รบ.ชื่นชม เกษตรกรลดปลูกนาปรัง ทำบริหารจัดการน้ำง่ายขึ้น - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

รบ.ชื่นชม เกษตรกรลดปลูกนาปรัง ทำบริหารจัดการน้ำง่ายขึ้น

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ม.ค. 2559 14:47
493 ครั้ง


รบ.ชื่นชมเกษตรกร ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หัน ปลูกพืชฤดูแล้ง ลดปลูกข้าวนาปรัง เหลือ 4 ล้านไร่ จากปีก่อน 8 ล้านไร่  ชี้ต้นเหตุ ปี 54/55 มีน้ำต้นทุนในเขื่อน 1.8 หมื่นล้าน ลบ.ม. แต่ รบ.สมัยนั้นระบายออกถึง 1.4 หมื่นล้าน ลบ.ม. เพราะกลัวน้ำท่วมซ้ำ

วันที่ 30 ม.ค. พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แสดงความชื่นชมพี่น้องเกษตรกรที่มีความเข้าใจสถานการณ์น้ำของประเทศ และให้ความร่วมมือกับนโยบายการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการปลูกพืชในหน้าแล้ง จากข้าวนาปรัง ไปสู่พืชใช้น้ำน้อย และการเลี้ยงปศุสัตว์แทน

"จากข้อมูลการสำรวจภาพถ่ายทางอากาศพื้นที่การเพาะปลูกข้าวนาปรัง พบว่า พี่น้องเกษตรกรให้ความร่วมมือต่อนโยบายของรัฐบาล มากขึ้นกว่าในอดีต เกษตรกรบางส่วนเปลี่ยนไปปลูกพืชใช้น้ำน้อย เช่น พืชตระกูลถั่ว บางส่วนเลือกการเลี้ยงปศุสัตว์ เช่น สัตว์ปีก หรือ เลี้ยงปลาในกระชัง รวมทั้งการเข้าร่วมโครงการต่างๆของรัฐบาลหลายโครงการ เพื่อสร้างความเข้มแข็งในระดับฐานรากแบบประชารัฐ และชดเชยการสูญเสียรายได้ เช่น การจ้างงานขุดลอกคลองชลประทานในชุมชน ซึ่งมีการจ้างงานกว่า 40,000 ราย ซึ่งมาตรการเหล่านี้ ทำให้พื้นที่การปลูกข้าวนาปรังทั่วประเทศ ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังทั่วประทศข้อมูล ณ เดือน ม.ค. ประมาณ 4 ล้านไร่ จาก 8 ล้านไร่ ในปี 57/58 และจาก 15 ล้านไร่ ในปี 56/57

หากพิจารณาเฉพาะพื้นที่เพาะปลูกลุ่มเจ้าพระยา ก็จะพบว่า พื้นที่ปลูกข้าวลดลงอย่างต่อเนื่อง เช่นกัน โดยข้อมูล ณ เดือน ม.ค. 59 มี 2.91 ล้านไร่ ลดลงจาก 4.84 ล้านไร่ ในปี 57/58 และ 7.99 ล้านไร่ ในปี 56/57 อย่างไรก็ตาม มีพี่น้องเกษตรกรบางรายที่ยินดีจะรับความเสี่ยง และยังคงยืนยันจะปลูกข้าวนาปรังต่อไป ซึ่งพี่น้องเกษตรกรเหล่านี้เข้าใจดีว่า หากเกิดความเสียหายจะไม่ได้รับเงินชดเชย เพราะมิใช่ความเสียหายจากภัยพิบัติ และเจ้าหน้าที่ได้ให้ข้อมูลแล้วว่า บางพื้นที่ไม่สามารถให้การสนับสนุนน้ำได้จริงๆ เพราะเป็นพื้นที่สูงไม่คุ้มต่อการผันน้ำ หรือเป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน อีกทั้งอาจส่งผลกระทบต่อน้ำกิน-น้ำใช้

พล.ต.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า ข้อมูลจากกรมชลประทานพบว่า ใน ปี 54/55 มีน้ำต้นทุนในเขื่อนทั่วประเทศ 18,000 ล้านลูกบาศ์กเมตร แต่มีการปล่อยระบายออกถึง 14,000 ล้านลูกบาศ์กเมตร ด้วยความกังวลของรัฐบาลในสมัยนั้นว่า จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ซ้ำซ้อน โดยมิได้คิดเผื่อว่า หากเกิดฝนตกน้อยจะเป็นอย่างไร ยิ่งเมื่อมีโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดออกมา ทำให้มีพื้นที่การปลูกข้าวนาปรังซึ่งเป็นพืชใช้น้ำมากทั่วประเทศเพิ่มอย่างมาก เป็น 15 ล้านไร่ ทำให้น้ำต้นทุนในเขื่อนทั่วประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง โดย ณ เวลาที่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศในปี 57/58 มีน้ำต้นทุนในเขื่อนเหลือเพียง 6,777 ล้านลูกบาศก์เมตร ประกอบกับภาวะอากาศที่แห้งแล้งฝนทิ้งช่วง ทำให้ต้นทุนน้ำในเขื่อนลดลงอย่างต่อเนื่อง

"ในปี 58/59 เรามีน้ำต้นทุน 4,247 ล้านลูกบาศ์กเมตร ซึ่งแม้ไม่มาก แต่รัฐบาลเชื่อว่า จะสามารถบริหารจัดการร่วมกันระหว่างหน่วยงานทุกหน่วยและกองทัพ เพื่อดูแลให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศมีน้ำกินน้ำใช้ไม่ขาดแคลนในช่วงฤดูแล้ง และคาดการณ์ว่า ด้วยแผนการบริหารจัดการน้ำที่วางไว้ เราจะมีน้ำใช้การได้ ณ วันที่ 1 พ.ค.ซึ่งเป็นช่วงสิ้นสุดฤดูแล้ง 1,590 ล้านลูกบาศ์กเมตร" รวมทั้ง รัฐบาลจะเดินหน้าแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในรูปแบบประชารัฐ ร่วมมือกันทั้งประชาชนและรัฐบาล ซึ่งเป็นแผนระยะยาว 12 ปี โดยมีเป้าหมายเพื่อมิให้ประเทศไทยเกิดความขาดแคลนน้ำ หรือต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตน้ำกิน-น้ำใช้ อีกในอนาคต เป็นการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน เพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนและเกษตรกรไทยทุกคนบนแผ่นดินไทย.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    0.9%
  • ไม่ชอบ
    73.6%
  • สนุก
    3.8%
  • ประหลาดใจ
    14.2%
  • เสียใจ
    4.7%
  • ให้กำลังใจ
    2.8%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement