'เอสซีจี' จับตาปัจจัยเสี่ยง - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

'เอสซีจี' จับตาปัจจัยเสี่ยง

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ม.ค. 2559 06:15
934 ครั้ง


ส.อ.ท.ชี้ออเดอร์ 2 ไตรมาสแรกยังไม่ฟื้น

เอกชนเผยคำสั่งซื้อ 2 ไตรมาสแรกปีนี้ ยังไม่ฟื้นตัว ขณะที่ ส.อ.ท.คาดส่งออกตลอดปีนี้อาจโตได้ไม่เกิน 3% นักวิชาการบอกอาจติดลบ 3-4% ด้าน “เอสซีจี” หวังอานิสงส์รัฐบาลอัดฉีดลงทุนครึ่งปีหลังฟื้นเชื่อมั่น จับตาปัจจัยเสี่ยงน้ำมัน-เศรษฐกิจจีน-ภัยแล้งใกล้ชิด พร้อมปรับแผนลงทุนทุ่มอาเซียน ปีนี้ทุ่ม 4 หมื่นล้านบาทลงทุน

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้คำสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศล่วงหน้า ในระหว่างไตรมาส 1-2 ปีนี้ ยังอยู่ในภาวะทรงตัว เมื่อเทียบกับช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา เนื่องจากกำลังซื้อของคู่ค้าหลักทั้งตลาดสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และจีน อยู่ในภาวะชะลอตัว จากแนวโน้มดังกล่าว จึงคาดว่าตลอดทั้งปีนี้จะเติบโตได้มากที่สุดประมาณ 1-2%


“ปีที่ผ่านมาภาวะส่งออกติดลบ 5% และเมื่อดูสถานการณ์ภาพรวมปีนี้จากหลายปัจจัย ก็เชื่อว่าแนวโน้มคงฟื้นตัวดีขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่โอกาสที่การส่งออกจะเติบโตถึง 5% ก็คงไม่ง่ายนัก แต่ก็มองไม่เลวร้ายจะถึงขั้นติดลบ เพราะประเทศไทยเป็นฐานผลิตสินค้าที่สำคัญๆหลายชนิดและยังเป็นประเทศผู้รับจ้างผลิตสินค้าอีกทอดหนึ่ง ดังนั้น จึงจะมีลูกจ้างที่มาจ้างผลิตมาช่วยทำตลาดส่งออกให้ ซึ่งต้องดูสถานการณ์ภาพรวมเศรษฐกิจโลก ในไตรมาส 3 ว่าจะเป็นอย่างไรเป็นองค์ประกอบด้วยเช่นกัน

นายตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตัวเลขการส่งออกปี 2559 คาดว่าจะขยายตัวติดลบ 3-4% เนื่องจากหลายประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ ไม่มีกำลังซื้อ ดังนั้น ภาคเอกชนต้องปรับตัว หากขณะนี้จะบุกตลาดก็ต้องคิดใหม่ เพราะทั่วโลกลดการนำเข้าและหันมาใช้สินค้าคงเหลือไปก่อน นอกจากนี้ ภาคเอกชนต้องปรับโครงสร้างการผลิตภายใน โดยเน้นต้นทุนที่ลดลง รวมทั้งต้องระวังเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องบริหารค่าเงินให้ดีสอดคล้องกับสถานการณ์โลก

ด้านนายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีจี เปิดเผยว่า ตนมั่นใจว่าในปีนี้ ภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยจะฟื้นตัวดีขึ้น จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ที่จะช่วยให้เกิดการบริโภคในประเทศต่อเนื่อง โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ที่จะช่วยขับเคลื่อนให้เกิดการลงทุนภายในประเทศเป็นหลัก และจะเห็นภาพการลงทุนจริง ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ทำให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนในระยะต่อไป และส่งผลดีต่อความต้องการใช้ปูนซีเมนต์และผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้างในภาพรวมเพิ่มมากขึ้น


นอกจากนี้ ยังคงต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่ยังคงผันผวนอยู่ในช่วงขาลง ส่งผลกระทบต่อธุรกิจเคมีคอลที่ทำให้ราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ปรับลดลงตามราคาน้ำมันด้วย รวมทั้งปัจจัยภายนอกจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ที่เอสซีจีมีสัดส่วนส่งออกปูนซีเมนต์ไปจีนประมาณ 20% โดยเอสซีจีกำลังติดตามผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางและปรับวางแผนการดำเนินธุรกิจให้มีความเหมาะสม

“ปีนี้เอสซีจีให้ความสำคัญต่อการปรับตัว เพื่อวางแผนลงทุนในอาเซียนเป็นหลัก เพราะเป็นตลาดที่มีอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจอยู่ในอันดับต้นๆของโลก และได้มีการลงทุนมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว โดยปีนี้ตั้งเป้าหมายยอดขายรวมในอาเซียนโต 5-10% คิดเป็นกำลังการผลิต 7.4 ล้านตัน ไม่ว่าจะเป็นโรงปูนซีเมนต์ในอินโดนีเซียที่เริ่มผลิตสินค้าออกสู่ตลาดแล้ว เมื่อเดือน พ.ย.2558 โรงปูนซีเมนต์ในพม่ากับลาวที่จะเริ่มเดินสายการผลิตได้ในกลางปีนี้ และในปีนี้เอสซีจีจะใช้เงินลงทุน 40,000 ล้านบาท ในการขยายกิจการการซื้อกิจการในต่างประเทศ แต่จะต้องดูปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ประกอบไปพร้อมๆกันก่อนการตัดสินใจลงทุน.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    100.0%
  • ไม่ชอบ
    0.0%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    0.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement