เกินไปไหม? ยิงทิ้งเหตุแย่งที่จอดรถ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

เกินไปไหม? ยิงทิ้งเหตุแย่งที่จอดรถ

โดย ทนายเจมส์ 26 ม.ค. 2559 05:01
7,040 ครั้ง


บ่อยครั้งที่เกิดกรณีทำร้ายร่างกาย หรือกรณีฆ่าคนตาย และผู้กระทำความผิดมักจะอ้างว่า ทำไปเพราะป้องกันตัว ทำไปเพราะบันดาลโทสะ หรือทำไปเพราะความจำเป็น ซึ่งเป็นสิทธิของผู้กระทำความผิดที่จะอ้างข้อกฎหมาย เพื่อให้ตนเองพ้นผิด ไม่ต้องรับโทษ หรือรับโทษน้อยลงจากการกระทำความผิดนั้นๆ แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละเรื่องไม่เหมือนกันทุกเรื่องนะครับ ดังนั้นผู้กระทำความผิดจะอ้างข้อกฎหมาย เพื่อให้ตนเองพ้นผิด ไม่ต้องรับโทษ หรือรับโทษน้อยลง ได้หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและพฤติการณ์อื่นๆ ประกอบเป็นเรื่องๆ ไป 



วันนี้ขอนำเสนอปัญหาข้อกฎหมาย เกี่ยวกับการกระทำความผิดทางอาญา ซึ่งเกิดจากการบันดาลโทสะ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 วางหลักไว้ว่า “ผู้ใดบันดาลโทสะ โดยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมจึงกระทำความผิดต่อผู้ข่มเหงขณะนั้น ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้” ซึ่งความผิดทางอาญาที่เกิดจากการบันดาลโทสะนั้น มีองค์ประกอบทางกฎหมายปลีกย่อยมากมายครับ และจำเป็นต้องพิจารณาข้อเท็จจริงประกอบกับพิจารณาพฤติการณ์ของผู้กระทำการข่มเหงและผู้ถูกข่มเหงเป็นหลัก จึงยากที่จะอธิบายให้เข้าใจภายในวันเดียวได้ครับ!



การบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา เกิดจากการถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม คือ การที่ผู้กระทำความผิดถูกบุคคลอื่นกระทำการข่มเหงก่อน ทำให้ได้รับบาดเจ็บ หรือ ทำให้เสียหายต่อชื่อเสียง, ทรัพย์สิน หรือ มีการด่าทอ พูดเสียดสีจนทำให้ผู้ถูกด่า หรือถูกพูดเสียดสีโมโห ฯลฯ ซึ่งการข่มเหงดังกล่าวนั้น ไม่เป็นธรรมและร้ายแรง ตลอดจนผู้ข่มเหงไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะไปกระทำการเช่นนั้นต่อผู้ถูกข่มเหงได้ ทั้งนี้ ศาลจะใช้ดุลพินิจในการพิจารณาข้อเท็จจริงในแต่ละคดีว่าการกระทำครั้งนั้น เป็นการข่มเหงหรือไม่ เป็นธรรมหรือไม่ และร้ายแรงหรือไม่ ที่สำคัญเมื่อถูกข่มเหงแล้ว ผู้ถูกข่มเหงจะต้องกระทำต่อผู้ที่ทำการข่มเหงเท่านั้น จะไปกระทำต่อบุคคลอื่นไม่ได้ 



ในบางกรณี เมื่อถูกข่มเหงแล้ว ผู้ถูกข่มเหงไม่ได้กระทำต่อผู้ที่ทำการข่มเหงในทันที แต่ผู้ถูกข่มเหงกลับเดินทางกลับบ้านไปเอาอาวุธมาทำร้าย ซึ่งบ้านอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุพอสมควร หรือระยะเวลาผ่านไปหลายวันแล้ว ผู้ถูกข่มเหงจึงมากระทำต่อผู้ข่มเหงจนถึงแก่ความตาย คดีลักษณะแบบนี้ เรียกว่าเหตุบันดาลโทสะขาดตอนแล้ว จึงไม่ถือว่าเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะครับ เนื่องจากระยะทางจากจุดเกิดเหตุมีระยะทางไกลพอสมควร หรือเหตุที่ถูกข่มเหงผ่านไปหลายวันแล้ว ซึ่งผู้ถูกข่มเหงมีระยะเวลาในการคิดไตร่ตรองหรือวางแผนพอสมควรว่าจะกระทำความผิดดีหรือไม่ กระทำแล้วมีผลอย่างไร ทำแล้วจะหลบหนีอย่างไร หรือมีข้อกฎหมายอ้างเป็นเหตุลดโทษอย่างไร

ในกรณีแบบนี้ผู้กระทำความผิดจะมีความผิดและรับโทษหนักขึ้น เช่น ในกรณีทำร้ายร่างกาย เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 แต่ต้องรับโทษหนักขึ้นตามมาตรา 296 “ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ถ้าความผิดนั้นมีลักษณะประการหนึ่งประการใดดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 289 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ”, ในกรณีทำร้ายร่างกายบาดเจ็บสาหัส เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 แต่ต้องรับโทษหนักขึ้นตามมาตรา 298 ผู้ใดกระทำความผิดตาม มาตรา 297 ถ้าความผิดนั้นมีลักษณะประการหนึ่งประการใดดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 289 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี, ในกรณีฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 แต่ต้องรับโทษหนักขึ้นตามมาตรา 289 (4) ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ต้องระวางโทษ ประหารชีวิต 



สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านใช้ความระมัดระวังในการใช้ชีวิต พึงมีสติอยู่เสมอ คิดก่อนทำทุกครั้ง เพื่อลดโอกาสเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน โอกาส อนาคต ของตนเอง ครอบครัว และผู้อื่นครับ

อ่านข่าวเพิ่มเติม

- 21 มกราคม 2559 มือปืน 3 ศพ ดอดมอบตัว เผยคุมสติไม่อยู่เหมือนผีสิง
- 19 มกราคม 2559 มีปากเสียงเรื่องที่จอดรถ! หนุ่มยิงเพื่อนบ้านดับ 2 เจ็บ 1



สำหรับใครที่มีคำถามข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายและต้องการความช่วยเหลือ หรือมีเรื่องราวดีๆ อยากแบ่งปันประสบการณ์ เมลมาหาผมได้ที่ “คุยกับคนดัง” talktoceleb@trendvg3.com ได้เลยครับ


Facebook: ทนายเจมส์ LK

ทนายเจมส์

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    93.1%
  • ไม่ชอบ
    0.0%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    6.9%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement