สปท.วอน กรธ.ทบทวนเพิ่มอำนาจศาลฯ เชื่อไม่แก้ ถูกคว่ำประชามติ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

สปท.วอน กรธ.ทบทวนเพิ่มอำนาจศาลฯ เชื่อไม่แก้ ถูกคว่ำประชามติ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.พ. 2559 19:17
328 ครั้ง


มติ สปท.การเมือง ท้วงให้อำนาจศาล รธน.มากเกินไป เปิดช่องวินิจฉัยความผิดส่วนตัว ค้านดึงองค์กรศาลร่วมวงสรรหาองค์กรอิสระ ห่วงปิดล็อกแก้ รธน. จุดชนวนเกิดวิกฤติ เตรียมเสนอที่ประชุม สปท. ออกมติส่งให้ กรธ.ทบทวน เชื่อไม่แก้ไขถูกคว่ำร่างฯ ชั้นประชามติ

เมื่อวันที่ 2 ก.พ.59 นายวันชัย สอนศิริ โฆษกคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมืองสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า สปท.การเมืองได้ประชุมเพื่อหารือถึงรัฐธรรมนูญร่างแรกของ กรธ. เห็นว่าในภาพรวมถือว่ามีเนื้อหาดีแต่ยังมีจุดบกพร่องที่ควรปรับปรุงได้แก่ 1. การเลือกตั้งระบบจัดสรรปันส่วนผสม ที่กาบัตรใบเดียวเลือก ส.ส.เขต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ระบบที่ถูกต้อง เพราะการกาบัตรเลือก ส.ส.เขตใบเดียวแล้วนำไปคำนวณคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อนั้น อาจไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของผู้ไปใช้สิทธิ์ เนื่องจากบางคนอาจจะเลือก ส.ส.เขตคนที่ชอบ แต่ไม่ได้ชอบพรรคที่ ส.ส.คนดังกล่าวสังกัดอยู่ หากนำไปคำนวณเป็นคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ทั้งที่ประชาชนไม่ชอบพรรคนั้น จะถือเป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ประชาชนได้ 2. การเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว ไม่สามารถป้องกันการทุจริตเลือกตั้งได้ เพราะเขตเล็กพื้นที่น้อยจะถูกอิทธิพลอำนาจรัฐ หรืออำนาจท้องถิ่นเข้ามาครอบงำได้ง่าย จะทำให้เกิดการซื้อเสียงมากยิ่งขึ้น เพราะซื้อทีเดียวได้ 2 เด้ง คือทั้ง ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ควรใช้วิธีวันแมนวันโหวต คือ ประชาชน 1 คน มีสิทธิ์ 1 เสียง ชอบใครให้กาได้เบอร์เดียวจะเหมาะสมกว่า

นายวันชัย กล่าวต่อว่า 3. เรื่องการเลือกตั้ง ส.ว. 20 กลุ่มอาชีพ แบบไขว้กันระหว่างกลุ่ม ไม่ควรนำมาใช้ จะทำให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติทั้งเรื่องการแบ่งกลุ่ม 20 วิชาชีพ และการบล็อกโหวตเกิดขึ้น 4. พรรคการเมืองซึ่งในรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุถึงกลไกที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของพรรคการเมืองอย่างแท้จริง 5. คุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ กรธ.ไม่ได้ระบุให้ผู้สมัครต้องยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีย้อนหลังให้ประชาชนทราบ การกำหนดคุณสมบัติผู้สมัครที่ไม่เคยต้องคำพิพากษาการทุจริตเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอในการกลั่นกรองให้ได้คนดีมีคุณธรรมเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองได้ 6. มีการเพิ่มอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญมากเกินไป โดยเฉพาะการให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดการขาดคุณสมบัติของนักการเมือง เช่น การไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม เป็นการให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาวินิจฉัยกรณีความผิดส่วนตัว เป็นการให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจเป็นองค์กรที่ 5 นอกเหนือจากฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ตุลาการ และองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญควรมีอำนาจตีความเฉพาะเรื่อง การขัดกันระหว่างองค์กรและความไม่ชัดเจนในรัฐธรรมนูญ ไม่ควรมายุ่งเกี่ยววินิจฉัยความผิดส่วนบุคคลอีก ทั้งการให้ศาลต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการสรรหาองค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญเป็นการดึงองค์กรศาลมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ทิ้งน้ำหนักให้ขุนนางและข้าราชการมากเกินไป

นายวันชัย กล่าวอีกว่า 7. การให้พรรคการเมืองเสนอชื่อบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 3 คน ให้ประชาชนทราบล่วงหน้านั้น ไม่มีความจำเป็น เพราะการเลือกนายกรัฐมนตรีถือเป็นดุลยพินิจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้ว 8. การปิดช่องให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้ยากในทางปฏิบัติอาจทำให้เกิดวิกฤติในอนาคตได้ ประเด็นเหล่านี้เป็นจุดอ่อนในรัฐธรรมนูญที่ สปท.การเมืองจะรายงานต่อที่ประชุม สปท.ในวันที่ 8-9 ก.พ. เพื่อให้ทำเป็นมติ สปท.เสนอต่อ กรธ.นำไปทบทวนแก้ไขต่อไป เชื่อว่าหาก กรธ.รับฟังความเห็นและปรับปรุงแก้ไข จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ แต่หากยังยืนยันตามร่างเดิม อาจจะถูกต่อต้านจนไม่ผ่านประชามติได้.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    63.3%
  • ไม่ชอบ
    0.0%
  • สนุก
    35.2%
  • ประหลาดใจ
    0.5%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    1.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement