'ดีเอสไอ' แจ้งข้อหาลักทรัพย์เพิ่ม 4 ราย ในคดีสหกรณ์ฯ คลองจั่น - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

'ดีเอสไอ' แจ้งข้อหาลักทรัพย์เพิ่ม 4 ราย ในคดีสหกรณ์ฯ คลองจั่น

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.พ. 2559 22:30
520 ครั้ง


"ดีเอสไอ" ถกคดีสหกรณ์ฯ คลองจั่น แจ้งข้อหาลักทรัพย์เพิ่ม 4 ราย อายัดทรัพย์สินเพิ่ม 3 รายการ มูลค่ากว่า 600 ล้านบาท...

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 2 ก.พ.59 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วยนายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการ สำนักการสอบสวน เป็นประธานการประชุมคณะพนักงานสอบสวน เพื่อพิจารณาคำสั่งของ นายนภดล บุญศร อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 ในคดีพิเศษที่ 146/2556 คดีสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น จำกัด โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีดีเอสไอ พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวะกุล ผบ.สำนักคดีการเงินการธนาคาร ดีเอสไอ และ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ ดีเอสไอ โดยมีประเด็นสำคัญในการพิจารณาฐานความผิดของกลุ่มผู้รับเช็คจากนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์ฯ คลองจั่น ประกอบด้วย กลุ่มวัดพระธรรมกาย กลุ่มบริษัท เอส ดับบลิวโฮลดิ้ง จำกัด กลุ่มสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนมงคลเศรษฐี กลุ่มสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนรัฐประชา นายวัฒน์ชานนท์ นวอิสรารักษ์ และกลุ่มญาติธรรม โดยใช้เวลาในการประชุมประมาณ 2 ชั่วโมง ก่อนที่ พ.ต.ท.สมบูรณ์ พ.ต.ท.ปกรณ์ และ พ.ต.ต.วรณัน จะแถลงผลหลังประชุม

พ.ต.ท.สมบูรณ์ แถลงภายหลังการประชุมว่า ตามที่สำนักคดีอาญาพิเศษ 3 ดีเอสไอ ได้ส่งสำนวนการสอบสวนเพิ่มเติมคดีพิเศษที่ 146/2556 ซึ่งเป็นคดีระหว่าง นายพิษณุ ชีวะสิทธิ์ ผู้กล่าวหา กับนายศุภชัย กับพวกรวม 6 คน ผู้ต้องหาในความผิดฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์ของสหกรณ์ฯ คลองจั่น จำนวนกว่า 13,000 ล้านบาท ต่อมาเมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา นายนภดล บุญศร อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 ได้มีหนังสือแจ้งให้อธิบดีดีเอสไอดำเนินการ คือ 1. แจ้งข้อหาร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างและร่วมกันปลอมแปลงเอกสารสิทธิ และใช้เอกสารสิทธิแก่ นายศุภชัย น.ส.ศรัณยา มานหมัด นายลภัส โสมคำ และนายกฤษฎา มีบุญมาก ส่งให้พนักงานอัยการเพื่อดำเนินการต่อไป 2. ให้พนักงานสอบสวนไปสอบสวนเพิ่มเติมกรณี นางทองพิน กันล้อม และบุคคลอื่น ร่วมกันลงลายมือชื่อกับนายศุภชัย ส่งจ่ายเช็คของสหกรณ์ฯ คลองจั่น หากพบว่ามีส่วนร่วมก็ให้ดำเนินคดี

พ.ต.ท.สมบูรณ์ กล่าวต่อว่า 3. สั่งไม่ฟ้อง นายจิรเดช วรเพียรกุล และนายวัฒน์ชนนท์ ข้อหาร่วมกันยักยอกทรัพย์ตามที่พนักงานสอบสวนชุดเดิมมีความเห็นทางคดีไป แต่ให้พิจารณาความผิดฐานรับของโจรหรือฐานฟอกเงิน เนื่องจากผู้ต้องหาไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ฯ เป็นเพียบผู้รับเช็ค จึงไม่เข้าข่ายความผิดฐานยักยอกทรัพย์ และ 4. ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีฟอกเงินกับนายศุภชัย และผู้ที่รับเช็คอื่นๆ

พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วยนายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการ สำนักการสอบสวน เป็นประธานการประชุมคดีสหกรณ์ฯ คลองจั่น


นอกจากนี้พนักงานสอบสวนได้ตรวจสอบพบทรัพย์สินของนายศุภชัยเพิ่มเติม 3 รายการ คือ 1. เป็นของนายสุวิทย์ ฤทธิสรณ์ ซึ่งเป็นผู้ลงชื่อรับเช็คของสหกรณ์ฯ คลองจั่น ประมาณ 168 ล้านบาท และนำไปซื้อที่ดินทำเป็นรีสอร์ต มีมูลค่าประมาณ 20 ล้านบาท 2. เป็นที่ดินที่ ต.จันทึก อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 1,984 ไร่ โดยมีนางบุญชอบ บุญจันทึก เป็นผู้รับเงินจากสหกรณ์ฯ คลองจั่น 367 ล้านบาท ไปซื้อที่ดินในส่วนนี้ และ 3. เป็นที่ดินที่ จ.มหาสารคาม 3 ไร่เศษ มูลค่า 23 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนี้พนักงานสอบสวนจะดำเนินการยึดอายัดทรัพย์สินเหล่านี้ทั้งหมด รวมกว่า 600 ล้านบาท

ด้าน พ.ต.ท.ปกรณ์ กล่าวว่า ส่วนการพิจรณาฐานความผิดของกลุ่มผู้ที่รับเช็คจากนายศุภชัย 878 ฉบับ มูลค่ากว่า 13,000 ล้านบาท ทางพนักงานสอบสวนได้แบ่งการดำเนินการตรวจสอบเป็น 7 กลุ่ม ประกอบด้วย 1. กลุ่มนิติบุคคลที่มีมูลหนี้ 2. กลุ่มวัดพระธรรมกาย 3. กลุ่มสหกรณ์อื่นๆ 4. กลุ่มผู้ต้องหาและที่อยู่ข่ายผู้ต้องหา 5. กลุ่มบุคคลธรรมดาที่รับเช็ค 6. กลุ่มนายหน้าค้าที่ดิน และ 7. กลุ่มนิติบุคคลที่ไม่มีมูลหนี้ เนื่องจากที่ประชุมจะพิจารณาดำเนินคดีเกี่ยวกับฟอกเงินและรับของโจรในกลุ่มบุคคลและนิติบุคคลที่ไม่มีมูลหนี้ ได้แก่ 1. กลุ่มวัดพระธรรมกาย 2. กลุ่มผู้ต้องหาที่อยู่ในเครือข่าย 3. กลุ่มคนธรรมดาที่รับเช็คโดยไม่มีมูลหนี้ และ 4. กลุ่มนิติบุคคลที่ไม่มีมูลหนี้ ตรงนี้เราจะพิจารณาสอบสวนหากการกระทำผิดต่อไป ทั้งนี้ ในส่วนของคดีฟอกเงินนี้จะต้องดำเนินการสอบสวนก่อน หากพบว่ามีปริมาณมากทางพนักงานสอบสวนอาจจะต้องแยกออกเป็นคดีต่างหาก เพราะก่อนหน้านี้ดีเอสไอเคยทำคดีฟอกเงินไว้แล้ว

"กรณีวัดพระธรรมกายอยู่ในกลุ่มของผู้รับเช็คในส่วนที่ไม่มีมูลหนี้ โดยเป็นเงินที่ได้รับจากการบริจาค 120,000 ล้านบาท ทั้งนี้พนักงานสอบสวนจะพิจารณาตามข้อเท็จจริง โดยไม่มีการเร่งรัดให้มีการตรวจสอบเพื่อให้ทันในการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชแต่อย่างใด โดยคาดว่าจะใช้เวลาสอบสวนระยะหนึ่ง" พ.ต.ท.ปกรณ์ กล่าว

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    50.0%
  • ไม่ชอบ
    0.0%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    50.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement