ยุติคุกคามสมเด็จช่วง พุทธไทยยุโรปขู่ แถลงการณ์ด่วน เรียกร้องนายกฯ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
advertisement

ยุติคุกคามสมเด็จช่วง พุทธไทยยุโรปขู่ แถลงการณ์ด่วน เรียกร้องนายกฯ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ม.ค. 2559 06:50
24,726 ครั้ง


ดีเอสไอพาสื่อมวลชนตรวจ สอบรถเบนซ์โบราณ เอส 300 สีครีม จอดอยู่ในพิพิธภัณฑ์วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ตามคำเชิญของวัด ก่อนไวยาวัจกรและทีมกฎหมายมอบหลักฐานการครอบครอง คาด 1 เดือนทราบผล หากพบสมเด็จพระมหา-รัชมังคลาจารย์เกี่ยวข้องต้องนิมนต์มาสอบ รมต.ประจำสำนักนายกฯระบุรอข้อสรุปจากดีเอสไอ ค่อยนำเรื่องทูลเกล้าฯ ด้านประธานที่ปรึกษาเครือข่ายพระธรรมทูตไทยและกลุ่มชาวพุทธไทยในยุโรป สหราชอาณาจักร ออกแถลงการณ์ด่วนให้ยุติการข่มขู่ คุกคาม ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เตรียมยกระดับความเคลื่อนไหวสู่สากล

กรณีความขัดแย้งหลังที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) เสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ท่ามกลาง กระแสการคัดค้านและสนับสนุนจากหลายฝ่าย จนรัฐบาลต้องชะลอการเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ ขณะที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการ ป้องกันกิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ยื่นหนังสือให้ดีเอสไอตรวจสอบรถโบราณที่อยู่ในความครอบครองของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เพื่อให้หมดข้อครหาไปจากสังคม

ความคืบหน้า ที่วัดปากน้ำ เขตภาษีเจริญ กทม. เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 19 ม.ค. พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ ดีเอสไอ ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รอง ผบ.สำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ดีเอสไอ นำคณะสื่อมวลชนเดินทางไปที่พิพิธภัณฑ์รถหรูโบราณภายในวัด เพื่อตรวจสอบรถเมอร์เซเดสเบนซ์ โบราณ รุ่น เอส 300 สีครีม ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร เครื่องยนต์ 3,000 ซีซี ที่สำแดงว่าเป็นอะไหล่รถยนต์เก่าของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) อยู่ในคดี ที่ดีเอสไอรับไว้ตรวจสอบเป็นรถจดประกอบถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ โดยมีนายดำเกิง จินดาหรา ไวยาวัจกรวัดปากน้ำ นายศุภภัทร์พจน์ นิติศศธร ทีมกฎหมายวัดปากน้ำ พาเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รถเบนซ์คันดังกล่าว ถูกจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ที่ห้องมหาชนคุณารมณ์ ชั้น 1 พระมหาเจดีย์รัชมงคล รวมกับรถโบราณอีก 2 คัน ก่อนที่นายดำเกิงจะมอบเอกสารสำเนาหนังสือคู่มือการจดทะเบียนรถใหักับ พ.ต.ต.วรณัน เพื่อใช้ตรวจสอบกระบวนการได้มาซึ่งการครอบครอง

พ.ต.ต.วรณันกล่าวว่า ดีเอสไอเข้ามาตรวจสอบรถโบราณตามคำเชิญของทางวัดปากน้ำ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ พร้อมขอตรวจสอบเอกสารที่มาของรถ ขั้นตอนต่อไปจะเริ่มตรวจเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนของ กรมศุลกากร กรมสรรพสามิตและกรม การขนส่งทางบก ว่าจดทะเบียนเป็นรถจดประกอบถูกต้องหรือไม่ มีแหล่งที่มาจากไหน คาดใช้เวลาตรวจ สอบไม่เกิน 1 เดือน จากนั้นดีเอสไอจะตรวจสอบทางกายภาพรถโดยผู้เชี่ยวชาญ ใช้เวลาเพียง 1 วัน ส่วนจะเรียกสอบสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์หรือไม่นั้น หากพบมีส่วนเกี่ยวข้องต้องเรียกมาสอบตามขั้นตอน

นายดำเกิงกล่าวว่า สมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ยินดีให้ตรวจสอบทุกกรณี รถคันดังกล่าวมีลูกศิษย์วัดนำมาถวายเมื่อปี 54 ก่อนวัดนำมาจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ อะไหล่บางชิ้นส่วนรับว่าวัดสั่งซื้อและนำเข้ามา เพราะรถโบราณมีอายุประมาณ 60-70 ปี เมื่อรถชำรุดต้องสั่งอะไหล่มาซ่อม ขอปฏิเสธข่าววัดนำเงินไปซื้อรถคันนี้

อีกด้านที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะกำกับดูแลสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ยังไม่ได้หารือกับนายวิษณุ เครืองาม รอง นายกรัฐมนตรี แต่หารือกับ ผอ.สำนักพระพุทธศาสนาพร้อมสั่งให้ไปรวบรวมข้อมูลคำร้องคัดค้านเพื่อนำมาพิจารณา ส่วนกรณีดีเอสไอตรวจสอบการครอบครองรถหรูของสมเด็จช่วงนั้น ต้องรอให้ได้ข้อสรุป รัฐบาลถึงจะนำชื่อสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯได้ โดยนายกรัฐมนตรีกำชับให้รายงานข้อมูลทุกด้าน เพื่อใช้ตัดสินใจ

ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพุทธศาสนาสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พร้อมคณะยื่นร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ผ่านนายสงัด ปัถวี รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้พิจารณาวินิจฉัยข้อกฎหมาย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ม.7 หมวดสมเด็จพระสังฆราช ว่าหน่วยงานใดมีอำนาจในการเสนอชื่อ แต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช นายไพบูลย์กล่าวว่า เจตนารมณ์ของ ม.7 บัญญัติว่านายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จราชาคณะที่มีอาวุโสทางสมณศักดิ์สูงสุดเท่ากับกฎหมายมีเจตนารมณ์ให้นายกฯเป็นผู้ริเริ่มพิจารณาและเสนอนามของสมเด็จราชาคณะที่มีอาวุโสทางสมณศักดิ์สูงสุดต่อมหาเถรสมาคมเพื่อให้ความเห็นชอบดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ก่อนนำความขึ้นกราบบังคมทูล ดังนั้นการที่มหาเถรสมาคมมีการประชุมวาระพิเศษ เมื่อวันที่ 5 ม.ค. และเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสทางสมณศักดิ์สูงสุดขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช เป็นการดำเนินงานผิดขั้นตอนไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาปัญหาการปฏิบัติตามกฎหมาย มีหนังสือไปถึงนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ขอให้ชะลอส่งมติดังกล่าวไปถึงนายกฯ เพราะอยู่ระหว่างวินิจฉัย


วันเดียวกัน พระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีนี้ว่า เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยและความสามัคคีปรองดองของคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ ศูนย์พิทักษ์ฯมีมติร่วมกับภาคีเครือข่ายเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา ดังนี้ 1.ขอสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้รัฐบาล ปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมืองและจารีตประเพณี 2.ขอให้รัฐบาลเคารพมติที่ประชุมมหาเถรสมาคม ในวันที่ 5 ม.ค.59 ซึ่งคณะสงฆ์ทั้งสองฝ่าย คือ คณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายและคณะ สงฆ์มหานิกาย เห็นชอบเสนอนามสมเด็จพระราชา คณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ทูลเกล้าฯสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช 3.ขอให้รัฐบาลเคารพต่อความเห็นของคณะสงฆ์ส่วนใหญ่ 4.ขอให้กลุ่มต่างๆ ยุติการเคลื่อนไหว โดยไม่คำนึงถูกต้องของกฎหมายและจารีตประเพณี 5.ศูนย์พิทักษ์ฯไม่ใช่คู่ขัดแย้งกับฝ่ายใด ทุกฝ่ายควรตระหนักถึงความถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบประเพณีปฏิบัติ

ขณะที่พระโสภณพุทธิวิเทศ ประธานที่ปรึกษาเครือข่ายพระธรรมทูตไทยและกลุ่มชาวพุทธไทยในยุโรป สหราชอาณาจักร ออกแถลงการณ์ด่วน ฉบับที่ 1 เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และประธาน คสช.มีคำสั่งให้ดีเอสไอ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกลุ่มแอบอ้างทั้งหมดให้ยุติการข่มขู่ คุกคาม ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชโดยทันที ทั้งนี้เครือข่ายฯจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมที่จะยกระดับการเคลื่อนไหวสู่สากลต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หารือกับคนใกล้ชิดถึงความเห็นต่างในการเสนอชื่อสมเด็จพระ-สังฆราช องค์ที่ 20 ว่า วันนี้คนในประเทศเอาทุกอย่างไปผูกพันเป็นเรื่องการเมืองไปหมด แม้กระทั่งเรื่องของพระของเจ้า ดังนั้นการจะตั้งหรือไม่ตั้งก็มีปัญหาทั้งสิ้น เพราะมีทั้งผู้สนับสนุนและต่อต้าน หากรัฐบาลดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งจะมีการเคลื่อนไหว อยู่ระหว่างพิจารณาทำอย่างไรให้ความขัดแย้งสงบลง การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชต้องดูหลายๆด้าน รัฐบาลไม่อยากผลักภาระไปให้ใคร อยากรับภาระเอาไว้เอง

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    38.6%
  • ไม่ชอบ
    44.0%
  • สนุก
    5.4%
  • ประหลาดใจ
    1.2%
  • เสียใจ
    2.2%
  • ให้กำลังใจ
    8.5%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement