บริการข่าวไทยรัฐ

รู้จัก 'โดนัลด์ ทรัมป์' จากเศรษฐีฝีปากกล้า สู่ผู้ท้าชิงเก้าอี้ ปธน.สหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ (ภาพ: AP)

โดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐีชาวอเมริกันวัย 69 ปี กำลังเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในขณะนี้ ด้วยทั้งบุคลิกภาพที่เป็นคนกล้าได้กล้าเสีย และฝีปากคมกริบที่พร้อมจะตอบโต้ทุกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ทำให้คะแนนนิยมของเขายังคงนำอย่างมั่นคง จนหลายคนเชื่อว่า ตำแหน่งผู้แทนพรรครีพับลิกันไปชิงเก้าอี้ผู้นำแดนลุงแซมคงตกเป็นของเขาแน่

แต่ก่อนที่ทรัมป์จะมาเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี เขาก็เป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีที่โด่งดังและมีสีสันที่สุดในอเมริกาอยู่แล้ว มาดูกันว่า ต้นกำเนิดของชายคนนี้เป็นอย่างไร และเขาเคยผ่านอะไรมาบ้าง

กำเนิด โดนัลด์ ทรัมป์

โดนัลด์ จอห์น ทรัมป์ เกิดเมื่อวันที่ 14 มิ.ย. ปี ค.ศ. 1946 ในเขตควีนส์โบโร ในนครนิวยอร์ก เป็นลูกคนที่ 4 ของนาย เฟรด ทรัมป์ (1905-1999) เจ้าของบริษัทพัฒนาที่ดิน 'เอลิซาเบธ ทรัมป์ แอนด์ ซัน' (ปัจจุบันคือ ทรัมป์ ออร์แกไนเซชั่น) และนาง แมรี แอนน์ (1912-2000) ขณะที่พี่น้องของ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้แก่ เฟรด จูเนียร์ พี่ชายคนโต (1938-1981) ปัจจุบันเสียชีวิตแล้วด้วยอาการแทรกซ้อนจากโรคพิษสุราเรื้อรัง, แมรีแอนน์ พี่สาวคนโต (เกิด 1937), เอลิซาเบธ พี่สาวคนรอง (เกิด 1942) และโรเบิร์ต น้องชาย (เกิด 1948)

ในวัยเด็ก ทรัมป์เข้ารับการศึกษาชั้นประถมที่โรงเรียนเอกชน 'คิว-ฟอเรสต์' ในย่านจาเมกา เอสเตตส์ ซึ่งเป็นชุมชนที่อยู่อาศัยของคนมีฐานะ ในควีนส์โบโร แต่เมื่ออายุได้ 13 ปี ทรัมป์ถูกพ่อของเขาซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการจัดการโรงเรียนคิว-ฟอเรสต์ ส่งไปอยู่โรงเรียนทหาร 'นิวยอร์ก มิลิทารี อคาเดมี' (NYMA) เนื่องจากเริ่มประพฤติตัวไม่เหมาะสม โดยทรัมป์จบการศึกษาชันมัธยมปลายจากโรงเรียนแห่งนี้

ทรัมป์เข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย 'ฟอร์ดแฮม' เป็นเวลา 2 ปี ก่อนจะไปเข้าเรียนที่โรงเรียนธุรกิจ 'วาร์ตัน' ที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ซึ่งในขณะนั้นเป็นหนึ่งในสถาบันเพียงไม่กี่แห่งในสหรัฐฯ ที่มีการสอนเรื่องอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งทรัมป์จบการศึกษาปริญญาตรีสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 1968

ธุรกิจและการล้มละลาย

หลังจบการศึกษา โดนัลด์ ทรัมป์ ก็เริ่มอาชีพสายธุรกิจของเขาโดยทำงานให้กับบริษัท เอลิซาเบธ ทรัมป์ แอนด์ ซัน ของพ่อของเขา ซึ่งหนึ่งในโครงการแรกๆ ที่เขาได้รับมอบหมายคือการ คืนชีพให้แก่หมู่บ้าน สวิฟตัน ในเมืองซินซินนาติ ในรัฐโอไฮโอ ที่พ่อของเขาซื้อมาเมื่อปี 1962 และกำลังจะปิดตัวลง โดยเขาทำโครงการนี้ร่วมกับ เฟรด จูเนียร์ พี่ชาย และใช้งบประมาณ 500,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้อัตราการเข้าพักเฉลี่ยในหมู่บ้านแห่งนี้เพิ่มจาก 34% เป็น 100%

ไม่นานต่อมา โดนัลด์ ทรัมป์ กลายเป็นผู้สืบทอดหมายเลขหนึ่งของ เฟรด ทรัมป์ เนื่องจากเฟรด จูเนียร์ตัดสินใจไปประกอบอาชีพนักบิน โดยนายทรัมป์ช่วยขยายและดูแลอพาร์ตเมนต์ของบริษัทกว่า 14,000 แห่ง ในบรูกลิน, ควีนส์ และ สตาเตน ไอส์แลนด์ ก่อนจะได้เป็นผู้บริหารและเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น ทรัมป์ ออร์แกไนเซชั่น ในปี 1971

จากนั้น ทรัมป์ได้ขยายธุรกิจของครอบครัวจากหน่วยที่อยู่อาศัยในบรูกลินและควีนส์ ไปทำโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ในเมืองแมนฮัตตัน ซึ่งผลงานชิ้นแรกของเขาคือการแปลงสภาพโรงแรมเก่า 'คอมโมดอร์ โฮเทล' ให้กลายเป็นโรงแรม 'แกรนด์ ไฮแอท นิวยอร์ก' ที่มีความทันสมัย และสร้าง 'ทรัมป์ ทาวเวอร์' ตึกที่พักอาศัยสูง 68 ชั้น และอสังหาริมทรัพย์ของทรัมป์ (Trump property) อื่นๆ อีกมากมาย รวมทั้งไปสร้างโรงแรมในต่างประเทศอย่างมุมไบ, อิสตันบูล และฟิลิปปินส์ด้วย

ทรัมป์ยังสร้างอาณาจักรธุรกิจบันเทิงขึ้นมา โดยนับตั้งแต่ปี 1996 ถึงปี 2015 เขาเป็นเจ้าของการจัดงานประกวดนางงามเวทีต่างๆ ทั้ง มิส ยูนิเวิร์ส, มิส ยูเอสเอ และ มิส ทีน ยูเอสเอ บิวตี้ ในปี 2003 ทรัมป์เปิดตัวรายการเรียลิตี้ 'ดิ แอพเพรนทิซ' (The Apprentice) ซึ่งให้ผู้เข้าแข่งขันประชันความสามารถเพื่อชิงตำแหน่งงานบริหารใน ทรัมป์ ออร์แกไนเซชั่น ซึ่งรายการนี้จัดต่อเนื่องถึง 14 ซีซั่น

อย่างไรก็ตาม ครั้งหนึ่งในชีวิต โดนัลด์ ทรัมป์ เคยประสบวิกฤติทางการเงินถึงขั้นถูกฟ้องล้มละลายทางธุรกิจ โดยเมื่อปี 1988 ทรัมป์ได้รับ 'ทัจ มาฮาล กาสิโน' จากการติดต่อทางธุรกิจกับ เมิร์ฟ กริฟฟิน เจ้าพ่อสื่อชาวอเมริกัน (1925-2007) และบริษัท รีสอร์ต อินเทอร์เนชันแนล ทำให้เกิดหนี้มหาศาล และในปี 1989 ทรัมป์ก็ไม่สามารถจ่ายหนี้เงินกู้ได้ทันเวลา แม้จะสามารถขอผ่อนผันเลื่อนการจ่ายหนี้ออกไปได้ แต่สุดท้ายในปี 1991 หนี้ที่เพิ่มขึ้นก็ทำให้ทรัมป์ต้องล้มละลายทางธุรกิจ

ถึงกระนั้น ทัจ มาฮาล กาสิโน ก็ฟื้นจากสถานะล้มละลายได้ในช่วงปลายปีเดียวกัน โดยทรัมป์โอนสิทธิ์ความเป็นเจ้าของกาสิโนแห่งนี้ 50% ให้แก่เจ้าหนี้เพื่อแลกกับการลดดอกเบี้ยหนี้สินและขยายเวลาจ่ายหนี้ ช่วงวิกฤติการเงินครั้งนี้ยังทำให้ทรัมป์ต้องขายสายการบิน 'ทรัมป์ ชัตเติล' ซึ่งกำลังเสี่ยงเกิดปัญหาการเงิน และเรือยอชต์ยักษ์ยาว 282 ฟุต ชื่อว่า 'ทรัมป์ ปรินเซส' ด้วย

สถานการณ์การเงินของทรัมป์ฟื้นตัวหลังจาก เฟรด ซีเนียร์ บิดาของเขาเสียชีวิตในปี 1999 โดยทิ้งพินัยกรรมแบ่งมรดกของเขาที่มีประมาณ 250-300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แก่ลูกๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ทั้ง 4 คน โดยในปัจจุบัน นิตยสารธุรกิจ 'ฟอร์บส์' ของสหรัฐฯ ประเมินว่าทรัมป์มีทรัพย์สินสุทธิประมาณ 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1.6 แสนล้านบาท) แต่ทรัมป์ยืนยันว่า ทรัพย์สินของเขามีมูลค่าถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 3.6 แสนล้านบาท)

แต่งงาน 3 ครั้ง

นอกจากนี้ ด้านธุรกิจแล้ว ชีวิตคู่ของทรัมป์ก็เป็นที่สนใจของสังคมและสื่อต่างๆ เช่นกัน เนื่องจากเขาแต่งงานถึง 3 ครั้ง และทุกครั้งคู่ครองของเขาก็มักเป็นดาราและนางแบบทั้งหมด

ภรรยาคนแรกของโดนัลด์ ทรัมป์ คือ อีวานา เซลนิกโควา นักกีฬาและนางแบบชาวเช็ก ทั้งคู่แต่งงานกันเมื่อวันที่ 7 เม.ย. 1977 ในนครนิวยอร์ก มีลูกด้วยกัน 3 คน คือ โดนัลด์ (เกิด 31 ธ.ค. 1977), อีวานกา (เกิด 30 ต.ค. 1981) และ เอริค (เกิด 6 ม.ค. 1984) อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นปี 1990 หนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ในสหรัฐฯ ต่างรายงานข่าวเรื่อง ปัญหาเรื่องชีวิตคู่ของโดนัลด์ ทรัมป์ และเรื่องที่เขาแอบคบชู้กับนักแสดงสาว มาร์ลา เมเปิลส์ อย่างกว้างขวาง จนสุดท้าย ทรัมป์และอีวานา ตัดสินใจหย่ากันในปี 1991

2 ปีต่อมา มาร์ลา เมเปิลส์ ชู้รักของนายทรัมป์คลอดลูกสาว ทิฟฟานี ในวันที่ 13 ต.ค. 1993 ก่อนที่ทั้งคู่จะแต่งงานกันในวันที่ 20 ธ.ค. ปีเดียวกัน แต่ชีวิตคู่ของทั้งสองก็ไม่ยืดยาว โดยพวกเขาแยกกันอยู่อย่างเป็นทางการในเดือน พ.ค. 1997 และหย่าขาดจากกันในเดือนมิ.ย. 1999

หลังจากเป็นโสด โดนัลด์ ทรัมป์ เคยคบกับนางแบบสาว คารา ยัง ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1990 และมีรายงานด้วยว่าเขาส่งช่อดอกไม้ไปให้เจ้าหญิงไดอานา หลังจากพระองค์ทรงหย่ากับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เมื่อปี 1996 โดยนายทรัมป์ระบุไว้ในหนังสือที่เขาเขียนในปีต่อมาด้วยว่า สิ่งที่เขาเสียใจเพียงอย่างเดียวในเรื่องผู้หญิงคือ เขาไม่มีโอกาสได้จีบเลดี้ ไดอานา สเปนเซอร์ พระนางเป็นเจ้าหญิงตัวจริง และเป็นสุภาพสตรีในฝัน

ในปี 1998 นายทรัมป์เริ่มต้นความสัมพันธ์กับ เมลาเนีย นอส นางแบบสาวชาวสโลวีเนีย ก่อนที่ทั้งสองจะหมั้นกันในเดือน เม.ย. 2004 และแต่งงานกันในวันที่ 22 ม.ค. 2005 ที่โบสถ์บนเกาะปาล์ม บีช รัฐฟลอริดา ทั้งคู่มีลูกด้วยกัน 1 คนคือ บาร์รอน วิลเลียม (เกิด 2006)

เข้าสู่เส้นทางการท้าชิงเก้าอี้ ปธน.สหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความสนใจที่จะลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 1987 แล้ว และเคยลงชิงตำแหน่งตัวแทนพรรคปฏิรูป (Reform Party) ลงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2000 ด้วย และหลังจากปี 2008 ทรัมป์ก็กลายเป็นสมาชิกฝีปากกล้าที่สุดของขบวนการ 'birther' ซึ่งตั้งคำถามเกี่ยวกับชาติกำเนิดของประธานาธิบดี บารัค โอบามา ว่าเขาเกิดในสหรัฐฯหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการยืนยันแล้วว่านายโอบามาเกิดในรัฐฮาวาย

แม้จะแสดงความต้องการมานานเกือบ 30 ปี แต่นายทรัมป์เพิ่งประกาศเข้าร่วมศึกชิงเก้าอี้ผู้นำสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิ.ย. 2015 โดยระบุว่า "เราต้องการใครสักคนที่นำพาและทำให้ประเทศนี้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งอย่างแท้จริง เราทำเรื่องนี้ได้" เขายังให้คำมั่นด้วยว่า เขาไม่ต้องการการระดมทุนหาเสียง เขาไม่ตอบรับต่อเสียงกดดันรัฐบาล และเป็นผู้สมัครคนนอกที่เหมาะสมที่สุด

โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นบุคคลที่เป็นที่รู้จักและเป็นที่ชื่นชอบของหลายคน และเขามีคะแนนนำในผลสำรวจความคิดเห็นหลายครั้ง และล่าสุดก็เพิ่งชนะการดีเบตกับคู่แข่งร่วมพรรครีพับลิกันอย่าง นายเท็ด ครูส ที่นิวแฮมป์เชียร์เมื่อวันพฤหัสบดี (21 ม.ค.) โดยมีคะแนนโหวตนำถึง 20% อย่างไรก็ตาม ผลโหวตยังระบุด้วยว่า มีสมาชิกรีพับลิกันเพียง 31% เท่านั้นที่ตัดสินใจได้แล้วว่าจะเลือกใครเป็นตัวแทนพรรค

ในช่วงที่ผ่านมา ทรัมป์ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จากการเสนอนโยบายต่างๆ ที่ถูกมองว่า 'สุดโต่ง' เกินไป เช่น จะสร้างกำแพงกั้นบริเวณชายแดนประเทศเม็กซิโกกับสหรัฐฯ เพื่อสกัดการลักลอบขนยาเสพติด หรือการแบน ห้ามชาวมุสลิมอพยพเข้าประเทศชั่วคราว จนกว่าสหรัฐฯ จะหาทางรับมือผู้ก่อการร้ายที่อาจแฝงมากับผู้อพยพได้อย่างไร ทำให้เส้นทางสู่การชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของผู้สมัครที่สร้างสีสันที่สุดในชั่วโมงนี้ผู้นี้ยังไม่สดใสเท่าที่ควร