รัฐบาลเชื่อมั่นรธน.สกัดโกง! ไม่ให้เข้ามามีอำนาจ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
advertisement

รัฐบาลเชื่อมั่นรธน.สกัดโกง! ไม่ให้เข้ามามีอำนาจ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ก.พ. 2559 07:42
2,738 ครั้ง


กองเชียร์ร่วมเยาะเย้ย เหมือนผีโดนนํ้ามนต์ ชี้จุดอ่อนกาบัตรเดียว

เพื่อไทยไม่กลัวคำขู่ “มีชัย” หากร่าง รธน.ถูกควํ่าอาจเจอฉบับใหม่ที่โหดกว่า “ภูมิธรรม” ลั่นถ้ากล้าก็ลองดู “สุรพงษ์” ประชดกุนซือ คสช.วางหมากลากยาวอำนาจได้แนบเนียน “ปรีชา” มาแปลกแนะกักแกนนำ 2 ขั้วการเมืองไว้ในค่ายทหาร 90 วันกันป่วน “องอาจ” ท้วงให้ 3 องค์กรแซงก์ชั่นนโยบายรัฐ ยังขอสงวนท่าทีว่าจะรับหรือไม่รับ “จุรินทร์” หนุน 5 ข้อดีช่วยกำจัดโกง โฆษก กรธ.บอกยังเปิดรับฟังทุกความเห็น ยันไม่มีเจตนาปิดบังอำพราง ติดดาบองค์กรอิสระตามหลักสากล “วันชัย” บอกอย่าไปสนพวกเต้นแร้งเต้นกา กกต.ไม่พูดรณรงค์คว่ำ รธน.ทำได้หรือไม่ นายกฯกระตุกคนไทยอย่ายื่นดาบให้นักการเมือง โพลชี้ยังไม่แน่ใจว่าจะรับหรือไม่รับ รธน. สรุปผลสอบรับผิดทางละเมิดจำนำข้าว “วิษณุ” ชี้เป้ามีฟ้องเอกชน 15 ราย

จากกรณีที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ระบุว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติ อาจได้รัฐธรรมนูญใหม่ที่มีเนื้อหาโหดกว่าเดิม ล่าสุดนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ท้าทายว่าถ้านายมีชัยกล้าก็ลองดู

พท.พ้อเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

เมื่อวันที่ 31 ม.ค. นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ประเทศไทยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร จุดที่คนต้องการประชาธิปไตย ถูกบิดเบือนกล่าวหาว่ากำลังเห็นแก่ประโยชน์ของตน หรือไม่ต้องการให้ประเทศมีทางออก ขณะที่คนไม่เอาประชาธิปไตยฝักใฝ่เผด็จการ กลับกลายเป็นคนดีช่วยเหลือประเทศ ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยไม่ใช่พวกคนสิบหรือยี่สิบคน ที่เรียกตัวเองว่าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) วันนี้สังคมกำลังถูกกลุ่มผู้มีอำนาจโฆษณาชวนเชื่อหว่านล้อมว่า กติกาที่จะกำหนดการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันไม่จำเป็นต้องเป็นประชาธิปไตย ใช้วาทกรรมน่าขันว่าประชาธิปไตยแบบไทยๆ แบบตุ๊กตุ๊ก หรือแบบเรือหางยาว

ไม่กลัวคำขู่ “มีชัย” ท้าทายก็ลองดู

นายภูมิธรรมกล่าวว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ประเทศถูกทำให้รู้สึกหรือเข้าใจว่ามีวิกฤติ ประชาชนทะเลาะขัดแย้งกัน โดยระบอบประชาธิปไตยไม่สามารถแก้ไขวิกฤติได้ แต่ที่จริงเป็นเรื่องที่คนส่วนน้อยไม่ยอมรับการตัดสินใจของคนส่วนใหญ่ ดังนั้นต้องคืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชนโดยเร็ว กล้าจริงก็เปิดเวทีแสดงความเห็นกันให้เต็มที่ ถ้าเกรงจะวุ่นวายให้สื่อมวลชนหรือสถาบันการศึกษา เป็นคนกลางจัดเวทีระดมความเห็นได้ ไม่เชื่อและไม่กลัวคำขู่ของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ว่าถ้าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะได้รัฐธรรมนูญที่โหดกว่า เพราะถ้าประชาชนร่วมกันไม่รับ แสดงว่าเขาพร้อมใจกันไม่ยอมรับความไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่เอารัฐธรรมนูญที่ฝักใฝ่เผด็จการ โกงอำนาจประชาชน ถ้ากล้าเอาที่โหดกว่าเดิมมายัดเยียดใส่มือประชาชนอีก นายมีชัยก็ลองดู

“ปึ้ง” เชื่อเกมลากยาวอำนาจ คสช.

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เชื่อว่าคงเกิดคำถามในใจคนไทย และสังคมโลก ว่ากำลังถูกหลอกให้หลงเชื่อว่าเรากำลังร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมาเพื่อปฏิรูปประเทศ แก้ไขความขัดแย้ง สร้างความปรองดองขึ้นในสังคม และจะคืนประชาธิปไตยให้ประชาชนคนไทย และอดสงสัยไม่ได้ว่าตั้งใจจะไม่ให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติมาตั้งแต่ต้น ดูจากพฤติกรรมตั้งแต่ชุดยกร่างรัฐธรรมนูญของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่ถูกคว่ำไปโดยสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พวกเดียวกันเอง ขณะนี้ที่ฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. มีแนวโน้มจะยืดโรดแม็ปออกไปอีกเหมือนตั้งธงเอาไว้ เพื่อเป็นข้ออ้างให้ คสช.ลากยาวอำนาจให้อยู่ได้นานขึ้น อย่างน้อยเกิน 3 ปีหรือเกือบ 4 ปีเต็ม หรืออาจมากกว่าก็ได้ คนไทยกำลังถูกหลอกหรือไม่

ประชดกุนซือ คสช.วางหมากเนียน

นายสุรพงษ์กล่าวว่า หากเป็นเช่นนี้จริงต้องยอมรับว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาเหนือเมฆแบบที่คาดไม่ถึง โดยใช้ข้ออ้างไม่อยากให้การปฏิวัติครั้งนี้เสียของ ต้องปฏิรูปประเทศให้เดินหน้าภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ที่ถูกเขียนขึ้นภายใต้หลักการของ คสช.ที่ยังต้องการรักษาอำนาจไว้ในอุ้งมือเหนือรัฐบาลเป็ดง่อยที่จะได้หลังการเลือกตั้ง และให้อยู่ภายใต้อำนาจการควบคุมขององค์กรอิสระ ที่สามารถกำกับรัฐบาลจนกระดิกกระเดี้ย คิดทำอะไร ให้ประชาชนแทบไม่ได้ เข้าล็อกที่พวกท่านวางไว้ ต้องชมเชยกุนซือ คสช.ที่วางแผนการได้แยบยลและแนบเนียนระดับเซียน แต่สิ่งที่น่าห่วงและต้องฝากถึง คสช.ให้ตระหนักเอาไว้ คือ พวกท่านบริหารประเทศมาร่วม 2 ปี เศรษฐกิจไม่ได้ดีขึ้น การทุจริตคอร์รัปชันไม่ได้หมดไป ดังนั้น ต้องรู้จักคิดบ้างว่ามีความสามารถบริหารประเทศแค่ไหน จะยืดเวลาขยายโรดแม็ป คิดจะบริหารต่อไปอีกนานเท่าใด คำนวณหรือยังว่ามูลค่าความเสียหายจะอีกเท่าไร

อย่าสร้างความกลัวขยายขัดแย้ง

นายประชา ประสพดี อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การลงพื้นที่รับฟังความเห็นประชาชนของ กรธ.ไม่น่าจะครอบคลุมทั่วถึง กระจุกแค่ในบางกลุ่มคน กรอบรัฐธรรมนูญจึงถูกกำหนดตามความรู้สึกความต้องการแค่คนบางกลุ่ม หัวหน้าคสช.ประกาศชัดเจนว่ากลางปี 60 จะได้เลือกตั้ง แต่กลับสวนทางกับนายมีชัย ที่จะเลื่อนไปปลายปี 60 และยังระบุว่าหากร่างรัฐธรรมนูญถูกคว่ำ ร่างใหม่อาจโหดยิ่งกว่าก็ได้ ขอร้องอย่าแสดงเจตนาให้คนเกิดความสะพรึงกลัวเลย ยิ่งซ้ำเติมความแตกแยก ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่เป็นพลังเงียบ ที่เขาเอือมระอา ทางที่ดีนายมีชัยควรเปิดฟังความเห็นข้อห่วงใยของผู้อื่นบ้าง อย่าทำตนเป็นปราชญ์แต่เพียงผู้เดียว

กวักมือท้าแม่น้ำ 5 สายมาลงสนาม

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับบทเฉพาะกาลที่ให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) อยู่ต่ออีก 1 ปี ในเมื่อได้ ส.ส.มาแล้วจะอยู่ต่อทำไม ต้องปล่อยให้ ส.ส.ทำไป ช่วงนี้มีเวลาอีกเยอะแยะทำไมไม่ลงมือทำให้เห็นความก้าวหน้า ส่วนการจะให้ สปท.สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงเลือกตั้งได้หลังเว้นวรรค 90 วันนั้น ไม่มีปัญหา และไม่จำเป็นต้องเว้นวรรคด้วย ไม่ว่า สปท. สนช. คสช. ครม. หรือแม้แต่ กรธ. ลงมาให้หมดเลย ไม่ต้องวางเงื่อนไขอะไร ประชาชนจะเป็นคนตัดสินใจเอง ส่วนกรณีที่นายมีชัยบอกว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่อีกครั้งอาจได้ฉบับที่โหดกว่าเดิมนั้น นายมีชัยเป็นผู้หลักผู้ใหญ่รู้ดีว่าควรทำอย่างไร เว้นเสียแต่ว่ามีอะไรมากดดันท่าน ยืนยันว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติให้หยิบฉบับปี 40 หรือ 50 มาใช้ก่อน ไม่มีความชอบธรรมที่จะไปเอาฉบับนายบวรศักดิ์หรือนายมีชัยมาใช้ เพราะประชาชนไม่เคยให้การยอมรับ

แนะ คสช.กัก 2 ขั้วไว้ในค่ายกันป่วน

นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข อดีต รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ ขึ้นอยู่กับรัฐบาลและ คสช. สามารถแก้ไขปัญหาประเทศได้หรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับฝ่ายการเมืองจะเคลื่อนไหวป่วน หาก คสช.ห่วงว่าฝ่ายการเมืองจะป่วน ก็ควรใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาตรา 44 เรียกแกนนำทั้ง 2 ขั้วการเมือง เข้าไปอยู่ค่ายทหารสัก 90 วันก่อนถึงวันทำประชามติ โดยใช้ค่ายทหารเป็นสถานที่ให้ทั้ง 2 ขั้วได้หารือกัน ทั้งหมดเป็นข้อเสนอในนามส่วนตัว เชื่อว่าจะเป็นทางออกของประเทศได้ หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ จะมาโทษฝ่ายการเมืองไม่ได้ อย่ามาโยนบาปให้ฝ่ายการเมือง

ไม่เชื่อจะได้เลือกตั้งกลางปี 60

นายคณิน บุญสุวรรณ อดีต ส.ส.ร. กล่าวว่า ไม่ต้องสงสัยว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย เป็นการสืบทอดอำนาจของ คสช. ดังนั้น ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พูดซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าจะมีการเลือกตั้งกลางปี 2560 จึงเป็นไปไม่ได้ เว้นเสียแต่ท่านจะบอกให้ กรธ.แก้ไขบทเฉพาะกาล โดยให้ กรธ.และ สนช.ร่วมกันพิจารณาจัดทำร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเพียง 3 ฉบับ ให้เสร็จภายใน 90 วัน การเลือกตั้งจึงจะมีขึ้นภายในกลางปี 2560 ตามโรดแม็ป ส่วนร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอีก 7 ฉบับนั้นควรรอให้สภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นผู้จัดทำจึงจะถูกต้อง

เย้ยเข้าสู่ยุค “อำมาตย์ชราธิปไตย”

นายคณินกล่าวด้วยว่า อีกเรื่องที่น่าเป็นห่วง คือความพยายามสถาปนาระบอบการเมืองใหม่ ที่ย้อนยุคกลับไปสู่ระบอบอนุรักษนิยม ที่ถือข้าราชการเป็นใหญ่ เพราะผู้ที่จะขึ้นมาเป็นใหญ่ในอำนาจอธิปไตย 3 ฝ่าย รวมทั้งองค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นอำนาจที่สี่นั้น ล้วนแล้วแต่ต้องเป็นข้าราชการที่เกษียณอายุทั้งนั้น บ้านเมืองจะตกอยู่ในความรับผิดชอบดูแลของผู้มีอำนาจอำมาตย์ชราเกือบทั้งหมด คงต้องติดตามดูว่าระบอบอำมาตย์ชราธิปไตย จะแบกรับภาระให้อยู่รอดปลอดภัยได้สักกี่น้ำ

ท้วงให้ 3 องค์กรแซงก์ชั่นนโยบายรัฐ

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า เท่าที่ดูเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญร่างเเรก มีทั้งส่วนดียอมรับได้ และส่วนที่ต้องแก้ไข ที่ยอมรับได้คือพยายามหาทางป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน วางมาตรการตั้งแต่การ กลั่นกรองบุคคลจะเข้าสู่อำนาจรัฐ การใช้อำนาจ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ พยายามป้องกันเรื่องเสียงข้างมากลากไป แต่ขอทักท้วงให้ปรับปรุงเรื่อง การบัญญัติให้ 3 องค์กร คือ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทักท้วงเพื่อระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดจากนโยบายของรัฐบาลได้ เพราะทั้ง 3 องค์กรดำเนินการแยกกันได้

จี้เคลียร์ปมนายกฯคนนอกให้ชัด

นายองอาจกล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นที่เปิดทางให้มีนายกฯมาจากคนนอกได้นั้น ตามหลักการผู้ที่จะเข้ามาใช้อำนาจรัฐควรมีส่วนยึดโยงประชาชน และเงื่อนไขที่ กรธ.อ้างว่าให้เข้ามาแก้ไขสถานการณ์วิกฤตินั้น ในร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกกลับเปิดทางให้เข้ามาได้ตามกระบวนการปกติ จึงขอให้ กรธ.อธิบายให้ชัดเจน ส่วนการเลือกตั้งโดยบัตรใบเดียว อาจเกิดปัญหาซื้อเสียงมากขึ้น ประชาชนไม่สามารถแสดงเจตจำนงที่แท้จริงได้ สำหรับหมวดพระมหากษัตริย์ ที่ระบุให้ผู้ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณ สามารถถวายสัตย์ต่อพระรัชทายาทซึ่งบรรลุนิติภาวะหรือต่อผู้แทนพระองค์ก็ได้ ในระหว่างที่ยังไม่ได้ถวายสัตย์ ผู้ถวายสัตย์สามารถปฏิบัติหน้าที่ระหว่างที่รอการเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ ทำไมถึงไปบัญญัติว่าให้ปฏิบัติหน้าที่ระหว่างรอการถวายสัตย์ไปก่อนได้ อยากให้ กรธ.ตอบให้ชัดเจน โดยควรคำนึงสาระสำคัญ 4 ประการ คือ 1.การกลั่นกรองการเข้าสู่อำนาจรัฐ 2.ควรกำหนดกลไกการใช้อำนาจด้วยความเป็นธรรม 3.ควรสร้างระบบตรวจสอบอำนาจรัฐที่เข้มแข็ง 4.การสร้างกลไกถ่วงดุลระหว่างสามเหลี่ยมอำนาจให้เกิดขึ้น

ยังขอสงวนท่าทีรับไม่รับร่าง รธน.

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวต่อว่า มีคนถามว่าพรรคประชาธิปัตย์จะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ยังคิดว่าเร็วไปที่จะบอกว่ารับหรือไม่รับ ต้องดูเนื้อหาสาระก่อน ควรพิจารณาเนื้อหาสาระเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน อยากให้นายมีชัย ระวังท่าทีที่ระบุว่า ถ้าได้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่อาจจะโหดกว่านี้ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด ไม่เกิดประโยชน์ และเกิดปัญหาโดยไม่จำเป็น นายมีชัยต้องพยายามทำให้สังคมเข้าใจ หวังว่าหลังจากนี้คงไม่เห็นท่าทีของ กรธ.ที่ออกมาในเชิงข่มขู่หรือชี้นำอีก

“จุรินทร์” ยก 5 ข้อดีช่วยกำจัดโกง

นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิฏษ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านพิจารณากฎหมายรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ขอยกตัวอย่างข้อดี 5 ข้อของร่างรัฐธรรมนูญ ได้แก่ 1. ตัดสิทธิ์ไม่ให้คนทุจริตคอร์รัปชันและคนโกงเลือกตั้งลงเล่นการเมืองตลอดชีวิต 2. ให้อำนาจคณะกรรมการ ป.ป.ช. หยิบยกประเด็นทุจริตขึ้นมาไต่สวนเองได้ 3. เพิ่มหมวดหน้าที่ของปวงชนชาวไทยขึ้นมาใหม่ ต้องไม่ร่วมมือหรือสนับสนุนการทุจริตและประพฤติมิชอบในทุกรูปแบบ 4. ให้อำนาจองค์กรอิสระ คือ คตง. ป.ป.ช. และ กกต. มีมติร่วมกันเพื่อทักท้วงรัฐบาลกรณีดำเนินนโยบายที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายกับระบบการเงินการคลังของประเทศอย่างรุนแรงได้ และ 5. ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยหาข้อยุติในภาวะวิกฤติ ซึ่งดีกว่าให้มีการตั้งองค์กร คปป.ขึ้นมาใหม่

กรธ.ยังเปิดรับฟังทุกความคิดเห็น

ขณะที่นายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่า กระบวนการทำงานของ กรธ.หลังจากนี้ จะเน้นการทำงานเชิงรุก คือ นอกจากจะรอให้แต่ละฝ่ายส่งความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญกลับมาให้ กรธ. พิจารณาปรับปรุงภายในวันที่ 15 ก.พ. ระหว่างนี้กรธ.จะรวมเสียงสะท้อนต่างๆ ทั้งที่พูดผ่านสื่อมวลชน และช่องทางต่างๆ มาประกอบการพิจารณาเช่นกัน และ กรธ.แต่ละคนจะเดินสายชี้แจงข้อเท็จจริง ในสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญกับประชาชนตามพื้นที่ต่างๆ พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ประชาชนได้รับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง ทราบถึงความชัดเจนในเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ยันไม่มีเจตนาจะปิดบังอำพราง

นายอมรกล่าวว่า ส่วนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในส่วนของโครงสร้างทางการเมือง และบทเฉพาะกาล ยอมรับว่าไม่รู้จะหลีกเลี่ยงอย่างไร รู้ล่วงหน้าว่า 2 ประเด็นนี้จะต้องถูกโจมตี และวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักแน่นอน ต่อให้ กรธ.เขียนดีอย่างไรหากคนไม่ชอบ ก็ไม่รู้จะทำให้ชอบได้อย่างไร ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เขาวิจารณ์ แต่ไม่ได้วิตกกังวลต้องเดินหน้าทำหน้าที่ไป ไปหวั่นไหวไม่ได้ เมื่อถามว่านายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภา ตั้งฉายาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า “ฉบับใส่หมวก” นายอมรตอบว่า กรธ.ไม่ได้ใส่หมวกหรือปิดบังอำพรางตรงไหนเลย ไม่มีเจตนาเช่นนั้น เราเปิดเผยหมดทั้ง 270 มาตรา เราสามารถตอบคำถาม และอธิบายเจตนารมณ์ได้ทั้งหมด ว่าเหตุใดจึงบัญญัติแบบนี้

ชูประชาชนชอบกลไกปราบโกง

นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษก กรธ. กล่าวว่า จากการรับฟังเสียงประชาชนที่ จ.เชียงใหม่ ต่อร่างรัฐธรรมนูญร่างแรก ประชาชนตอบรับดีมากทุกภาคส่วน ทั้งข้าราชการ นักธุรกิจ และชาวบ้านทั่วไป ประเด็นที่ประชาชนสนใจและชอบมาก คือ กลไกป้องกันการทุจริต ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดไว้อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะบทลงโทษสำหรับนักการเมืองที่ทุจริต การกำหนดคุณสมบัติผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เข้มข้น และการใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว เพราะเชื่อว่าจะขจัดการซื้อเสียงได้ รวมถึงการเพิ่มอำนาจองค์กรอิสระตรวจสอบนักการเมือง ที่คิดว่าจะทำงานได้จริง ไม่ถูกแทรกแซงจากนักการเมืองอย่างที่ผ่านมา รวมถึงให้องค์กรเหล่านี้ถูกตรวจสอบได้

ติดดาบองค์กรอิสระตามหลักสากล

นายชาติชายกล่าวว่า ส่วนกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากพรรคการเมือง ไม่เข้าใจว่าเขาต้องการอะไร ที่บอกว่าไปเพิ่มอำนาจองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ มาควบคุมการทำงานของรัฐบาลนั้น องค์กรอิสระจะทำหน้าที่ตรวจสอบเมื่อพบความผิดปกติ หรือมีคนมาร้องเรียน ไม่ใช่อยู่ๆจะให้องค์กรอิสระไปนั่งเฝ้าการทำงานของนักการเมืองหรือรัฐบาล และองค์กรอิสระเหล่านี้มีมานานแล้วตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 เราไม่ได้เกลียดนักการเมือง แต่เราต้องการคนดีมี คุณภาพ จึงกำหนดคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้เช่นนั้น ซึ่งนักการเมืองหรือพรรคการเมืองส่วนใหญ่มองด้านเดียว มองแต่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้พวกเขาเข้าสู่อำนาจได้ยากกว่าเดิม แต่ข้อดีอีกมากมายทำไมไม่พูดถึงกันบ้าง ข้อกำหนดแบบนี้ประเทศอื่นก็ทำกัน ทำไมเขาไม่มีปัญหา เขาพัฒนาไปถึงไหนกันแล้ว มันอยู่ที่พฤติกรรมของคนมากกว่า นักการเมืองออกมาพูดบิดเบือนให้ประชาชนฟังทุกวัน จนมากไปแล้ว

เย้ยเป็นผีโดนน้ำมนต์

นายวันชัย สอนศิริ โฆษกคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. กล่าวว่า กรธ.ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมาเพื่อประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ได้ร่างมาเพื่อความพอใจของนักการเมือง จึงเป็นธรรมดาที่นักการเมืองบางคนเคยหากินกับการเมือง ต้องออกมาเต้นแร้งเต้นกาเป็นธรรมดา เหมือนหมูโดนน้ำร้อน ผีโดนน้ำมนต์ ไม่ต้องไปวิตก เชื่อว่าคนพวกนี้ไม่ได้อ่านรัฐธรรมนูญทั้งหมด ตั้งหน้าตั้งตาโจมตีอย่างเดียว เอาอารมณ์ความรู้สึกเป็นตัวตั้ง แต่ยังมีบางประเด็นที่ต้องแก้ไขให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในระยะเปลี่ยนผ่าน ควรมีกลไกที่ทำให้เกิดสมดุลทั้งการเลือกตั้งและความมั่นคง ในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ตรงนี้ กรธ.ต้องสร้างกลไกให้เกิดความพอดีในระยะ 4 ปีของการถ่ายโอนอำนาจ ซึ่งยังไม่มีในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และควรรับฟังข้อเสนอแนะจากองค์กรภาคประชาชนต่างๆ เพื่อเอามาปรับปรุงแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คงผ่านประชามติไปด้วยความเรียบร้อย ประชาชนตื่นกันแล้ว จะไม่ยอมกับนักการเมืองที่เอาการเมืองมาหากินอีกต่อไป

ระบบเลือกตั้งยังไม่ตอบโจทย์

นายวิทยา แก้วภราดัย กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. กล่าวว่า ระบบเลือกตั้ง ส.ส. แบบกาบัตรใบเดียวแล้วได้ ส.ส.แบบเขต และแบบบัญชีรายชื่อ ยังไม่ใช่แนวทางที่จะทำให้การเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรม ตามแนวทางที่ กมธ.ตั้งเป้าไว้ จุดประสงค์ของ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อคือ การเปิดโอกาสให้คนที่มีความสามารถ แต่ไม่เก่งหาเสียงมาทำงานเพื่อชาติได้ แต่ที่ผ่านมากลับกลายเป็นแหล่งรวมตัวของนายทุนต้องการเข้ามาหาผลประโยชน์ที่ผ่านมา กมธ.จึงมีข้อเสนอให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. แบบโดยตรงทั้งหมด สำหรับประเด็นเรื่อง ส.ว. เห็นด้วยกับการตัดอำนาจถอดถอนออก เพราะที่ผ่านมาไม่เคยถอดถอนใครได้เลย ส่วนอำนาจให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ควรตั้งองค์กรใหม่ทำหน้าที่นี้แทน ส.ว. ดังนั้นหากมีหน้าที่เพียงแค่พิจารณากลั่นกรองกฎหมาย การเลือกตั้งแบบทางอ้อมก็ถือว่าเพียงพอแล้ว และไม่ต้องกลัวปรากฏการณ์สภาผัวเมีย

“เสธ.อู้” ชี้จุดอ่อนระบบกาใบเดียว

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิก สปท. อดีตโฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ระบบการเลือกตั้ง แบบใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว หรือที่เรียกว่าระบบจัดสรรปันส่วนผสม พบว่ามีจุดอ่อน คือ 1.ผู้ที่กาเลือก ส.ส.เขตอาจไม่ได้สนับสนุนพรรคของคนนี้ แต่ต้องการเลือกพรรคอื่นเพื่อให้ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่ม ซึ่งไม่สามารถกระทำได้ 2.ทำให้พรรคที่ส่ง ส.ส.เขตจำนวนน้อยเสียเปรียบ เพราะไม่มีโอกาสได้คะแนนจากเขตที่ไม่ได้ส่ง ส.ส.เขต ซึ่งส่วนใหญ่พรรคขนาดเล็กและพรรคขนาดกลาง ส่ง ส.ส.เขตแค่ 10-50 คนเท่านั้น หากให้กาบัตรสองใบจะไม่เกิดปัญหานี้ 3.ระบบการคิดคะแนนแบบสัดส่วนผสม ที่ใช้ใน 9 ประเทศทั่วโลก จะใช้คำนวณหาจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และใช้บัตรลงคะแนนสองใบทั้งสิ้น ดังนั้น ถ้าแบบใช้บัตรเดียวมีข้อดีจริง คงมีใช้บ้างแล้วในบางประเทศ

กกต.ไม่พูดรณรงค์คว่ำ รธน.ทำได้ไหม

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีนายณัฐวุฒิ ใสย-เกื้อ เลขาธิการ นปช. ระบุว่า จะรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญว่า จะเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ต้องไปถามผู้รักษากฎหมายและรักษาความสงบเรียบเรียบร้อย ขณะนี้ กกต.อยู่ระหว่างเตรียมจัดส่งระเบียบว่าด้วยการทำประชามติให้ สนช.พิจารณา ดังนั้นการที่นายณัฐวุฒิพูดลักษณะนี้จึงบอกไม่ได้ว่าทำได้หรือไม่ได้ เพราะระเบียบยังไม่ผ่านความเห็น สนช. ซึ่ง สนช.อาจเห็นด้วยกับ กกต. หรือร่างใหม่ทั้งหมดก็ได้ สำหรับร่างระเบียบดังกล่าว กกต.กำหนดให้ผู้ที่จะรณรงค์รับหรือไม่รับร่างประชามติต้องมาทำการจดแจ้งองค์กรกับ กกต.ก่อน ว่ามีสมาชิกกี่คน มีแผน แหล่งที่มาของงบประมาณในการทำกิจกรรมอย่างไร โดยเป็นการทำกิจกรรมภายใต้ กกต.กำหนด ก็จะสามารถรณรงค์ได้ โดยไม่ผิดกฎหมาย โดยองค์กรที่จะมารณรงค์จะเป็นพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง หรือประชาชนทั่วไปก็ได้

“สุริยะใส” ขอให้ทบทวน 6 ประเด็น

นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฯ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญมีจุดอ่อนอย่างน้อย 6 ประเด็นที่ต้องปรับปรุง คือ 1.ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมหรือใบเลือกตั้งใบเดียว เป็นระบบที่บิดเบือนเจตนารมณ์ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง 2.สิทธิและการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งสิทธิผู้ด้อยโอกาส คนพิการ แรงงาน ผู้บริโภค หายไปเยอะ 3.รัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องถือหุ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 51 ถูกตัดทิ้งหมด อาจเปิดช่องให้มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเปิดทางนายทุนเข้ามาครอบครอง 4.เพิ่มอำนาจองค์กรอิสระแต่ไม่ได้วางมาตรการสรรหาที่โปร่งใส 5.การกระจายอำนาจและการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ยังมีเนื้อหาอ่อน 6.ไม่มีกลไกขับเคลื่อนเรื่องปรองดองที่ชัดเจน ยังเชื่อว่า กรธ.จะทบทวนปรับปรุงเนื้อหาให้ดีขึ้น

สกัดคนโกงเข้าสู่อำนาจ

ด้าน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์-โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ฝากให้กำลังใจและขอบคุณทุกองค์กร ทั้งประธาน กรธ. สนช. และสปท. ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ลุล่วงตามระยะเวลาที่กำหนด ถือเป็นความเสียสละเพื่อส่วนรวม แม้ต้องเผชิญกับแรงเสียดสี และแรงกดดันจากอดีตนักการเมือง รัฐบาลเชื่อว่าร่างรัฐธรรมนูญและบทเฉพาะกาลมีความสำคัญ เพราะมีเป้าหมายสกัดคนโกง คนเลวไม่ให้เข้าสู่อำนาจ ซึ่งไม่จำกัดวงเฉพาะนักการเมืองเท่านั้น แต่รวมไปถึงเครือข่ายทั้งหลายด้วย นายกฯระบุว่านี่คือช่วงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องใช้ความกล้าหาญที่จะเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด สิ่งที่นักการเมืองพูดพาดพิงเพราะกระทบผลประโยชน์ตัวเอง ไม่เคยกล่าวถึงประโยชน์ประเทศและประชาชนส่วนรวม การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ เมื่อประชาชนใช้โอกาสนี้รวมพลังเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศครั้งสำคัญร่วมกัน หากเราไม่สามารถก้าวข้ามไปได้ ก็เท่ากับเราทั้งประเทศยื่นดาบกลับคืนไปให้นักการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ กลับมาทำร้ายสังคมไทย หากปล่อยให้เกิดขึ้น คงไม่มีคำใดจะเหมาะไปกว่า เสียหาย และเสียของอย่างแท้จริง

เสื้อแดงออกแคมเปญ “โหวตโน”

นายอนุรักษ์ เจนตวนิชย์ หรือ “ฟอร์ด เส้นทางสีแดง” นักเคลื่อนไหวกลุ่มคนเสื้อแดง กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีเนื้อหาเลวร้ายสืบทอดอำนาจกว่าทุกฉบับที่ผ่านมา จึงออกแคมเปญ “คว่ำร่างรธน.” ด้วยข้อความ“Vote no” มีสัญลักษณ์พานรัฐธรรมนูญคว่ำ ออกจำหน่าย เพื่อกระจายไปสู่วงกว้าง หลังเริ่มรณรงค์ผ่านโลกโซเชียล 1 วัน พบว่ากระแสตอบรับสูงมาก ถือเป็นการปูทางสู่การล้มรัฐธรรมนูญเผด็จการ และอยากชวนกลุ่มพันธมิตร กปปส. ที่ไม่เห็นด้วย มาร่วมกันหรือจะจัดทำเป็นเสื้อสีส้ม “โหวตโน” เพื่อแสดงออกให้สังคมเห็นว่าทุกสีเสื้อปรองดองกันแล้ว การเคลื่อนไหวครั้งนี้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ไม่ขัดคำสั่ง คสช. จึงเชื่อว่าไม่น่ามีปัญหา ถ้าทหารสั่งห้ามก็จะไม่หยุด ถูกจับก็ยอมให้จับ เพราะขณะนี้แกนนำคนเสื้อแดงอย่าง นปช.ทำอะไรไม่ได้ แม้แต่ นพ.เหวง โตจิราการ ยังจะขอผ่อนปรนเงื่อนไขกับ คสช. ฟังดูไร้สาระมาก จะทำก็ทำเลย ถึงเวลาที่เราต้องรณรงค์ขับเคลื่อนกันเอง ส่วน นปช.ควรทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาหรือออกมาร่วมขับเคลื่อน ไม่ใช่มาสั่งมวลชนเหมือนที่เคย

โพลชี้คนชอบบทบัญญัติหน้าที่ของรัฐ

อีกด้าน นิด้าโพลเปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่องการกำหนด “หน้าที่ของรัฐ” ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พบว่าส่วนใหญ่เห็นด้วยกับบทบัญญัติต่างๆในรัฐธรรมนูญ อาทิ รัฐต้องจัดให้มีการร่วมมือกันระหว่างรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเอกชนในการจัดการศึกษาทุกระดับ รัฐต้องจัดให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่สะดวก รวดเร็ว โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายที่สูงจนเกินควร รัฐต้องมีมาตรการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรม ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยเคร่งครัด ปราศจากการแทรกแซงหรือครอบงำใดๆ รัฐพึงจัดให้มีมาตรการและกลไกในการคุ้มครองผู้ให้เบาะแสข้อมูลและพยาน ในการป้องกันและขจัดการทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการและภาคเอกชน และรัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้บริโภครวมกลุ่มกัน เพื่อปกป้องสิทธิของตน

ยังไม่แน่ใจว่าจะรับหรือไม่ร่าง รธน.

ขณะที่สวนดุสิตโพลเปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่องการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญในสายตาประชาชน โดยร้อยละ 41.42 ระบุว่าจะไปลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญแน่นอน ร้อยละ 37.67 บอกไม่แน่ใจ และร้อยละ 20.91 ระบุว่าไม่ไป เมื่อถามว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ จะพิจารณา จากอะไร ร้อยละ 83.11 ขอฟังจากกระแสสังคม และเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน ร้อยละ 79.52 ขอดูเนื้อหาว่าครอบคลุม ชัดเจน เข้าใจง่าย เหมาะกับสังคมไทย รองลงมาคือ เป็นประโยชน์ต่อประเทศ ประชาชน นอกจากนี้ส่วนใหญ่เห็นว่า ประชาชนจะรับร่างรัฐธรรมนูญที่ได้มาตรฐาน เป็นประชาธิปไตย รองลงมาดูที่ความยุติธรรม เสมอภาค คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพ การมีส่วนร่วมของประชาชน มีข้อบังคับ กฎหมาย บทลงโทษผู้กระทำผิดที่เหมาะสม ชัดเจน ส่วนร่างรัฐธรรมนูญที่ประชาชนจะไม่รับคือ ความไม่เป็นกลาง เน้นอำนาจรัฐ เอื้อประโยชน์พวกพ้อง รองลงมาคือ ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น ประชาชนไม่มีโอกาสมีส่วนร่วม เมื่อถามประชาชนคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านการรับร่างหรือไม่รับร่าง ร้อยละ 60.92 ระบุว่าไม่แน่ใจ ร้อยละ 22.62 ระบุว่ารับร่าง และร้อยละ 16.46 ระบุว่าไม่รับร่าง

สรุปรับผิดทางละเมิดจำนำข้าวแล้ว

อีกเรื่อง นายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดโครงการรับจำนำข้าวรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ สรุปผลสอบเรียบร้อยแล้ว หลังสิ้นสุดขยายเวลาครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้ยื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติม โดยข้อสรุปแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1.ส่วนของภาครัฐ ส่วนราชการ 2.ฝ่ายผู้กล่าวหา จำนวน 8 คน และ 3.พยานหลักฐานฝ่าย น.ส.ยิ่งลักษณ์ จำนวน 13-14 คน รวมถึงข้อมูลอื่นที่นำมาประกอบการพิจารณา เช่น มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังจากนี้จะส่งข้อสรุปให้นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง พิจารณาและทำบันทึกเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ถ้านายกฯเห็นด้วยจะส่งเรื่องต่อไปยังคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง ที่อธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นประธาน ยืนยันว่าให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

“วิษณุ” ชี้เป้ามีฟ้องเอกชน 15 ราย

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการเรียกเก็บค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวในส่วนของเอกชนที่มีอายุความ 1 ปี และจะสิ้นสุดในเดือน ก.พ.นี้ว่า เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการอยู่ ได้ประชุมร่วมกับสำนักงานอัยการสูงสุด ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง ขอให้เข้าสู่กระบวนการก่อน ส่วนจะแพ้หรือชนะคดีนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง โดยเอกชนที่จะถูกฟ้องร้องนั้นมีจำนวน 15 ราย

แค่กระตุ้นไม่ได้เด้ง รมต.สำนักนายกฯ

อีกด้าน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ฝากขอบคุณทุกกระทรวงที่ให้ความสำคัญกับการประชาสัมพันธ์ผลงานในรูปแบบภาพกราฟฟิก พร้อมกำชับว่าทุกหน่วยจะทำงานอย่างเดียวไม่ได้ ต้องสร้างการรับรู้แก่ประชาชนควบคู่ไปด้วย และมีความยินดีหากภาคเอกชนและประชาชนที่มีฝีมือดีต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำภาพกราฟฟิก และอินโฟกราฟฟิกในเชิงสร้างสรรค์ ส่วนกระแสข่าวการปลด รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์หากมีคนเข้าชมภาพกราฟฟิกน้อยนั้น น่าจะเป็นเรื่องเข้าใจผิด นายกฯเพียงแค่ต้องการกระตุ้นทุกหน่วยงานให้ความสำคัญ และเร่งรัดการประชาสัมพันธ์ผลงานของรัฐบาลให้ประชาชนรับรู้ ต่อเนื่องเท่านั้น

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    33.3%
  • ไม่ชอบ
    52.4%
  • สนุก
    4.3%
  • ประหลาดใจ
    5.1%
  • เสียใจ
    4.9%
  • ให้กำลังใจ
    0.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement