการ ศีรษะเล็กและส่งผลให้สังคมต้องรับภาระมาดูแลในระยะยาวมากกว่า

สำหรับการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของเชื้อ ไข้ซิกาในต่างประเทศ วันเดียวกัน นางมาร์กาเร็ต ชาน ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ออกแถลงการณ์ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ว่าไวรัสซิกา ที่มียุงเป็นพาหะนำโรค และกำลังแพร่ระบาดอย่างหนักในทวีปอเมริกานั้น ถือเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับนานาชาติ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องร่วมมือกัน เพื่อเพิ่มความสามารถในการตรวจพบโรค ขั้นตอนการรักษา และการคิดค้นหาวัคซีน แต่คิดว่ายังไม่จำเป็นที่จะต้องออกมาตรการงดการเดินทางเข้าพื้นที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาด โดยทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ก่อนองค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่า ไวรัสซิกาที่แพร่ระบาดในขณะนี้อาจทำให้มี ผู้ติดเชื้อในทวีปอเมริกามากถึง 4 ล้านคน และตอนนี้มีถึง 24 ประเทศในทวีปอเมริกาที่พบการแพร่ระบาด

ขณะที่ประเทศบราซิล หนึ่งในชาติที่พบการแพร่ระบาดของไวรัสซิกา มีเด็กทารกต้องสงสัยว่าได้รับผลกระทบเป็นโรคสมองฝ่อจากการที่มารดาติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์มากถึง 3,700 รายนั้น รัฐบาลบราซิลได้ออกแถลงการณ์ว่า การแพร่ระบาดดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อการจัดงานแข่งกีฬาโอลิมปิกในเดือน ส.ค.นี้ ไม่จำเป็นต้องยกเลิกการแข่งขัน เพราะไวรัสจะส่งผลเฉพาะต่อหญิงตั้งครรภ์ นักกีฬาหรือคนทั่วไปไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ส่วนกระทรวงสาธารณสุขบราซิลระบุว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดในบราซิลเลวร้ายกว่าที่คิด เพราะผู้ติดเชื้อกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ไม่แสดงอาการป่วยแต่อย่างใด ส่วนรัฐบาลฮอนดูรัสในอเมริกากลาง ได้ประกาศสถานการณ์ภาวะฉุกเฉิน หลังพบการแพร่ระบาดของไวรัสซิกาในระดับน่าเป็นห่วง นับตั้งแต่กลางเดือน ธ.ค.ปีก่อน พบผู้ติดเชื้อมากถึง 3,649 ราย

นอกจากนี้ โฆษกทำเนียบขาวสหรัฐฯ เปิดเผยว่า หากเกิดการแพร่ระบาดในสหรัฐฯ สิ่งที่ต้องทำคือการควบคุมปริมาณยุง และรัฐบาลได้เตรียมแผนไว้แล้ว ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลสหรัฐฯ ผู้ไม่เอ่ยนาม ระบุว่ากรณีนี้ไม่ใช่ไวรัสร้ายแรงอย่างอีโบลา ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นสกัดคนที่พรมแดน

ทั้งนี้ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานด้วยว่า ผู้ติดเชื้อไวรัสซิกาจะมีอาการไข้ ปวดศีรษะและปวดข้อ หลังติดเชื้อ 3-12 วัน แต่อัตราการเสียชีวิตต่ำ กระนั้นจะเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ของมารดาที่ติดเชื้อ มีโอกาสทำให้ทารกในครรภ์สมองฝ่อ ศีรษะเล็ก และเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกยังไม่ยืนยันว่า ไวรัสซิกาเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคสมองฝ่อในเด็กทารก ระบุเพียงว่ารอระหว่างการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    94.1%
  • ไม่ชอบ
    0.0%
  • สนุก
    5.9%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    0.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement