เปิดปฏิบัติการตามหาคู่แท้ ‘สเต็มเซลล์’ ช่วยชีวิต ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด! - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

เปิดปฏิบัติการตามหาคู่แท้ ‘สเต็มเซลล์’ ช่วยชีวิต ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด!

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ม.ค. 2559 05:30
8,438 ครั้ง


“การให้สิ่งใดเล่า จะสุขใจเท่ากับการให้ความรัก และได้ให้โอกาสใหม่แห่งชีวิต” 
หนึ่งในผู้บริจาค Stem Cell

เชื่อว่าหลายคนก็คงเคยได้ยินเรื่องการรณรงค์ให้ร่วมบริจาค Stem Cell และอยากเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้อื่น แต่กลับต้องชั่งใจ คิดแล้วคิดอีก เพราะรู้สึกว่าการบริจาคสเต็มเซลล์เป็นเรื่องที่น่ากลัว ด้วยเหตุนี้ ทำให้ประเทศไทย มีผู้ประสงค์บริจาคสเต็มเซลล์ค่อนข้างน้อย หากเทียบกับการบริจาคโลหิต เนื่องจากกังวลว่า จะต้องเจาะสเต็มเซลล์จากไขกระดูกสันหลัง ซึ่งแท้จริงแล้วการบริจาคสเต็มเซลล์นั้นเป็นอย่างไร น่ากลัวอย่างที่คิดหรือไม่? วันนี้ เราจึงต้องหยิบยกเรื่องนี้มาอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ !!!

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ขอไล่เรียงและลำดับความรู้เกี่ยวกับการบริจาค Stem Cell ให้ผู้อ่านได้ทำความเข้าใจ อย่างถ่องแท้ว่า จริงๆ แล้ว สเต็มเซลล์ (Stem Cell) คืออะไร มีความจำเป็นต่อร่างกายคนเราอย่างไร เพราะสำหรับผู้ป่วยบางรายแล้ว Stem Cell เป็นเสมือนความหวังเดียวที่จะสามารถต่อลมหายใจให้พวกเขาได้ รวมถึงหากบริจาคสเต็มเซลล์แล้ว ผู้บริจาคจะเป็นอะไรหรือไม่..? ไปทำความเข้าใจง่ายๆ เพื่อเช็กความพร้อมก่อนบริจาคได้ที่นี่...

เจ้าหน้าที่จะทำการเก็บตัวอย่างโลหิตประมาณ 5 cc. ระหว่างการบริจาคโลหิต เพื่อนำไปตรวจลักษณะเนื้อเยื่อบนเม็ดเลือดขาว
โลหิตรอสกัดสารพันธุกรรม
ทำความเข้าใจ สเต็มเซลล์ (Stem Cell) คือ... ?

นาวาโทหญิง แพทย์หญิงอุบลวัณณ์ จรูญเรืองฤทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย อธิบายถึงความหมายของ สเต็มเซลล์ (Stem Cell) ให้ผู้อ่านได้เข้าใจง่ายๆ ว่า จริงๆ แล้ว เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต หรือ Stem Cell เป็นเซลล์ตัวอ่อนของโลหิต ซึ่งอาศัยในไขกระดูก และจะเจริญเติบโตไปเป็นเม็ดโลหิตแดง เม็ดโลหิตขาว และเกล็ดโลหิต ซึ่งหล่อเลี้ยงอยู่ในร่างกาย ซึ่งสเต็มเซลล์ยังสามารถให้กำเนิดตัวเองได้ตลอดเวลา ทำให้สเต็มเซลล์ไม่มีวันหมดไปจากร่างกาย 

ดังนั้น การบริจาคสเต็มเซลล์ ให้บุคคลอื่นนั้น จะไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริจาค โดยที่สเต็มเซลล์ของผู้บริจาคสามารถสร้างขึ้นทดแทนได้อย่างรวดเร็วทันที อีกทั้งยังเป็นความหวังเดียวที่จะช่วยรักษาผู้ป่วยโรคทางโลหิตให้หายขาดได้ 

นาวาโทหญิง แพทย์หญิงอุบลวัณณ์ จรูญเรืองฤทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย
ปลูกถ่าย Stem Cell ช่วยชีวิต รักษาผู้ป่วยโรคเลือดให้หายได้ 

โดยปัจจุบันในทางการแพทย์ โรคที่สามารถใช้การรักษาด้วยการปลูกถ่าย Stem Cell ได้และหายดี จนทำให้เกิดธนาคารเซลล์ต้นกำเนิดได้นั้น จะเป็นสเต็มเซลล์ในกลุ่มของเม็ดเลือด ที่เรียกว่า เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต ฉะนั้นสเต็มเซลล์ที่ใช้ในกระบวนการรักษา จึงต้องเป็นกลุ่มผู้ป่วยโรคทางโลหิต อาทิ โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย โรคโลหิตจางชนิดไขกระดูกฝ่อ โรคมะเร็งเม็ดโลหิตขาวเฉียบพลันหรือเรื้อรัง โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น ซึ่งนอกจากนี้ ในปัจจุบันเริ่มมีการนำสเต็มเซลล์ไปใช้ในการรักษาโรคอื่นๆ บ้าง แต่ก็ยังอยู่ในกระบวนการทำวิจัย

สเต็มเซลล์ จำเป็นต่อร่างกายคนเราอย่างไร?

นาวาโทหญิง แพทย์หญิงอุบลวัณณ์ อธิบายอีกว่า โดยปกติแล้ว ร่างกายคนเราทุกคนเกิดมาต้องมีเซลล์ต้นกำเนิด หรือสเต็มเซลล์ ที่จะต้องเติบโตจำเพาะไปเป็นเซลล์ต่างๆ อาทิ เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต ก็จะแปรเปลี่ยนไปเป็นเซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ส่วนถ้าเป็นสเต็มเซลล์ชนิดอื่น เช่น สเต็มเซลล์เนื้อเยื่อเกี่ยวพันธุ์ ก็จะเจริญเติบโตไปเป็นพวกกล้ามเนื้อ หลอดเลือด ผิวหนัง และอวัยวะต่างๆ ดังนั้น ร่างกายของเราเติบโตมาด้วยเซลล์ต้นกำเนิด

นาวาโทหญิง แพทย์หญิงอุบลวัณณ์ จรูญเรืองฤทธิ์

ฉะนั้น เมื่อไรที่เซลล์ต้นกำเนิดเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็ง หรือมะเร็งเม็ดเลือดขาว นั่นหมายถึง สเต็มเซลล์ของผู้ป่วยรายนั้น ก็จะใช้การไม่ได้ทันที ทำให้ผู้ป่วยมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับสเต็มเซลล์จากผู้อื่นเข้าไปแทนที่ ซึ่งเซลล์ที่จะสามารถเข้าไปแทนที่ได้ ก็ต้องเป็นเซลล์ที่ดีและมีความแข็งแรงมากพอ และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ต้องเป็นเซลล์ที่สามารถเข้ากับผู้ป่วยรายนั้นได้ด้วย 

อยากเป็นส่วนหนึ่งของผู้ให้ บริจาค Stem Cell ช่วยชีวิต ต้องทำอย่างไร? 

ทั้งนี้ ผู้ที่มีความประสงค์จะลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครบริจาค Stem Cell นั้น จะต้องมีคุณสมบัติเหมือนกับผู้บริจาคโลหิตทุกประการ โดยจะต้องเป็นผู้ที่มีความพร้อมทางร่างกาย ดังนี้

- ผู้บริจาคต้องมีอายุระหว่าง 18-50 ปี
- ผู้บริจาคต้องมีน้ำหนัก 45 กิโลกรัมขึ้นไป 
- ผู้บริจาคต้องเป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง
- ผู้บริจาคต้องไม่มีโรคประจำตัว ไม่มีโรคติดต่อร้ายแรง และไม่มีพฤติกรรมเสี่ยง

โดยการบริจาคสเต็มเซลล์นั้น อันดับแรกจะต้องมีการลงทะเบียน แสดงความจำนงว่าจะบริจาคสเต็มเซลล์ก่อน จากนั้นเจ้าหน้าที่จะทำการเก็บตัวอย่างโลหิตประมาณ 5 cc. ในระหว่างการบริจาคโลหิต เพื่อนำไปตรวจลักษณะเนื้อเยื่อ HLA หรือเนื้อเยื่อบนเม็ดเลือดขาว และเก็บเป็นฐานข้อมูลไว้ก่อน หากผู้บริจาคมีลักษณะเนื้อเยื่อ HLA เข้ากันได้กับผู้ป่วยแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ จะเชิญอาสาสมัครมาบริจาคในภายหลัง 

จุดลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครบริจาค Stem Cell พร้อมกับบริจาคโลหิต
เมื่อลงทะเบียน แสดงความจำนงว่าจะบริจาคสเต็มเซลล์แล้ว จากนั้นเจ้าหน้าที่จะทำการเก็บตัวอย่างโลหิตประมาณ 5 cc. ในระหว่างการบริจาคโลหิต

หลังจากที่มีการสแกนแล้วพบว่า ลักษณะเนื้อเยื่อ HLA ระหว่างผู้บริจาคกับผู้ป่วยสามารถเข้ากันได้แล้ว การเชิญมาบริจาคสเต็มเซลล์นั้น อันดับแรก ผู้บริจาคจะต้องได้รับการตรวจเลือดซ้ำให้ละเอียดอีกครั้งว่า ไม่มีการติดเชื้อ รวมถึงตรวจลักษณะเนื้อเยื่อ HLA ให้ละเอียดว่าสามารถเข้ากันได้จริง

เข้าสู่ขั้นตอนการบริจาค Stem Cell ให้ชีวิตใหม่

จากนั้น เข้าสู่ขั้นตอนการบริจาคสเต็มเซลล์ ซึ่งสามารถทำได้ 2 วิธี ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแพทย์ที่รักษาผู้ป่วยเป็นผู้ตัดสินใจ ดังนี้

วิธีที่ 1 การบริจาคสเต็มเซลล์ทางหลอดโลหิตดำ 

ในการเก็บสเต็มเซลล์จากผู้บริจาคทางหลอดโลหิตดำ จะต้องใช้เครื่องมือพิเศษในการแยกเก็บเฉพาะสเต็มเซลล์ เนื่องจากว่าในกระแสโลหิตจะมีสเต็มเซลล์อยู่น้อยมาก เพราะฉะนั้นในขั้นแรกจึงต้องมีการฉีดยากระตุ้นเม็ดเลือดขาว เข้าทางใต้ผิวหนัง เป็นเวลา 4 วัน วันละครั้ง เพื่อให้มีการสร้างเซลล์ออกมาในกระแสเลือดให้มีปริมาณที่มากพอ จึงจะเข้าสู่กระบวนการเก็บสเต็มเซลล์ ซึ่งคล้ายกับวิธีการเก็บเกล็ดโลหิต หรือน้ำเหลือง (Plasma) โดยจะเก็บตรงตำแหน่งเส้นเลือดดำที่ข้อพับแขน ให้โลหิตไหลเข้าสู่เครื่องปั่นอัตโนมัติ Automated Blood Cell Separator ที่จะแยกเฉพาะสเต็มเซลล์ออกมา และส่วนประกอบอื่นๆ ในเลือดจะคืนกลับสู่ร่างกายของผู้บริจาค โดยใช้เวลาเก็บครั้งละ 3 ชั่วโมง และต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อเก็บสเต็มเซลล์ ประมาณ 2 วัน ทั้งนี้ ปริมาณเซลล์ที่เก็บจะขึ้นอยู่กับน้ำหนักของผู้ป่วย

เครื่อง Automated Blood Cell Separator ที่จะแยกเฉพาะสเต็มเซลล์ออกมา

ซึ่งระหว่างที่มีการเก็บสเต็มเซลล์ ก็อาจจะมีอาการข้างเคียงที่อาจพบได้ คือ อาการชาบริเวณมือ เท้า และรอบปาก แต่สามารถป้องกันได้ โดยการรับประทานแคลเซียมก่อนเก็บเซลล์ และอาการข้างเคียงที่อาจพบได้จากการฉีดยากระตุ้นเม็ดเลือดขาว คือ อาการปวดเมื่อยร่างกาย หนาวสั่นเหมือนมีไข้ แต่หลังจากบริจาคไปแล้ว ก็จะไม่มีอาการข้างเคียงใดๆ เกิดขึ้น

วิธีที่ 2 การบริจาคสเต็มเซลล์ทางไขกระดูก

เป็นกระบวนการเก็บสเต็มเซลล์จากโพรงไขกระดูก โดยใช้เข็มเจาะเก็บจากบริเวณสะโพกด้านหลัง หรือกระดูกเชิงกราน ซึ่งกระบวนการนี้จะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง แต่ก่อนที่จะถึงกระบวนการเจาะเก็บข้างต้น ผู้บริจาคอาจต้องบริจาคโลหิตเก็บไว้ เพื่อนำมาให้ผู้บริจาคภายหลังจากที่ได้เจาะเก็บสเต็มเซลล์เรียบร้อยแล้ว โดยผู้บริจาคจะต้องนอนพักที่โรงพยาบาลเป็นเวลา 1 คืน ทั้งนี้ ผู้บริจาคไม่ต้องวิตกกังวล เนื่องจากร่างกายสามารถสร้างสเต็มเซลล์ขึ้นมาทดแทนได้อย่างรวดเร็ว และผู้บริจาคสามารถกลับบ้านได้ในวันรุ่งขึ้น แต่ก็ควรพักฟื้นร่างกายประมาณ 5-7 วัน

อย่างไรก็ตาม กระบวนการบริจาคสเต็มเซลล์ ค่อนข้างจะมีความยุ่งยากซับซ้อน เพราะฉะนั้นผู้ที่คิดจะบริจาคจะต้องมีการเตรียมตัวให้ร่างกายพร้อมและแข็งแรงที่สุด ซึ่งการบริจาคสเต็มเซลล์สามารถบริจาคได้เพียง 1 ครั้งในชีวิตเท่านั้น เนื่องด้วยความยุ่งยากของการบริจาคนั่นเอง

เครื่องสกัดสารพันธุกรรม
เครื่องหยด Cell
เครื่องปั่นอัตโนมัติ Automated Blood Cell Separator
เจาะสถิติ ผู้ลงทะเบียนบริจาคสเต็มเซลล์มากถึง 1.8 แสนราย แต่บริจาคได้จริงเพียง 194 ราย

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีผู้เข้ามาลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตในประเทศไทย จำนวนทั้งสิ้น 182,600 ราย แต่มีผู้ที่ได้มีบริจาคจริงให้กับผู้ป่วยเพียง 194 ราย โดยที่ยังมีผู้ป่วยที่ขึ้นทะเบียนรอรับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ จำนวนทั้งสิ้น 1,540 ราย เป็นผู้ป่วยเพศชาย จำนวน 887 ราย และเพศหญิง 653 ราย ซึ่งแบ่งเป็นผู้ป่วยโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย จำนวน 694 ราย ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว จำนวน 610 ราย ผู้ป่วยโรคไขกระดูกฝ่อ จำนวน 77 ราย ผู้ป่วยโรคต่อมน้ำเหลือง จำนวน 29 ราย ผู้ป่วยโรคไมอีโลดิสพลาสติกซินโดรม จำนวน 25 ราย และผู้ป่วยโรคทางโลหิตอื่นๆ จำนวน 105 ราย

โดยทั่วไปแล้ว ประเทศไทยยังคงมีความต้องการใช้เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต หรือ Stem Cell ในการปลูกถ่าย เนื่องจากถือเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาผู้ป่วยโรคทางโลหิตให้หายขาด แต่เนื่องด้วยข้อจำกัดหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะปัญหาการจัดหาผู้บริจาค Stem Cell ให้ตรงกับผู้ป่วยได้เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก เพราะโอกาสที่ผู้บริจาคซึ่งไม่ใช่ญาติ จะมีลักษณะเนื้อเยื่อบนเม็ดเลือดขาวหรือ เนื้อเยื่อ HLA ตรงกับของผู้ป่วยนั้น มีเพียง 1 ใน 10,000 เท่านั้น รวมถึงข้อจำกัดในด้านงบประมาณที่ใช้ในการปลูกถ่าย Stem Cell ด้วย ฉะนั้น จึงส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายในประเทศไทยน้อยกว่าต่างประเทศ

ธนาคาร Stem Cell ในประเทศไทย ถือเป็นการช่วยเพิ่มโอกาสให้กับผู้ป่วยคนไทยให้ได้รับการรักษาด้วย การปลูกถ่าย Stem Cell เพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ดี ธนาคาร Stem Cell ในประเทศไทยก็ยังคงมีความจำเป็นอยู่ เนื่องจากเนื้อเยื่อ HLA หรือเนื้อเยื่อบนเม็ดโลหิตขาว ของคนเรานั้น จะถ่ายทอดมาจากพันธุกรรม ซึ่งแต่ละกลุ่มประชากรก็ล้วนมีลักษณะเนื้อเยื่อ HLA ที่แตกต่างกันไปตามเชื้อชาติ ดังนั้น กรณีที่ผู้ป่วยมีเชื้อชาติไทยก็จะมีโอกาสพบผู้บริจาค Stem Cell จากผู้บริจาคชาวไทยมากกว่าเชื้อชาติอื่นๆ แน่นอน เพราะฉะนั้น การที่มีธนาคาร Stem Cell ในประเทศไทย ก็จะยิ่งเป็นการช่วยเพิ่มโอกาสให้กับผู้ป่วยคนไทยให้ได้รับการรักษาด้วย การปลูกถ่าย Stem Cell เพิ่มมากขึ้น

แม้โอกาสที่เจอคู่แท้ 'สเต็มเซลล์' จะมีเพียง 1 ใน 10,000 แต่หากมีผู้บริจาคเพิ่ม โอกาสเจอก็เพิ่มขึ้น..

นอกจากนี้ นาวาโทหญิง แพทย์หญิงอุบลวัณณ์ ยังกล่าวทิ้งท้ายอีกว่า ปัจจุบันทางการแพทย์ได้พิสูจน์แล้วว่า กระบวนการรักษาโดยการปลูกถ่าย Stem Cell ให้แก่ผู้ป่วยโรคทางโลหิต สามารถรักษาให้หายได้จริง ดังนั้น เมื่อผู้ป่วยได้รับสเต็มเซลล์ ก็ถือเป็นการมอบโอกาสใหม่กับชีวิต ทั้งนี้ แม้ว่าโอกาสที่จะเจอสเต็มเซลล์ระหว่างผู้บริจาคกับผู้ป่วยที่สามารถทดแทนกันได้ มีเพียง 1 ใน 10,000 ก็ตาม แต่ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า หากมีจำนวนผู้บริจาคเพิ่มขึ้น ความเป็นไปได้ที่จะเจอก็เพิ่มตามไปด้วย ฉะนั้น หากผู้ที่มีความแข็งแรงสมบูรณ์ สามารถที่จะบริจาคโลหิตได้ และมีความตั้งใจจริงที่อยากจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้ป่วยที่ยังเฝ้ารอการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ก็อยากจะเชิญชวนเข้ามาร่วมเป็นหนึ่งในอาสาสมัครผู้บริจาค Stem Cell 

แม้โอกาสที่เจอคู่แท้ 'สเต็มเซลล์' จะมีเพียง 1 ใน 10,000 แต่หากมีผู้บริจาคเพิ่ม โอกาสเจอก็เพิ่มขึ้น..

โดยผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครบริจาค Stem Cell พร้อมกับบริจาคโลหิต ได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2256-4300, 0-2263-9600-99 ต่อ 1301, 1310, 1771 หรือ เว็บไซต์ www.stemcellthairedcross.com


  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์
    สามารถส่งเรื่องราว หรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่
    reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าว เฉพาะกิจ
โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    77.5%
  • ไม่ชอบ
    5.0%
  • สนุก
    4.2%
  • ประหลาดใจ
    3.3%
  • เสียใจ
    4.2%
  • ให้กำลังใจ
    5.8%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement