เบากว่า ประหยัดน้ำมันกว่า - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

เบากว่า ประหยัดน้ำมันกว่า

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ม.ค. 2559 06:01
2,865 ครั้ง


สำหรับผู้ที่ใช้รถยนต์ทุกวันหรือสม่ำเสมอนั้น “ค่าน้ำมัน” จัดอยู่ในประเภทเป็นค่าใช้จ่ายจำเป็น ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ตราบเท่าที่ยังต้องพึ่งพายานพาหนะเพื่อการเดินทางที่สะดวกสบาย แม้ว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันในปัจจุบัน จะลดลงแล้วบ้าง แต่อย่างไรก็ตามหากมีโอกาสที่จะลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ หรือประหยัดให้ได้มากขึ้น ก็ล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้รถทั้งสิ้น

ส่วนใหญ่ในเรื่องของการใช้รถเพื่อประหยัดน้ำมันในประเด็นสำคัญ อาทิ การขับด้วยความเร็วไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง, การศึกษาเส้นทางก่อนขับเพื่อป้องกันการหลงทางและสิ้นเปลืองน้ำมันในการเดินทางมากกว่าปกติอย่างไม่จำเป็น, การใช้น้ำมันให้ตรงกับประเภทของรถ, การตรวจดูลมยางและยางล้อให้อยู่ในสภาพปกติพร้อมใช้งานอยู่เสมอ, การตรวจเช็กสภาพรถตามกำหนด ตลอดจนการใช้ความเร็วคงที่ การเร่งความเร็วอย่างเป็นจังหวะค่อยเป็นค่อยไป รวมถึงการชะลอก่อนถึงจุดเบรก เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่ผู้ใช้รถส่วนใหญ่ทราบและปฏิบัติเพื่อประหยัดน้ำมันอยู่แล้ว แต่อีกหนึ่งประการสำคัญ ที่บางคนอาจจะหลงลืมไป หรือนึกไปไม่ถึง ก็คือเรื่องของ “น้ำหนัก”

ประเด็นของการบรรทุกน้ำหนักก็สัมพันธ์กับการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์อย่างมีนัยสำคัญ

ชีวิตเร่งรีบแบบทุกวันนี้ ผู้ใช้รถจำนวนไม่น้อย เลือกที่จะ “แบก” สิ่งของต่างๆ ไว้บนรถ ที่เปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเล่มโตๆ ตำรับตำรา แฟ้มงาน คอมพิวเตอร์คู่ใจ เสื้อผ้าสำรอง ชุดสูททำงาน รองเท้าหลายๆ คู่ไว้เลือกใช้ เอารถไปล้างเดือนละครั้ง หรือสองครั้งนั่นแหละ จึงจะได้สะสางสังคายนาออกสักครั้ง

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่มีไลฟ์สไตล์เช่นนี้ ต้องกระซิบแล้วล่ะ ว่าคุณทำเงินในกระเป๋าหายไปโดยไม่จำเป็น ไปกับค่าน้ำมันที่ต้องเสียมากกว่าปกติ เพราะบรรทุกสิ่งของหนักๆ เหล่านี้ไว้บนรถแทบจะตลอดเวลา!

กรมการขนส่งทางบกระบุเอาไว้ในเว็บไซต์แนะนำการใช้รถแบบประหยัดน้ำมันประการหนึ่งว่า ไม่ควรบรรทุกน้ำหนักเกินพิกัดรถยนต์ ซึ่งในแต่ละคันจะมีอัตราการบรรทุกบอกไว้ ถ้าบรรทุกน้ำหนักเกินจะทำให้เครื่องยนต์ใช้น้ำมันมากขึ้นและมีการสึกหรอสูงกว่าปกติ และไม่ควรบรรทุกสิ่งของบนหลังคาโดยไม่จำเป็น เพราะจะเกิดแรงต้านขณะขับรถ ทำให้รถต้องใช้กำลังในการแล่นมากกว่าปกติอีกด้วย

ผู้ใช้รถพึงระลึกว่า น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น ทุกๆ กิโลกรัม นั่นหมายถึงการใช้น้ำมันมากขึ้น ทำให้น้ำมันหมดเร็วขึ้น และต้องจ่ายค่าน้ำมันมากขึ้น จึงควรตรวจสอบ ทั้งสิ่งของที่เก็บไว้ในรถ ในท้ายรถ ในช่องเก็บของต่างๆ และควรเอาออก ถ้าไม่จำเป็นต้องใช้

มีการคำนวณอย่างคร่าวๆ เอาไว้ว่า การบรรทุกสัมภาระที่ไม่จำเป็นจะทำให้รถทำงานหนักขึ้นและใช้น้ำมันมากกว่าปกติ โดยเฉลี่ยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น 45 กก. จะเพิ่มอัตราการบริโภคเชื้อเพลิงเฉลี่ย 2% และอาจมากกว่านี้ในรถขนาดเล็ก

ในขณะที่ ราวหลังคาเพื่อการบรรทุกหรือผูกยึดสัมภาระนี้ หากมีการบรรทุกสัมภาระจะเพิ่มการบริโภคน้ำมันขึ้นเฉลี่ย 5% เนื่องจากทั้งบรรทุกสินค้าและต้านลมขณะวิ่งอีกต่างหาก และสำหรับรถใหญ่ๆ อย่างปิกอัพหรือ SUV ที่ราวมีขนาดใหญ่ตามรถ และน้ำหนักมาก ต่อให้วิ่งแบบราวเปล่าๆ ไม่บรรทุกอะไร แต่วิ่งด้วยความเร็วประมาณ 100-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะกินน้ำมันเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 12 %

ถ้าหากใครจะไปติดราวหลังคาตามแฟชั่น หรืออยากจะให้รถดูเท่ อาจจะต้องคิดใหม่อีกสักครั้งว่า พร้อมจะรับค่าใช้จ่ายจากการเสียน้ำมันไปฟรีๆ โดยไม่จำเป็นหรือไม่

เมื่ออ่านถึงบรรทัดนี้ ท่านผู้อ่านท่านใดมีพฤติกรรมใช้รถเป็นบ้านหลังที่สอง ที่เก็บของหลายๆ สิ่งไว้แบบเผื่อเหลือเผื่อขาดมากไป หรือไม่ได้ดูแลเก็บออกไปบ้าง น่าจะเพิ่มทางเลือกให้ชีวิต ด้วยการประหยัดค่าน้ำมันสิ้นเปลืองจากการบรรทุกสัมภาระที่ไม่จำเป็น แค่จัดรถให้เบาขึ้น นอกจากจะประหยัดน้ำมันแล้วยังทำให้รถหายรก ดูสะอาดสะอ้าน และมีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้นยามที่จะต้องบรรทุกของจำเป็นขึ้นมาจริงๆ แทนที่จะวางของไม่จำเป็นทิ้งเอาไว้เพื่อกินน้ำมันเล่นๆ

“สนับสนุนบทความโดย บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)”

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    62.5%
  • ไม่ชอบ
    2.5%
  • สนุก
    7.5%
  • ประหลาดใจ
    27.5%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    0.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement