ขาว = สวย ถอดเปลือกค่านิยมความงาม เหตุไฉนคนไทยคลั่งขาว !? - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2559
advertisement

ขาว = สวย ถอดเปลือกค่านิยมความงาม เหตุไฉนคนไทยคลั่งขาว !?

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.พ. 2559 05:35
10,923 ครั้ง


“ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง” เป็นคําโบราณท่ีกล่าวไว้ และในปัจจุบันก็ยังคงเป็นเช่นนั้น เนื่องจากคนในสังคมต่างให้ความสนใจเรื่องสุขภาพอนามัยมากขึ้น รวมทั้งยังสร้างให้เกิดค่านิยม ขาว = สวย ทำให้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นครีม โลชั่น อาหารเสริม ที่ผลิตออกมาแล้วโฆษณาว่าช่วยทำให้ผิวขาวใส มียอดขายทะลุทะลวงพุ่งแรงหลายปีติดต่อกัน

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ อาสาตอบโจทย์ข้อสงสัย 'ทำไมคนไทยจึงคลั่งความขาว' โดยเปิดหลากหลายมิติทั้งปัจจัยที่ทำให้อยากมีผิวขาว มูลค่าการตลาดของผลิตภัณฑ์บำรุงผิว รวมถึงคลายข้อสงสัยสารกลูตาไธโอน ช่วยให้ขาวได้จริงหรือ รายงานพิเศษชิ้นนี้ อาจทำให้คุณฉุกคิดเพียงสักนิดก่อนคลั่งขาวก็เป็นได้...

งานวิจัยชิ้นหนึ่ง ระบุว่า เมื่อผู้หญิงได้อ่านนิตยสารสำหรับผู้หญิงแล้วนั้น หลังจากที่อ่านจบ ผู้หญิงจำนวน 70-80% จะเกิดความรู้สึกว่า ตัวเองด้อยหรือบกพร่องอะไรบางอย่าง
ตอบโจทย์ทำไมคนไทย ‘คลั่งขาว’ ?

นางสาวจิตติมา ภาณุเตชะ ผู้อำนวยการมูลนิธิสร้างความเข้าใจสุขภาพหญิง เผยกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ถึงปัจจัยที่ทำให้คนไทยอยากมีผิวขาวว่า ถือเป็นเรื่องที่ตอบยากว่าทำไมคนไทยถึงอยากมีผิวขาว แต่เนื่องด้วยปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรมที่ถูกหล่อหลอมมานาน ซึ่งอยู่ในสังคมที่ทำให้เชื่อว่าผิวขาวย่อมดีกว่าผิวคล้ำ และถูกส่งสารผ่านการโฆษณา สื่อ ความคิด ความเชื่อ โดยรับข้อมูลว่าอะไรคือความสวย อะไรคือได้รับความนิยม อะไรคือได้รับการยอมรับ

อย่างเช่น วัฒนธรรมจีนยุคพันปีที่แล้วนั้น ผู้หญิงชาวจีนจะต้องรัดเท้าเป็นดอกบัวเพื่อความสวยงาม เพราะมีความเชื่อกันว่า ผู้หญิงเท้าเล็กเหมาะสมที่จะเป็นภรรยาของชนชั้นสูง และความเชื่อดังกล่าวทำให้ครอบครัวของผู้หญิงชาวจีนมักจะรัดเท้าลูกสาวของตัวเองให้เล็ก ฉะนั้นแล้ว หากถามว่าทำไมผู้หญิงจีนในยุคนั้นอยากมีเท้าเล็ก เพราะมีการให้คุณค่าว่าคนเท้าเล็กจะได้เป็นภรรยาของคนที่มีชนชั้นสูง เช่นเดียวกับผู้หญิงไทยที่ถูกบอกถูกสร้างความเชื่อว่า ‘สวย คือ ขาว สวย คือ ผอม’ ส่งผลให้เกิดความไม่พึงพอใจในตัวเองทุกครั้งที่ส่องกระจก

นอกจากนี้ ยังเคยมีงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ระบุว่า เมื่อผู้หญิงได้อ่านนิตยสารสำหรับผู้หญิงแล้วนั้น หลังจากที่อ่านจบ ผู้หญิงจำนวน 70-80% จะเกิดความรู้สึกว่า ตัวเองด้อยหรือบกพร่องอะไรบางอย่าง และจะเกิดความคิดที่ว่าจะต้องไปซื้อผลิตภัณฑ์ เพื่อลดความบกพร่องหรือความด้อยของตัวเอง จึงสะท้อนให้เห็นว่า ค่านิยมการให้คุณค่ากับความงาม ถูกส่งต่อผ่านช่องทางต่างๆ และผู้หญิงก็รับมาอย่างไม่รู้ตัว

สิ่งที่สังคมบอกว่าสวยคือขาว ผ่านความเชื่อ ผ่านกลุ่มเพื่อน ผ่านการโฆษณา ผ่านสื่อ ผ่านพ่อแม่พี่น้อง

นางสาวจิตติมา ย้อนถามกลับมาว่า “แล้วใครบอกเรา ว่าสวยคือขาว?” ก่อนกล่าวต่อว่า “นั่นคือสิ่งที่สังคมบอกผ่านความเชื่อ ผ่านกลุ่มเพื่อน ผ่านการโฆษณา ผ่านสื่อ ผ่านพ่อแม่พี่น้อง ดังนั้น เมื่อมีอะไรบางอย่างมาตอบโจทย์ในความเชื่อที่เรามี เราก็พร้อมที่จะกระโจนเข้าไปหาทันที”

ด้าน นพ.ชิโนรส ลี้สวัสดิ์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต มองว่า เป็นค่านิยมในสังคม ซึ่งแต่ละประเทศอาจจะมีค่านิยมที่ไม่เหมือนกัน บางประเทศอาจจะนิยมคนผิวสี ดังนั้น เรื่องของสีผิวเป็นเรื่องของความชอบแต่ละบุคคลมากกว่า

ส่วนปัจจัยที่ทำให้คนไทยอยากมีผิวขาว อาจมาจากค่านิยมของคนส่วนใหญ่ หรือวัยรุ่นที่อยากมีผิวขาว ทำให้คนหันมาสนใจเครื่องสำอาง หรือยาบางตัว ซึ่งก่อเกิดเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ขึ้นมา ทำให้เกิดการโฆษณา ตอกย้ำความเชื่อ ค่านิยมเรื่องสีผิวกว้างขึ้น เหมือนกับการย้ำคิดย้ำทำ โดยมีปัจจัยเชิงพาณิชย์และโฆษณาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพื่อส่งเสริมค่านิยมมากขึ้น ทำให้เกิดเป็นเทรนด์ของสังคมหรือเป็นแนวโน้มให้คนเชื่อตามๆ กันมา

คุณจะมองคนรักเป็นเฟอร์นิเจอร์ประดับกาย หรือ มองที่ความสัมพันธ์ความรู้สึกดีๆ
ทัศนคติบุรุษต่อสเปกสตรีในดวงใจ สู่ปัจจัยหนึ่งที่สาวๆ อยากมีผิวขาว!

นางสาวจิตติมา ภาณุเตชะ ผู้อำนวยการมูลนิธิสร้างความเข้าใจสุขภาพหญิง กล่าวถึงทัศนคติของผู้ชายที่มีความต้องการผู้หญิงขาวสวยมาเป็นคู่ครองว่า ผู้ชายที่อยู่ในสังคมที่มีความเชื่อแบบนี้อยู่แล้ว เช่น ขาวสวยหมวยอึ๋ม ทำให้ปรารถนาที่จะได้แฟนตามความเชื่อของตัวเอง ทั้งที่ความจริงแล้วความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกัน สร้างความรู้สึกดีให้แก่กัน เป็นสิ่งที่ทำให้การครองคู่ยืนยาวไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์ภายนอก แต่หากคนในสังคมมองความสัมพันธ์ในฐานะคนรัก คือ เฟอร์นิเจอร์ประดับกาย อยากได้ในสิ่งที่สังคมให้คุณค่าก็เป็นอีกมุมมองหนึ่งเช่นกัน

"สิ่งที่ดีจากคนอื่นบอก กับการมองตัวเอง มีผลพอๆ กัน ไม่อยากมองว่าผู้หญิงอยากขาวก็เพราะว่าผู้ชายชอบผู้หญิงขาวเพียงเหตุผลเดียว ที่มันลึกกว่านั้นก็คือการบอกตัวเองว่าขาวคือสวย ซึ่งตรงนี้คิดว่าทารกผู้หญิงที่อยู่ในรพ.แผนกแรกคลอดนั้น ไม่คิดว่าตัวเองโตขึ้นมาแล้วฉันจะขาว แต่พอถึงจุดหนึ่งที่ถูกสังคมบอก จะทำให้เขาเชื่อว่าเขาจะมีคุณค่าในร่างกายตามกระแสนิยมอย่างไร กระแสนิยมให้คุณค่ากับอะไร เราเลยมองว่ามันต้องมีกระบวนการที่ทำให้เกิดการเท่าทันสื่อ ที่จะทำให้เรากระโจนไปสู่การบริโภค กระโจนไปสู่การทำร้ายตัวเองโดยที่ไม่ได้ตั้งคำถามว่าจริงๆ แล้วคุณค่าของความงาม ความภูมิใจในตัวเองมันอยู่ที่ภาพลักษณ์ภายนอกหรืออะไรกันแน่ แต่ทั้งหมดก็ไม่ได้บอกว่าผู้หญิงที่อยากขาวนั้นผิด" ผอ.มูลนิธิสร้างความเข้าใจสุขภาพหญิง แสดงทัศนะ

คาดการณ์ยอดขายสกินแคร์ปี 2559 จะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 6.9-7% หรือคิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 67,477 ล้านบาท
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ระบุ ยอดขายสกินแคร์ในประเทศพุ่งสูง

สำหรับปัจจัยที่สนับสนุนความเชื่อเรื่อง ‘คลั่ง (ความ) ขาว’ ของคนไทยนั้น ทีมข่าวฯ ยกข้อมูลจาก ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี TMB Analytics ที่ได้ประเมินธุรกิจเครื่องสำอางในช่วง 5 ปี ท่ีผ่านมามีอัตราเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 10 และในปี 2558 ธุรกิจนี้มีมูลค่าตลาดในประเทศถึง 2.1 แสนล้านบาท แบ่งเป็นตลาดในประเทศ 1.2 แสนล้านบาท และตลาดส่งออกที่ทำรายได้ให้ประเทศกว่า 9 หมื่นล้านบาท และในส่วนที่เป็นผลิตภัณฑ์สกินแคร์ มีมูลค่าในประเทศประมาณ 40,000 ล้านบาท

ด้าน ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงธุรกิจมาแรงในปี 2558 พบว่า ธุรกิจบริการทางการแพทย์และความงามเป็นธุรกิจที่มีความโดดเด่นเป็นอันดับหนึ่งในปี 2558 โดยมีคะแนนรวมสูงถึง 93.7 คะแนน และเป็นธุรกิจที่ครองแชมป์มานานติดต่อกัน 3 ปี รองลงมาคือ ธุรกิจเครื่องสำอาง ครีมบำรุงผิว มีคะแนนรวมอยู่ที่ 93.1 คะแนน ซึ่งทั้งสองธุรกิจนี้มีความโดดเด่นทั้งยอดขายและกำไร เนื่องจากพฤติกรรมในการดูแลเรื่องผิวพรรณมีมากขึ้น

ข้อมูลจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ ชี้ชัดให้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวมีมูลค่าการตลาดสูง และถือเป็นธุรกิจมาแรงอันดับต้นๆ นั่นอาจแปลได้ว่า คนไทยนิยมใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวอย่างแพร่หลาย และค่านิยมที่ว่า ผิวขาว = สวย มีส่วนเป็นเรื่องจริง!

ธุรกิจเครื่องสำอาง ครีมบำรุงผิว เป็นธุรกิจโดดเด่นในปี 2558
ส.ผู้ผลิตเครื่องสำอาง คาด ปี 59 มูลค่าสกินแคร์โตกว่า 7%

ไม่เพียงแต่ตัวเลขมูลค่าการตลาดจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจเพียงเท่านั้น ทีมข่าวฯ ได้พูดคุยกับ นางเกศมณี เลิศกิจจา นายกสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย โดยนางเกศมณี ให้ข้อมูลเม็ดเงินของธุรกิจผลิตภัณฑ์บำรุงผิวในประเทศว่า ในปี 2557 มีมูลค่าตลาดในประเทศ 58,794 ล้านบาท ปี 2558 มีมูลค่าตลาดในประเทศ 63,912 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าในปี 2559 นี้ จะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 6.9-7% หรือคิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 67,477 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์ดูแลตัวเองสำหรับผู้ชายมาแรงแซงโค้งไม่แพ้ผู้หญิงเช่นกัน โดยในช่วงปี 2551-2552 ถือเป็นช่วงแรกที่ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ชายเข้ามาตีตลาด โดยมีอัตราการเติบโตมากถึง 13.5% ส่วนผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เติบโต 8% ต่อมาในปี 2552-2553 ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ชาย เติบโตขึ้น 11.7% ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เติบโต 7.2% และมีอัตราการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่ง ปี 2556 ปริมาณคนที่หลั่งไหลมาซื้อเริ่มไม่มากเหมือนช่วงที่เพิ่งเริ่มเข้ามาตีตลาด แต่ก็ยังโตราว 8% ขณะที่ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวยังรักษาแชมป์ เติบโต 7-8% ตลอดมา

คนเรามีผิวคล้ำมาจาก 3 อย่าง คือ ความเครียด แสงแดด สายลม

นอกจากนี้ หากนับยอดการส่งออกนอกประเทศนั้น ประเทศไทยมีอัตราการส่งออกมากเป็นอันดับ 12 ของโลก โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องสำอางประเภทผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่นิยมมากที่สุด เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์อื่น เนื่องจากผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจะต้องใช้ทั้งเช้าและเย็น ประกอบกับคนเริ่มนิยมดูแลสุขภาพผิวพรรณมากขึ้น ทุกคนอยากมีผิวที่ดี ไม่อยากมีผิวหมองคล้ำ และเชื่อว่าผิวพรรณดีเปล่งปลั่งผ่องใส เปรียบดั่งโหงวเฮ้งบนใบหน้า จึงไม่มีใครอยากมีผิวหมองคล้ำ

“ธุรกิจเครื่องสำอางไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือย เป็นสิ่งที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน จึงทำให้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเติบโตขึ้นทุกปี ถ้าลองสังเกตดูผิวพรรณของคนไทย จะเริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่อายุ 10 กว่าปี พ่อแม่จะเริ่มซื้อครีมให้ลูกใช้ ฉะนั้น ตลาดนี้ถือว่าค่อนข้างดี หากเทียบกับผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเส้นผมแล้วถือว่าเติบโตกว่ามาก เพราะบางครั้งคนไม่ได้บำรุงผมทุกวัน แต่อย่างครีมบำรุงดูแลผิวพรรณเป็นสิ่งที่ต้องใช้ทุกวันและใช้ทั้งเช้าเย็น จึงเป็นส่วนทำให้มีมูลค่าการตลาดสูง” นายกสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย กล่าว

หนทางที่จะไปสู่ความขาว จะต้องแลกกับอะไรบ้าง นั่นคือสิ่งสำคัญ
‘ขาว’ ดั่งใจ แล้วดีอย่างไร?

หากมีผิวพรรณขาวจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง นางสาวจิตติมา ภาณุเตชะ ผอ.มูลนิธิสร้างความเข้าใจสุขภาพหญิง อธิบายว่า อย่างแรกคือ จะทำให้รู้สึกภูมิใจในตัวเอง แต่หนทางที่จะไปสู่ความขาว จะต้องแลกกับอะไรบ้าง นั่นคือสิ่งสำคัญ ฉะนั้น จะต้องตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่าทำไมถึงอยากขาว และหนทางที่จะนำไปสู่ความขาวนั้นถูกวิธีหรือไม่ เช่น การฉีดผิวขาว การกินยาที่ช่วยให้ขาว ซึ่งบางครั้งอาจจะลืมคิดไปว่า สารที่เข้าไปในร่างกายมีผลข้างเคียงอย่างไร อันตรายหรือไม่

สำหรับในอนาคต ค่านิยมคลั่งขาวจะมากขึ้นหรือลดลงนั้น ผอ.มูลนิธิสร้างความเข้าใจสุขภาพหญิง เผยว่า คลั่งขาวเกิดขึ้นมาตามกลไกตลาดการขายสินค้า เพราะสังคมให้ความสำคัญ ประกอบกับมีช่องทางให้ปัจเจกชนได้พรีเซนต์ตัวเอง โดยการถ่ายรูปอัพลงโซเชียลมีเดีย ดังนั้น คนไทยควรจะต้องรับผิดชอบต่อสังคมในมุมของการสร้างความหลากหลายด้านความงามมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันได้มีความคิดเห็นจากหลากหลายความคิดออกมาอยู่เรื่อยๆ เพื่อสร้างความสมดุลด้านความงาม

หลีกเลี่ยงจากแสงแดดก็เป็นส่วนช่วยให้ผิวขาวเช่นกัน
‘กลูต้า’ สารเคมีชื่อดัง ช่วยทำให้ ‘ขาว’ ได้จริงหรือ?

พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง กล่าวกับทีมข่าวฯ ว่า กลูตาไธโอน (Glutathione) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่เซลล์ในร่างกายมนุษย์สามารถผลิตขึ้นมาเองได้โดยธรรมชาติ ประโยชน์หลักของกลูตา เพื่อทำลายสารพิษในร่างกาย ทำลายอนุมูลอิสระ และเป็นหนึ่งในสารที่มีสรรพคุณช่วยทำให้ร่างกายเกิดการกระจายตัวของเม็ดสี จึงทำให้ร่างกายมีผิวขาว

ทั้งนี้ กลูตาในทางการแพทย์ไม่ได้ใช้เพื่อทำให้ผิวขาว แต่จะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นมะเร็งบางชนิด แพทย์จะใช้สารกลูตามาประกอบในการรักษามะเร็งเหล่านั้น และยังพบว่า ผลข้างเคียงของการใช้กลูตา คือ ทำให้ผู้ป่วยมีผิวขาวเผือก จึงทำให้คนนำผลข้างเคียงมาใช้เพื่อให้มีผิวขาว

และจากที่มีข้อสงสัยเกิดขึ้นว่า ผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ครีมบำรุงผิว อาหารเสริม ยา โดยมีส่วนผสมของกลูตาไธโอน จะสามารถทำให้ผิวขาวขึ้นจริงหรือไม่นั้น พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง ได้ให้คำตอบกับเรื่องดังกล่าวว่า ปัจจุบันองค์การอาหารและยา ยอมให้ใส่สารกลูตาลงไปในอาหารเสริม โดยเม็ดหนึ่งมีประมาณ 200-250 มิลลิกรัม ซึ่งปริมาณเท่านี้ไม่สามารถทำให้ผิวขาวขึ้นมาได้ และกลูตา สามารถถูกทำลายได้ในทางเดินอาหารของมนุษย์ ดังนั้นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการรับประทานกลูตาไธโอนในรูปแบบของยารับประทานนั้นแทบจะไม่มีเลย

การฉีดกลูตา จะเกิดผลข้างเคียงมากมาย เช่น การติดเชื้อ การแพ้ หรือภาวะช็อก

ฉะนั้น ถ้าต้องการให้ผิวขาวต้องใช้วิธีฉีด เพียงแต่ว่า การฉีดกลูตา จะเกิดผลข้างเคียงมากมาย เช่น การติดเชื้อ สำหรับคนที่ฉีดโดยหมอกระเป๋า หรือฉีดโดยไม่สะอาด ไม่ได้มีการฉีดโดยเทคนิคที่ถูกต้อง และอาจมีอาการแพ้ มีผื่นขึ้นตามร่างกาย รวมทั้งเคสร้ายแรง อย่างเช่น ร่างกายเกิดภาวะช็อกคาเข็ม แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อฉีดกลูตาเข้าไปแล้วจะทำให้มีผิวขาวจริง แต่หากหยุดเมื่อไหร่ก็จะกลับมาดำเมื่อนั้น

“จำง่ายๆ ว่า กลูตาเป็นสารที่ร่างกายเราสร้างขึ้นมาอยู่แล้ว และในทางการแพทย์จะใช้แค่รักษามะเร็ง เพราะฉะนั้น ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรจะใช้เพื่อให้ผิวขาว ส่วนวิธีการทำให้ผิวขาวมีหลายวิธี เช่น หลบแดด คนเรามีผิวคล้ำมาจาก 3 อย่าง คือ ความเครียด แสงแดด สายลม เพราะฉะนั้น เราก็ควรจะหลบแดด ทาครีมกันแดด ใส่เสื้อผ้าปกปิดไม่ให้โดนรังสียูวี และอย่าเครียด ก็จะมีผิวขาวผ่องได้เอง” พญ.มิ่งขวัญ ให้คำแนะนำทิ้งท้าย.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    45.3%
  • ไม่ชอบ
    31.4%
  • สนุก
    2.3%
  • ประหลาดใจ
    10.5%
  • เสียใจ
    9.3%
  • ให้กำลังใจ
    1.2%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement