แม่หนุ่มแพะร้องขอบิ๊กแป๊ะ-อสส.รื้อคดี - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

แม่หนุ่มแพะร้องขอบิ๊กแป๊ะ-อสส.รื้อคดี

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ม.ค. 2559 03:05
3,019 ครั้ง


พนักงานสอบสวน สภ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ยืนยันขออนุมัติ ศาลออกหมายจับบุตรชายอดีตเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่ร้องทุกข์ว่าตกเป็นแพะ โดยมีเจ้าทุกข์และพยานชี้ตัวจากภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชน ขณะที่มารดาหนุ่มแพะโต้กลับตำรวจควรตรวจสอบชื่อผู้ครอบครองรถให้ชัดเจนก่อน ไม่ใช่ดึงข้อมูลเอาภาพจากบัตรประจำตัวประชาชนไปให้เจ้าทุกข์และพยานชี้แทนตัวจริง อยากให้ ผบ.ตร.และอัยการสูงสุดสั่งรื้อสำนวนตรวจสอบใหม่

กรณีนางถนอมจิตต์ จั่นทอง อายุ 75 ปี อดีตเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ 8 ทัณฑสถานหญิงกลาง เข้าร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมกับผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เพื่อให้ผู้รับผิดชอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบให้ความเป็นธรรมแก่นายสฤษดิ์ จั่นทอง อายุ 41 ปี บุตรชาย เป็นแพะที่ถูกตำรวจ สภ.กะทู้ จ.ภูเก็ต จับกุมเป็นผู้ต้องหาร่วมกันพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น และร่วมกันกระทำอนาจารผู้อื่น โดยใช้กำลังประทุษร้าย ในคดีพยายามข่มขืนแหม่มสาวชาวแคนาดา โดยกล่าวหาว่าเป็นคนขับรถแท็กซี่ร่วมกับเพื่อนอีกคนพาแหม่มสาวไปโรงแรม และพยายามข่มขืน ทั้งๆที่นายสฤษดิ์ไม่เคยเดินทางไป จ.ภูเก็ต แต่ได้ขายรถยนต์ไปโดยการโอนลอย และตรวจสอบพบว่าได้มีการเปลี่ยนผู้ครอบครองรถไปแล้วก่อนที่จะเกิดเหตุ ตำรวจจึงควรไปตรวจสอบผู้ครอบครองที่แท้จริง ด้านนายพิสิทธิ์พล ภูมิศิริสวัสดิ์ อัยการจังหวัดภูเก็ตเปิดเผยว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวจากสำนักงานอัยการสูงสุด และได้สั่งให้พนักงานสอบสวน สภ.กะทู้ เจ้าของคดีที่ทำสำนวนสอบเพิ่มเติมประเด็นบางประเด็นแล้วนั้น

ความคืบหน้าในเรื่องนี้ ผู้สื่อข่าวได้สอบถาม พ.ต.ท.วีระพงศ์ รักขิโร พนักงานสอบสวน สภ.กะทู้ เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 29 ม.ค. โดย พ.ต.ท.วีระพงศ์ เปิดเผยถึงรายละเอียดพอสังเขปที่สามารถเปิดเผยได้ว่าขั้นตอนการสอบสวนและการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆในคดีพยายามข่มขืนสาวชาวต่างชาติ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 พ.ย.2551 ในพื้นที่ ต.ป่าตอง อ.กะทู้ ตำรวจได้รับแจ้งเหตุสาวชาวต่างชาติจะถูก ข่มขืนที่โรงแรมแห่งหนึ่งใกล้แยกป่าตองฮิลล์ ถ.ราษฎร์อุทิศ 200 ปี ต.ป่าตอง อ.กะทู้ ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง จากการสอบถามผู้เสียหายทราบว่าก่อนเกิดเหตุได้ไปเที่ยวที่ซอยบางลา หาดป่าตอง อ.กะทู้ จนกระทั่งถึงเวลาที่จะกลับที่พัก ได้เรียกแท็กซี่ทะเบียน กบ 2078 นนทบุรี โดยผู้เสียหายนั่งอยู่บริเวณตอนหลังภายในรถ แต่คนขับทราบชื่อภายหลังคือ นายสฤษดิ์ จั่นทอง กลับไม่ยอมขับไปตามถนนมุ่งหน้าไปโรงแรมที่พัก พร้อมโทรศัพท์หาใครบางคนและได้จอดแวะรับชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งขึ้นรถ ทราบชื่อภายหลังคือนายอำนาจ ชูเดช มานั่งคู่กับคนขับ ผู้เสียหายร้องขอความช่วยเหลือ แต่ไม่เป็นผล

พ.ต.ท.วีระพงศ์เปิดเผยอีกว่า รถแท็กซี่ได้มาจอดที่โรงแรมบ้านต้นไทร ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จากนั้นคนขับรถได้ลงไปเพื่อจะเปิดห้องพัก แต่เปิดห้องพักไม่ได้เนื่องจากไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน ทำให้ นายอำนาจต้องลงจากรถพร้อมกับเป็นผู้ไปเปิดห้องพัก จากนั้นได้ขับรถเข้าไปจอดที่หน้าห้องพัก โดย พนักงานต้อนรับมองไม่เห็นคนที่นั่งอยู่ภายในรถ เพราะติดฟิล์มทึบ เมื่อมาถึงห้องพักแล้วผู้เสียหายระบุว่าชายทั้ง 2 พยายามจะข่มขืน โดยผลักลงเตียงนอน ได้ร้องตะโกนขอความช่วยเหลือจนถูกบีบคอ แต่สามารถดิ้นหลุดออกมาได้ และได้ใช้มือทุบกระจกบานเกล็ดห้องพักจนแตก แต่ยังมีเหล็กดัดอีกชั้น ขณะเดียวกันชายทั้ง 2 เกรงว่าคนอื่นจะได้ยินเสียง รีบขับรถหลบหนีออกจากโรงแรมดังกล่าว

จากนั้นพนักงานต้อนรับได้มาสอบถามผู้เสียหาย และโทรศัพท์แจ้งตำรวจ ต่อมาได้ตรวจสอบหลักฐานต่างๆกับพนักงานสอบสวน จนทราบว่าคนที่เปิดห้องพัก คือนายอำนาจ ชูเดช ขณะเดียวกันพนักงานต้อนรับได้จดหมายเลขทะเบียนรถไว้ก่อนหน้านี้แล้ว แต่ไม่มีภาพจากกล้องวงจรปิด ได้นำทะเบียนมาตรวจ สอบเพื่อคัดข้อมูลเจ้าของรถและรูปภาพเจ้าของรถพร้อมด้วยข้อมูลภาพบุคคลที่เปิดห้องพัก นำมาให้พนักงานต้อนรับและผู้เสียหายดู โดยรถที่ใช้ก่อเหตุผู้ครอบครองคือนายสฤษดิ์ จั่นทอง ส่วนคนที่เปิดห้องพักคือนายอำนาจ ชูเดช นำภาพทั้ง 2 คนมาให้ทั้งคู่ดู ซึ่งตรงกัน จึงรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆเสนอต่อศาล จ.ภูเก็ต ขออนุมัติออกหมายจับบุคคลทั้ง 2 จนศาลออกหมายจับดังกล่าวตามพยานหลักฐานจากประจักษ์พยานบุคคล ส่วนกรณีที่อัยการจังหวัดภูเก็ตสั่งให้สอบพยานหลักฐานเพิ่มเติมนั้น อยู่ระหว่างการสอบเพิ่มเติมตามเงื่อนไขของเวลาที่กำหนด

ด้านนางถนอมจิตต์ จั่นทอง มารดาของนาย สฤษดิ์ จั่นทอง เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวหลังจากทราบข้อมูลจากตำรวจว่า ทำงานกรมราชทัณฑ์มา 39 ปี รับใช้ประเทศชาติด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ดูแลสั่งสอน บุตรมาอย่างใกล้ชิด บุตรชายไม่เคยเดินทางไป จ.ภูเก็ต เลย แล้วจะไปขับรถแท็กซี่รับจ้างได้อย่างไร จากการหารือข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการทำคดีด้วยกัน เขาตั้งข้อสังเกตว่า ขั้นตอนตรวจสอบของตำรวจอาจมีปัญหา เมื่อเกิดเหตุควรนำผู้เสียหายและพยานมาให้ข้อมูลสเกตช์ภาพผู้ต้องหา แล้วนำไปเปรียบเทียบภาพในทะเบียนประวัติอาชญากรรม และให้เจ้าทุกข์หรือพยานดู แต่นี่ตรวจสอบจากทะเบียนรถว่าชื่อใครครอบครอง จึงไปคัดข้อมูลจากทะเบียนราษฎรของกรมการปกครองที่ตำรวจสามารถดึงข้อมูลกันได้ แล้วนำภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนไปให้เจ้าทุกข์และพยานดูเลย บอกว่าเป็นเจ้าของรถ เจ้าทุกข์และพยานย่อมเข้าใจได้ว่าเป็นผู้ต้องหาจริงที่น่าสงสัยคือตำรวจได้ตรวจสอบจากสำนักงานขนส่งจังหวัดนนทบุรี และสำนักงานขนส่งจังหวัดนราธิวาสแล้วหรือยังว่า มีการโอนย้ายทะเบียนและเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครองรถหรือไม่

“มันน่าสงสัยว่า ทำไมปล่อยเวลาเนิ่นนานถึง 7 ปี ถึงเพิ่งมาตามจับ พยานหลักฐานและพยานที่เกิดเหตุยืนยันสถานที่อยู่ของบุตรชายจะไปหาที่ไหน เพราะเป็นชาวบ้านธรรมดาไม่ได้เป็นข้าราชการที่ต้องลงเวลาทำงาน ดังนั้นจึงอยากให้ ผบ.ตร.และอัยการสูงสุด จัดทีมไปตรวจสอบอีกครั้งจะได้ทราบเรื่องอะไรดีๆเกี่ยวกับคดีนี้เพิ่มขึ้น เพราะชาวภูเก็ตเขาพูดคุยกันเรื่องคดีนี้ รวมถึงผู้ต้องหาอีกคนที่ถูกสั่งฟ้องและได้รับการปล่อยตัวมาแล้ว อยากให้รื้อสำนวนมาตรวจสอบกันใหม่เพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และตอนนี้บุตรชายเห็นแม่มาร้องทุกข์ เจ้าตัวเขายอมจะออกมาพูดแล้ว หลังจากไม่ยอมพูดจากับ ผู้คน เพราะเสียใจในเรื่องนี้” นางถนอมจิตต์กล่าว

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    25.0%
  • ไม่ชอบ
    0.0%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    56.3%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    18.8%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement