สศอ. เผย ดัชนีผลผลิตอุตฯ ธ.ค. ขยายตัว 1.33% ทั้งปี โต 0.3% - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

สศอ. เผย ดัชนีผลผลิตอุตฯ ธ.ค. ขยายตัว 1.33% ทั้งปี โต 0.3%

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ม.ค. 2559 15:49
400 ครั้ง


สศอ. เผย ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ธ.ค. อยู่ที่ 105.07 ขยายตัว 1.33% ขณะที่ ทั้งปี 58 โต 0.3% ระบุ ผลิตภัณฑ์พลาสติก-คอนกรีต ขยายตัวสูงสุด จากภาวะการขยายตลาด-กระตุ้นยอดขาย ปชช.มีความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้น...

วันที่ 29 ม.ค. 59 นายศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผย ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือน ธ.ค. 58 อยู่ที่ 105.07 ขยายตัว 1.33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยอุตสาหกรรมสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ผลิตภัณฑ์พลาสติก ผลิตภัณฑ์จากคอนกรีต เครื่องประดับ น้ำมันประกอบอาหาร ส่วนอัตราการใช้กำลังผลิตในเดือน ธ.ค. 58 อยู่ที่ 62.87% ลดลงจาก 63.64% ในเดือน ธ.ค. 57 ขณะที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมของปี 58 ขยายตัวได้ 0.3%

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์พลาสติก ภาวะการผลิตเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการขยายตลาดใหม่และปรับลดราคาเพื่อกระตุ้นยอดขาย นอกจากนี้ พลาสติกแผ่น เครื่องใช้ประจำโต๊ะอาหาร ครัว และห้องน้ำ ได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นด้วย ส่วนผลิตภัณฑ์จากคอนกรีต เนื่องจากตลาดในประเทศเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมีความต้องการวัสดุก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการก่อสร้างต่างๆ ทั้งงานโครงการใหม่และงานบูรณะซ่อมแซมของภาครัฐ รวมถึงโครงการส่วนต่อขยายรถไฟฟ้า

สำหรับอุตสาหกรรมสาขาสำคัญในเดือน ธ.ค. 58 พบว่า อุตสาหกรรม รถยนต์ การผลิตรถยนต์ มีจำนวน 152,692 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.64% ยอดการจำหน่ายรถยนต์ในประเทศมีจำนวน 101,464 คัน เพิ่มขึ้น 13.36% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เกิน 100,000 คัน เป็นครั้งแรกในรอบ 24 เดือน ยอดการส่งออกรถยนต์ มีจำนวน 86,650 คัน ลดลง 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

สำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม การผลิตผลิตภัณฑ์เส้นใยสิ่งทอ มีอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.96 โดยเฉพาะในส่วนของเส้นใย เนื่องจากมีคำสั่งซื้อในประเทศเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความต้องการที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในช่วงต้นปี สำหรับการผลิตผ้าผืนและเสื้อผ้าสำเร็จรูป ลดลง 3.37% และ 8.97% ตามลำดับ เนื่องจากความต้องการในประเทศที่ถดถอย ส่งผลให้ผู้ประกอบการลดปริมาณการผลิตลงประกอบกับบางส่วนมีการนำเข้าจากต่างประเทศ

อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า การบริโภคเหล็กของไทยมีปริมาณ 1.10 ล้านตัน มีอัตราลดลง 26.17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การผลิตมีปริมาณ 0.78 ล้านตัน ลดลง 16.67% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน การส่งออกมีมูลค่า 41 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 38.81% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน สำหรับการนำเข้า 896.75 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 26.84% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เนื่องมาจากกรณีที่อุตสาหกรรมเหล็กโลกเกิด over supply จึงทำให้ประเทศจีนซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ส่งสินค้ามายังประเทศต่างๆ ของโลก ทำให้หลายประเทศต่างกำหนดมาตรการเพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศ

ด้านอุตสาหกรรมอาหาร การผลิตและมูลค่าการส่งออกในภาพรวมปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 23.5% และ 7.7% ตามลำดับ เนื่องจากสินค้าประมงที่ปรับตัวลดลงมาก รวมถึงการผลิตสินค้าหลักอื่นๆ มีแนวโน้มลดลง เช่น สินค้าธัญพืชและแป้ง จากผลกระทบเศรษฐกิจของประเทศผู้นำเข้ายังคงชะลอตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีนซึ่งเป็นคู่ค้าหลักการเติบโตทางเศรษฐกิจมีอัตราที่ลดลง และระดับราคาสินค้าในตลาดโลกปรับลดลงตามราคาน้ำมัน ทำให้มูลค่าการส่งออกลดลง.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    0.0%
  • ไม่ชอบ
    0.0%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    94.4%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    5.6%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement