'แพะ'โวยตร.มั่ว ยัดคดีปล้ำแหม่ม - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

'แพะ'โวยตร.มั่ว ยัดคดีปล้ำแหม่ม

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 ม.ค. 2559 05:50
3,068 ครั้ง


เร่งรีบสรุปสำนวน ศาลชั้นต้นยกฟ้อง


หนุ่มขายสลากฯ ที่ตกเป็นแพะคดีพยายามข่มขืนแหม่มสาวที่ จ.ภูเก็ต เปิดบ้านให้สัมภาษณ์พร้อมครอบครัว ยืนยันความบริสุทธิ์ไม่เคยไปภูเก็ตและไม่ได้กระทำผิด ตำรวจจับกุมไปยัดเข้าห้องขังและไม่ได้สอบปากคำเพื่อให้ใช้สิทธิต่อสู้คดีเลย ด้านทนายความของผู้ต้องหาอีกคนเผย พยานคดีนี้ขึ้นเบิกความกลับคำให้การในชั้นศาลไม่ชี้ภาพ ผู้ต้องหาทั้ง 2 คน อ้างตำรวจนำภาพมาให้ชี้ ศาลชั้นต้นจึงพิพากษายกฟ้อง และในชั้นศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุกจำเลยอีกคน 4 ปี เพราะมีหลักฐานและหนีศาล แต่จำเลยอีกคนไม่ได้ซัดทอดหนุ่มขายสลากฯ ที่ตกเป็นแพะ

ภายหลังจากนางถนอมจิตต์ จั่นทอง อายุ75 ปี อดีตเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ 8 ทัณฑสถานหญิงกลาง ออกมาร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมกับผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เพื่อให้ผู้รับผิดชอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบให้ความเป็นธรรมแก่นายสฤษดิ์ จั่นทอง อายุ 41 ปี บุตรชาย ที่ตกเป็นแพะถูกตำรวจ สภ.กะทู้ จ.ภูเก็ต จับกุมข้อหาร่วมกันพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น และร่วมกันกระทำอนาจารผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย ในคดีพยายามข่มขืนแหม่มสาวชาวแคนาดา โดยกล่าวหาว่าเป็นคนขับรถแท็กซี่ร่วมกับเพื่อนอีกคนพาแหม่มสาวไปโรงแรมและพยายามข่มขืน ทั้งๆที่นายสฤษดิ์ไม่เคยเดินทางไป จ.ภูเก็ต เลย แต่ได้ขายรถยนต์ไปโดยการโอนลอย และรถยนต์ได้มีการเปลี่ยนผู้ครอบครองไปแล้วก่อนที่จะเกิดเหตุ ส่วนคดีขณะนี้อยู่ในขั้นตอนพนักงานอัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีสอบสวนเพิ่มเติมบางประเด็น ทำให้นายสฤษดิ์ที่ตกเป็นแพะและอยู่ในอาการเครียดหนัก เห็นว่ามีช่องทางร้องความเป็นธรรมผ่านสื่อมวลชนแล้ว จึงยอมออกมาให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานมาว่า เมื่อวันที่ 30 ม.ค. เวลา 11.00 น. นายสฤษดิ์ จั่นทอง ผู้ต้องหาที่ตกเป็นแพะในคดีที่ไม่ได้กระทำผิด ได้เปิดบ้านให้ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและไทยรัฐทีวี เข้าสัมภาษณ์ที่บ้านเลขที่ 96/88 หมู่ 8 ต.บางกระสอ อ.เมืองนนทบุรี โดยมีนางพรทิพย์ จั่นทอง ภรรยา และบุตรสาว 2 คน อายุ 16 ปี และ 10 ขวบ พร้อมด้วยนางถนอมจิตต์ จั่นทอง มารดา มาร่วมพูดคุยกับผู้สื่อข่าวด้วย นายสฤษดิ์เปิดเผยด้วยสีหน้าเศร้าสลดใจว่า วันที่ถูกจับกุมวันที่ 4 ก.พ. เวลาประมาณ 07.00 น. ขณะขับรถกลับจากไปส่งบุตรสาวที่โรงเรียน มาถึงหน้าบ้านมีตำรวจนอกเครื่องแบบมาแสดงตัว 1 นาย อีก 4 นาย รออยู่ห่างๆ แจ้งข้อหาตามหมายจับพร้อมพูดว่ามีหน้าที่มาจับไม่รู้เรื่องรายละเอียด หากยอมไปที่ สภ.กะทู้ โดยดี ก็ไม่ต้องแจ้งตำรวจท้องที่ให้มาจับกุมและต้องใส่กุญแจมือนำไปควบคุมไว้ที่สถานีตำรวจ เมื่อไม่เห็นหนทางต่อสู้อะไรแล้วจึงต้องยอมไปกับชุดจับกุมด้วยดี ส่วนภรรยาซึ่งอยู่ในอาการตกใจรีบไปแจ้งให้พี่ๆ เพื่อให้ตามไปช่วยเหลือที่ จ.ภูเก็ต

“ตอนที่ถูกจับกุมผมถามตำรวจว่า ถูกจับได้ยังไงเพราะไม่เคยไปภูเก็ตเลย ตำรวจตอบว่ามีหน้าที่จับกุมอย่างเดียวไม่มีหน้าที่แจ้งรายละเอียด จากนั้นถูกนำตัวไปยัง สภ.กะทู้ มีการจัดแถลงข่าวจับกุม และตำรวจให้นึกว่าเคยไปที่ไหนบ้างทางภาคใต้ ผมบอกไม่เคยไปเลยแต่จำได้ว่าเคยขายรถยนต์ให้กับคนที่จะนำไปทำรถแท็กซี่ที่หาดใหญ่ ตำรวจจึงนำตัวเข้าห้องขังเลยไม่ได้สอบปากคำอะไรอีก จนกระทั่งพี่สาวเดินทางไปถึงตอนเย็น และได้ประกันตัวตอน 22.00 น. ตำรวจอ้างว่าคดีถึงชั้นอัยการแล้วต้องทำเรื่องส่งตามหมายจับ และบอกว่ากระบวนการยุติธรรมไทยเป็นระบบกล่าวหาคุณต้องไปสู้กันในชั้นศาล แต่ตำรวจไม่ได้สอบปากคำผมเลยว่ากระทำผิดจริงหรือไม่ และมีหลักฐานยืนยันอะไรบ้าง ผมงงมากและทำอะไรไม่ถูก ไม่ได้ทำผิดแต่ถูกจับกุมและไม่มีโอกาสได้แก้ตัวอะไรเลย นี่หากไม่มีพี่สาวเป็นข้าราชการไปประกันตัวออกมา เป็นชาวบ้านธรรมดาจะมีปัญญาออกมาต่อสู้ให้กับตัวเองหรือไม่” นายสฤษดิ์กล่าวด้วยน้ำเสียงสะอื้น

นายสฤษดิ์เปิดเผยอีกว่า มีอาชีพขายสลากกินแบ่งรัฐบาล เพราะครอบครัวทำกันมาตั้งแต่สมัยคุณป้า สำหรับตนเองทำมา 15 ปี ต่อจากบิดามีชื่อได้รับโควตาจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และรับซื้อรางวัลเลขท้ายด้วย ทุกครั้งที่นำรางวัลไปขึ้นเงินจะมีการเซ็นชื่อรับเงินจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลตลอด นั่งขายอยู่ที่ล็อก A96 ศูนย์จำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล คนขายที่นั่นรู้จักตนดี ช่วงปี 2546-2547 ได้แบ่งเวลาไปทำงานซ่อมรถที่อู่แถวถนนจรัญสนิทวงศ์ พร้อมขายรถใช้แล้วด้วย แต่ยังหมุนเวียนไปขายสลากกินแบ่งสลับกับบิดา ต่อมารายได้ไม่ดีจึงกลับมาขายสลากกินแบ่งรัฐบาลและรับซื้อรางวัลเลขท้ายเต็มวัน จนกระทั่งมาถูกจับกุม มาถึงวันนี้หากถามว่าเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ ขอตอบว่าไม่มีความเชื่อมั่น เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชน ไม่ได้ทำหน้าที่ที่ควรทำ กลับผลักภาระให้ประชาชนเดือดร้อน จนมารดาและภรรยาต้องออกมาร้องทุกข์ผ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เพื่อให้ผู้รับผิดชอบช่วยดูช่วยตรวจสอบให้ความเป็นธรรมด้วย

ด้านนางพรทิพย์ จั่นทอง ภรรยา กล่าวทั้งน้ำตาว่า วันเกิดเหตุกำลังเปิดประตูบ้านให้สามีนำรถเข้าบ้าน จู่ๆก็มีตำรวจนอกเครื่องแบบมาแจ้งหมายศาลจับกุมในข้อหาข่มขืน ตกใจแทบช็อกทำอะไรไม่ถูก เมื่อตำรวจนำตัวสามีไปจึงรีบไปแจ้งให้พี่ชายและพี่สาวสามีทราบ จากนั้นก็ติดตามไปช่วยประกันตัว “ตอนนั้นแทบสติแตก คุณแม่เพิ่งเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง รุ่งเช้าสามีถูกจับกุมอีก เครียดสุดๆ โดนข้อหาไปข่มขืนคนที่ภูเก็ต เป็นไปได้อย่างไรเขาอยู่กับดิฉันตลอด ไม่เคยไปขับรถแท็กซี่รับจ้างที่ภูเก็ต จะไปไหนก็ไปด้วยกันพ่อแม่ลูก แล้วจะไปข่มขืนเขาได้อย่างไร แรกๆต้องปิดเรื่องไม่ให้ลูกๆรู้ แต่ช่วงทำเอกสารร้องเรียนลูกๆเริ่มมาถามจึงเล่าให้ฟัง แล้วบอกว่าพ่อไม่ได้ทำผิดพ่อเป็นคนดี ต้องช่วยให้กำลังใจ พอลูกๆมาปลอบให้กำลังใจ สามีถึงได้คลายเครียดลงบ้าง ผิดกับตอนแรกๆที่ทุกคนกลัวจะคิดสั้น ครอบครัวเราร้องเรียนไปหลายหน่วยงาน แต่ไม่เคยมีใครมาสอบถามพวกเราเลย แจ้งแต่เพียงว่าเจ้าหน้าที่ทำตามหน้าที่ จนเห็นข่าวจากไทยรัฐเสนอข่าวเรื่องจับแพะ จึงต้องไปพึ่งไทยรัฐร้องขอความเป็นธรรม” นางพรทิพย์กล่าว

ส่วนที่ จ.ภูเก็ต ผู้สื่อข่าวได้ไปพบกับนายสมเกียรติ พรพรหมมา ทนายความและที่ปรึกษากฎหมาย สำนักงานบ้านกฎหมายและธุรกิจ ตั้งอยู่ถนนมนตรี ต.ตลาดใหญ่ อ.เมืองภูเก็ต อดีตทนายความให้กับนายอำนาจ ชูเดช ลูกความที่ตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกับนายสฤษดิ์ จั่นทอง ในคดีเดียวกัน นายสมเกียรติเปิดเผยว่า คดีนี้ได้มีการนำสืบพนักงานต้อนรับของโรงแรมที่เป็น 1 ใน 2 พยานบุคคล นอก เหนือจากผู้เสียหาย ตำรวจ สภ.กะทู้ นำภาพผู้ต้องหาทั้ง 2 คนมาให้พนักงานต้อนรับดู พร้อมกับแจ้งให้ทราบว่าทั้ง 2 เป็นผู้ต้องหาที่ร่วมก่อเหตุ ทำให้พยานชี้ภาพในชั้นสอบสวน แต่เมื่อนำพยานขึ้นเบิกความต่อศาล พยานได้กลับคำให้การโดยไม่ชี้ภาพดังกล่าวเป็นนายอำนาจหรือนายสฤษดิ์ เนื่อง จากในชั้นสอบสวนตำรวจเป็นผู้นำภาพมาให้พยานดู พร้อมกับเป็นผู้บอกว่าเป็นผู้ต้องหาหรือคนร้าย ไม่ใช่พยานเป็นผู้ระบุ จึงไม่ยืนยันภาพทั้ง 2 คนเป็นผู้กระทำความผิดในวันเกิดเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

นายสมเกียรติเปิดเผยอีกว่า หลังศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ต่อมาพนักงานอัยการได้ยื่นอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาลงโทษนายอำนาจ เนื่องจากพบหลักฐานบางอย่างสอดคล้องกับหลักฐานที่พบในสถานที่เกิดเหตุ แต่นายอำนาจไม่มารับฟังคำพิพากษา ศาลพิพากษาให้จำคุก 4 ปี ส่วนนายสฤษดิ์นั้น ในศาลชั้นต้น นายอำนาจไม่เคยระบุหรือให้การซัดทอดว่าผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์อีก 1 คน คือนายสฤษดิ์ และไม่เคยรู้จักนายสฤษดิ์มาก่อน แต่จากการที่ได้พูดคุยกับนายอำนาจทราบว่า ชายที่ตำรวจระบุว่าเป็นคนขับรถรับจ้างและรับผู้เสียหายมาจากซอยบางลา ต.ป่าตอง อ.กะทู้ คือนายสฤษดิ์นั้น นายอำนาจบอกว่าไม่เคยรู้จักมาก่อน ดังนั้น จะไปด้วยกันได้อย่างไร จนกระทั่งมาทราบว่ามีการจับกุมนายสฤษดิ์ และคดีอยู่ระหว่างพนักงานอัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนเพิ่มเติม

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    28.4%
  • ไม่ชอบ
    7.8%
  • สนุก
    6.0%
  • ประหลาดใจ
    6.9%
  • เสียใจ
    8.6%
  • ให้กำลังใจ
    42.2%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement