โอมานติดเชื้อเมอร์ส บินเข้ามาไทย สธ.แถลงเอง เฝ้าระวัง37คน - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

โอมานติดเชื้อเมอร์ส บินเข้ามาไทย สธ.แถลงเอง เฝ้าระวัง37คน

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ม.ค. 2559 07:23
2,585 ครั้ง


สธ.เผยพบป่วยเมอร์สรายที่ 2 ในไทย เป็นชายชาวโอมาน อายุ 71 ปี สั่งเฝ้าระวังผู้สัมผัสใกล้ชิดที่มีความเสี่ยงติดโรคสูง 37 คน เพื่อเข้าสู่ระบบเฝ้าระวังโรคเป็นเวลา 14 วัน สุดอึ้ง ผู้ป่วยปกปิดข้อมูลการเข้ารักษาในบ้านตัวเองแล้วขึ้นเครื่องบินมาไทย จวกสายการบินก็หละหลวม ปล่อยผู้ป่วยออกนอกประเทศ เร่งแจ้งให้เข้มงวดมาตรการคัดกรองตามกฎสายการบิน ขณะเดียวกัน ชี้ประชาชนอย่าตระหนก มั่นใจไทยคุมเชื้ออยู่ไม่แพร่สู่ชุมชน

หลังจากที่ไทยเคยประกาศพบผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือโรคติดเชื้อไวรัสเมอร์สรายแรกเมื่อปีกลาย เป็นชายชาวตะวันออกกลาง อายุ 75 ปี และต่อมารักษาจนหายป่วย แต่เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 24 ม.ค. ที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยา ที่ปรึกษากรมควบคุมโรค นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค นพ.อภิชัย มงคล อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ ผอ.สำนักโรคติดต่อทั่วไป นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ ผอ.สำนักระบาดวิทยา พญ.จริยา แสงสัจจา ผอ.สถาบันบำราศนราดูร นพ.ธนกฤต จินตวร รอง ผอ.ด้านการแพทย์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ร่วมกันแถลงข่าวพบผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจตะวันออกกลางหรือเมอร์ส รายที่ 2 ของประเทศไทย

ทั้งนี้ นพ.ปิยะสกลกล่าวว่า เมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา ชายชาวโอมาน อายุ 71 ปี เดินทางมาที่ประเทศไทยพร้อมกับลูกชาย 1 คน เพื่อเข้ารับการรักษาโรคที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ซึ่งระหว่างเดินทางนั้น ผู้ป่วยไม่มีอาการไข้ เครื่องเทอร์โมสแกนที่สนามบินจึงไม่สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งข้อเท็จจริงของผู้ป่วยรายนี้พบว่ามีอาการป่วยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในประเทศโอมานได้ 1 สัปดาห์ และไม่รอผลการตรวจยืนยันเชื้อก็เดินทางมารักษาที่ไทยทันที เนื่องจากเชื่อมั่นในมาตรฐานการรักษาโรคของไทย โดยไม่แจ้งประสานงานผ่านระบบส่งต่อระหว่างประเทศแต่อย่างใด นอกจากนี้ระหว่างเดินทางก็ไม่ได้แจ้งสายการบินให้ทราบด้วยว่าตัวเองมีอาการป่วย จากนั้นเมื่อเดินทางมาถึงไทยเมื่อเวลา 21.30 น. ของวันที่ 22 ม.ค. ได้โดยสารรถแท็กซี่มาที่โรงแรมเพื่อลงทะเบียนเข้าพัก และเดินทางต่อไปยังโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ทันทีในเวลา 01.30 น. ของวันที่ 23 ม.ค.

รมว.สธ.กล่าวต่อว่า ทางโรงพยาบาลดังกล่าวได้นำตัวผู้ป่วยเข้าสู่ห้องแยกโรค และทำการตรวจเลือดครั้งแรกไม่พบเชื้อ แต่ก็ไม่นิ่งนอนใจได้แจ้งมาที่กรมควบคุมโรค และเมื่อตรวจเลือดอีกครั้งพบผลยืนยันว่าผู้ป่วยติดโรคเมอร์ส ทั้งนี้ถือว่ามีการตรวจพบเชื้อได้เร็วใช้เวลาเพียง 10 ชั่วโมง หลังจากพบเชื้อทางสถาบันบำราศนราดูร จึงได้รับตัวผู้ป่วยพร้อมบุตรชายมาไว้ที่ห้องแยกโรคของสถาบัน

เมื่อเวลา 18.20 น. ของวันที่ 23 ม.ค. โดยอาการของผู้ป่วยขณะนี้ยังมีอาการทรงตัว เหนื่อย รู้สึกตัวดี แต่ต้องให้ออกซิเจนและยาบรรเทาอาการ เนื่องจากมีอาการอักเสบที่ปอด สามารถรับประทานอาหารและพูดคุยได้ แต่แพทย์ยังต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิดตามมาตรฐานการรักษาโรคเมอร์สขององค์ การอนามัยโลก ที่น่าเป็นห่วงคือผู้ป่วยมีโรคเบาหวานเป็นโรคประจำตัวด้วย

นพ.ปิยะสกลกล่าวอีกว่า สำหรับผู้ที่สัมผัสโรคที่ยังอยู่ในไทยมีทั้งสิ้น 239 คน เป็นผู้เสี่ยงสูง 37 คน ในจำนวนนี้เป็นลูกชายผู้ป่วย 1 คน ผู้โดยสารบนเครื่องบินและลูกเรือ 24 คน คนขับแท็กซี่ 1 คน เจ้าหน้าที่โรงแรม 1 คน และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ 11 คน ส่วนผู้สัมผัสโรคที่มีความเสี่ยงต่ำ 195 คน ขณะนี้ทราบชื่อทั้งหมดแล้ว อยู่ระหว่างการติดตามตัวเข้าสู่ระบบการควบคุมป้องกันโรค ทั้งนี้ สำหรับผู้โดยสารบนเครื่องบินลำเดียวกันมีทั้งหมด 218 คน ไม่มีคนไทยร่วมเดินทางแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม สธ.มั่นใจว่าจะสามารถควบคุมการแพร่เชื้อไปยังชุมชนได้ โดยผู้สัมผัสทั้งหมดจะนำเข้าระบบเฝ้าระวังติดตามอาการจนครบ 14 วัน จนพ้นระยะฟักตัวของโรค

ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้ป่วยทราบก่อนหรือไม่ว่าป่วยด้วยโรคเมอร์ส นพ.ปิยะสกลกล่าวว่า ตัวผู้ป่วยน่าจะทราบดี แต่ไม่ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่สายการบินทราบก่อน ระหว่างเดินทางก็ไม่มีอาการป่วย จนเข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลดังกล่าว และได้มีการซักประวัติจนทราบว่าผู้ป่วยรายนี้ได้พบแพทย์ที่ประเทศต้นทางมาแล้ว แต่ไม่ยอมเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลของตัวเอง กลับเดินทางมาไทยแบบนักท่องเที่ยวโดยไม่บอกใครว่ามีอาการเข้าข่าย ซึ่งตรงนี้ถือว่าน่าห่วงมาก ด้วยเหตุนี้จึงต้องเข้มงวดในการเฝ้าระวังมากขึ้น และต้องมีการประสานกับสายการบินทุกแห่งและประเทศต้นทางเพื่อแจ้งให้ทราบเพิ่มเติมด้วย

ด้าน นพ.โอภาสกล่าวว่า ผู้ป่วยตั้งใจเดินทางเข้ามารับการรักษาที่ไทย โดยไม่มีการแจ้งประเทศต้นทางเพื่อเข้าสู่ระบบการรับส่งต่อระหว่างประเทศ ถือว่าน่าเป็นห่วง การที่สนามบินและสายการบินปล่อยให้ผู้โดยสารรายนี้เดินทางออกนอกประเทศได้ถือเป็นความหละหลวมมาก ต่อจากนี้จะต้องมีการประสานแจ้งไปยังสายการบินดังกล่าวเพื่อให้เข้มงวดในระบบเฝ้าระวังโรคติดต่อให้มากขึ้นตามกฎของสายการบิน และได้แจ้งไปยังประเทศโอมานเพื่อให้ติดตามผู้สัมผัสโรคภายในประเทศของตัวเองด้วย ทั้งนี้โชคดีที่ระบบป้องกันโรคภายในของไทยมีความเข้มแข็ง ไม่มีปัญหา จึงสามารถตรวจจับได้รวดเร็ว นอกจากนี้ก็ยังสามารถติดตามตัวแท็กซี่ 1 ใน 37 คน ผู้ที่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงสูง ที่รับส่งชายชาวโอมานที่ป่วยโรคเมอร์สได้แล้ว โดยพบตัวแถวจังหวัดนนทบุรี และพามาไว้ที่ห้องแยกโรคที่สถาบันบำราศนราดูร จนกว่าจะพ้นระยะฟักตัวของโรค 14 วัน ซึ่งคนขับแท็กซี่เข้าใจและให้ความร่วมมือในมาตรการป้องกันโรคของกระทรวงสาธารณสุขเป็นอย่างดี ส่วนผู้โดยสารที่โดยสารรถแท็กซี่คันดังกล่าว หลังจากรับส่งผู้ป่วยแล้วไม่ถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงแต่อย่างใด สำหรับการสูญเสียรายได้จากการประกอบอาชีพในช่วงนี้ ทางกรมควบคุมโรคจะมีการช่วยเหลือตามความเหมาะสมต่อไป

ขณะที่ นพ.โสภณกล่าวว่า ไทยมีบทเรียนจากครั้งที่แล้ว ทำให้ครั้งนี้สามารถตรวจจับได้รวดเร็ว และผู้สัมผัสโรคลดลง จึงขอให้อย่าตื่นตระหนก การแถลงในครั้งนี้เพื่อให้รับทราบว่า สธ.สามารถควบคุมได้ ส่วนผู้สัมผัสใกล้ชิดทุกคน ไม่ได้แพร่โรค และไม่ใช่ผู้ป่วย จึงขอให้อย่าตื่นตระหนกมาก พร้อมกันนี้ได้ทำหนังสือถึงผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักสาธารณสุขนิเทศน์ ผอ.โรงพยาบาลทั่วประเทศ เพื่อขอความร่วมมือในการติดตามตัวผู้สัมผัสโรคบนเครื่องบินลำเดียวกันกับผู้ป่วยอย่างจริงจัง และขอให้แยกกักกันตามความจำเป็น และแนวทางของกรมควบคุมโรคเพราะเป็นเรื่องการควบคุมโรคและความมั่นคงของชาติด้วย และขอให้รายงานผลเข้ามาที่การควบคุมโรคส่วนกลางที่กระทรวงสาธารณสุขด้วย

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    40.3%
  • ไม่ชอบ
    17.7%
  • สนุก
    12.9%
  • ประหลาดใจ
    8.1%
  • เสียใจ
    8.1%
  • ให้กำลังใจ
    12.9%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement