เอกชนแนะรัฐอย่ากลัว 'ประชานิยม' - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

เอกชนแนะรัฐอย่ากลัว 'ประชานิยม'

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ม.ค. 2559 06:05
870 ครั้ง


นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) กล่าวระหว่างการเสวนา “ทิศทางอุตสาหกรรมไทยในปี 2559” ภายในงานสัมมนา “F.T.I. OUTLOOK 2016 : ทิศทางอุตสาหกรรมไทย ในปี 2559” ว่า ไม่ต้องการให้รัฐบาลกลัวคำว่า “ประชานิยม” หากเห็นว่า มาตรการใดดีควรใช้ทันที โดยเฉพาะที่ช่วยเหลือประชาชนรากฐานของประเทศได้โดยตรง เพราะขณะนี้ปัญหาที่น่าห่วงคือ ทำอย่างไรให้เงินถึงมือรากฐานของประเทศเร็วที่สุด ที่ผ่านมา แม้รัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ต้องการให้ตรวจสอบด้วยว่า เงินถึงมือประชาชนจริงหรือไม่ เพื่อให้เศรษฐกิจมีการขับเคลื่อนอย่างแท้จริง

“ตอนนี้ไทยโชคดีที่มีนายกรัฐมนตรีที่จริงจังในการแก้ปัญหา มีรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจที่ออกมาตรการต่างๆอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ปัญหาที่น่าห่วง คือ เงินที่บอกว่าจะกระตุ้น ไปถึงไหนแล้ว โดยเฉพาะเกษตรกร ยิ่งถึงมือเร็วยิ่งดี อยากให้รัฐเร่งตรวจสอบว่าถึงมือประชาชนจริงหรือไม่ ช่วยเหลือประชาชนแค่ไหน และไม่อยากให้รัฐกลัวคำว่า ประชานิยม คำว่าประชา แล้วเขานิยมกัน ถือว่าดี อย่าไปกลัว ซึ่งเศรษฐกิจปีนี้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว จะปรับตัวดีขึ้น แต่คงไม่โลดโผนมาก จะเป็นแบบค่อยๆ ดีขึ้นไปเรื่อยๆ”

นอกจากนี้ ต้องการให้บริษัทขนาดใหญ่ ดำเนินโครงการที่ช่วยเหลือสังคมมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการที่ทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ต้องการให้รัฐบาลมีหลักประกันว่า หากภาคเอกชนต้องการจ่ายภาษีนิติบุคคลเพิ่มขึ้น เช่น จ่ายเพิ่มเป็น 22% จากขณะนี้จัดเก็บที่ 20% ก็อยากให้ภาครัฐนำไปช่วยเหลือสังคม หรือนำไปกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างแท้จริง

ส่วนนายกานต์ ตระกูลฮุน ประธานที่ปรึกษาฝ่ายจัดการ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขณะนี้ภาคเอกชนกังวลต่อปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจจีนที่หลายฝ่ายคาดการณ์ปีนี้จะชะลอตัวลงมาอยู่ที่กว่า 6% จากก่อนหน้านี้เติบโตกว่า 7% ซึ่งจะกระทบต่อธุรกิจที่มีการส่งออกสินค้าไปจีน โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ขณะเดียวกัน ต้องติดตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยน ทั้งนี้ ภาคเอกชนต้องปรับตัว และขยายการค้าไปอาเซียนมากขึ้น รวมทั้งรัฐต้องเร่งเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนโครงการขนาดใหญ่ 1.78 ล้านล้านบาท อาทิ โครงการรถไฟฟ้า 5 สาย รถไฟทางคู่ เพื่อช่วยกระตุ้นให้การลงทุนในประเทศขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

ด้านนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานกรรมการ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขณะนี้ราคาพลังงานของโลกลดลงมาก โดยเฉพาะน้ำมันดิบอยู่ที่ 20 กว่าเหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาหน้าสถานีบริการ (ปั๊ม) ลดลง และปีนี้ราคาจะวิ่งระดับ 30-40 เหรียญฯต่อบาร์เรล โดยราคาที่เพิ่มขึ้นคิดเป็นเงินไทยไม่เกิน 2 บาทต่อลิตร โดยราคาดังกล่าวของไทย

เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน อาจแพงกว่าบางประเทศ เพราะมีนโยบายเก็บภาษีและเงินเข้ากองทุนน้ำมันสัดส่วนสูงถึง 32-47% ขณะที่ค่าการตลาดสัดส่วนเพียง 5-7% โดยเงินกองทุนน้ำมันที่ปัจจุบันมีมากถึง 40,000 ล้านบาทนั้น ต้องการให้รัฐบาลเก็บเงินต่อไปเพื่อนำมาพัฒนาประเทศ ปรับจุดอ่อน

ขณะที่นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ต้องการให้ประเทศไทยใช้โอกาสการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) พิจารณาว่า จะช่วยเหลือประเทศในกลุ่มได้อย่างไร อย่ามองว่าประเทศดังกล่าวเป็นคู่แข่งรวมทั้งจีน แม้ว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจชะลอตัว แต่จีนยังมีศักยภาพในการเข้าไปเจาะตลาดต้องพิจารณาว่าจะใช้ประโยชน์อย่างไรไม่ควรทิ้งโอกาสนี้ รวมทั้งอินเดียที่เศรษฐกิจยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    77.8%
  • ไม่ชอบ
    0.0%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    22.2%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    0.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement