4 รมว. เปิดมุมมอง สองแพร่ง ศก. จุดเปลี่ยนประเทศ ทุกฝ่ายร่วมขับเคลื่อน - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

4 รมว. เปิดมุมมอง สองแพร่ง ศก. จุดเปลี่ยนประเทศ ทุกฝ่ายร่วมขับเคลื่อน

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ม.ค. 2559 01:30
545 ครั้ง


TEPCot จัดงาน สองแพร่งเศรษฐกิจฯ เผย มุมมองด้าน ศก.ไทย พร้อม แนวทางวางแผนกลยุทธ์ ด้าน รมว. 4 กระทรวง ชี้ จุดเปลี่ยนประเทศไทย ขึ้นอยู่กับทุกฝ่ายร่วมขับเคลื่อน...

เมื่อวันที่ 27 ม.ค. ที่ผ่านมา คณะศิษย์เก่าหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์ หรือ TEPCoT จัดงาน สองแพร่งเศรษฐกิจ : จุดเปลี่ยนประเทศไทย โดย พลเอกมงคล อัมพรพิสิฏฐ์ ประธานกรรมการจัดงาน เปิดเผยว่า จากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ซบเซาต่อเนื่อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนพยายามหาทางเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน จึงเห็นว่า การจัดงานในครั้งนี้ จะช่วยให้ประชาชนเกิดความเข้าใจในแนวนโยบายและความคาดหวังของแต่ละฝ่าย และเป็นแนวทางในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในหัวข้อสองแพร่งเศรษฐกิจ จุดเปลี่ยนประเทศไทย ว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะมีแนวโน้มดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา โดยสิ่งที่ภาครัฐจะเร่งดำเนินการเพื่อให้เศรษฐกิจในประเทศเดินหน้ามากขึ้น นอกเหนือจากการลงทุนของภาครัฐ และการจ่ายงบประมาณที่เป็นเพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น คือ การผลักดันให้มีการลงทุนจากภาคเอกชนมากขึ้น เพราะปีที่ผ่านมามีการลงทุนจากภาคเอกชนในสัดส่วนไม่มาก เพียงร้อยละ 19 ของจีดีพีของประเทศเท่านั้น จากเดิมที่เคยมีการลงทุนสูงถึงร้อยละ 100 ของจีพีดีของประเทศ ทำให้เศรษฐกิจประเทศเดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว โดยภาครัฐมีความจำเป็นต้องมีมาตรการออกมากระตุ้นการลงทุนจากภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงการคลัง มีมาตรการกระตุ้นภาคเอกชน หากลงทุนในปีนี้ จะมีการหักค่าเสื่อมภาษีได้ถึง 2 เท่า ซึ่งมาตรการจะสิ้นสุดในเดือนธันวาคมปีนี้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาครัฐยังมีโครงการประชารัฐ ที่เน้นให้เกิดความร่วมมือทั้ง 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ที่ต้องการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศ ให้ทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกัน รวมถึงลดความเหลื่อมล้ำของประเทศลงด้วย

ขณะที่ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวในงานเดียวกันว่า หลังจากปี 2540 เป็นต้นมา การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศชะลอตัวลง เนื่องจากปัญหาต่างๆ มีเพียงโครงการรถไฟฟ้าใต้ดินเฉลิมรัชมงคล และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่สามารถดำเนินการแล้วเสร็จ ปัจจุบันกระทรวงคมนาคมได้ผลักดันโครงการมากมาย อาทิ โครงการมอเตอร์เวย์ รวม 3 โครงการ ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมนี้ โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ที่นายกรัฐมนตรีเร่งรัดให้ดำเนินการโดยเร็ว โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ซึ่งแล้วเสร็จไปกว่า 60-70% สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย จาก BTS และสายสีส้มตะวันออก คาดว่าจะได้เริ่มก่อสร้างได้ภายในปีนี้

"โครงการรถไฟทางคู่ ที่สถานีรถไฟท่าพระ จังหวัดขอนแก่น จะเริ่มก่อสร้างในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ขณะที่โครงการรถไฟทางคู่อื่น ๆ จะเริ่มก่อสร้างได้ภายในปีนี้ สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูง อยู่ระหว่างเจรจาสัญญาร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (ppp) และโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสาร ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 อยู่ระหว่างการประกวดราคา โดยจะสามารถเริ่มสร้างได้ภายในปีนี้เช่นกัน" นายอาคม กล่าว

ด้าน นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ส่วนของกระทรวงยังคงเน้นภาคการส่งออก ซึ่งจะเจาะในตลาดที่มีกำลังซื้อสูง เช่น ตลาดในยุโรป ส่วนในเอเชีย ก็จะเป็นตลาดในประเทศจีน แม้ว่าจะไม่ขยายตัวมากเท่าสมัยก่อน แต่ก็ยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงอยู่ดี

ทั้งนี้ ประเทศไทยถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ของอาเซียน ทุกประเทศส่วนใหญ่กลับเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ พาณิชย์ยังสนับสนุนในเรื่องของคลัสเตอร์ ที่สำคัญ คือ คลัสเตอร์โลจิสติกส์ ภาคการก่อสร้าง ซึ่งเป็นตัวที่ทำรายได้ให้ประเทศค่อนข้างสูง

ส่วน นางอรรชกา ศรีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวในงานครั้งนี้ด้วยว่า สำหรับอุตสาหกรรมในประเทศไทย เรื่องใดก็ตามที่พอจะพัฒนาขับเคลื่อนได้ ก็จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ กระทรวงจะเน้นในการขับเคลื่อนเขตเศรษฐกิจพิเศษ ส่วนเศรษฐกิจพิเศษชายแดน จะเน้นกิจการที่ใช้แรงงานค่อนข้างมาก และเขตเศรษฐกิจในรูปแบบคลัสเตอร์ ซึ่งพยายามส่งเสริมเรื่องเส้นใยผ้า การทำผ้าม่าน รวมทั้ง เส้นในสับปะรด ที่สามารถนำมาพัฒนาเป็นสินค้าชนิดอื่นได้ เป็นต้น.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    42.9%
  • ไม่ชอบ
    0.0%
  • สนุก
    14.3%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    42.9%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement