ศิธา รอดคุก! ศาลยกฟ้อง ทุจริตเก็บเงินค่าจอดรถสนามบินสุวรรณภูมิ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

ศิธา รอดคุก! ศาลยกฟ้อง ทุจริตเก็บเงินค่าจอดรถสนามบินสุวรรณภูมิ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ม.ค. 2559 15:40
2,656 ครั้ง


รอดคุก!! ศาลอาญา ยกฟ้อง “ศิธา ทิวารี อดีตประธานบอร์ด ทอท.” ร่วมกับพวกรวม 3 คน ปล่อยมีการทุจริตเก็บเงินค่าจอดรถสนามบินสุวรรณภูมิ ศาลชี้ จำเลยติดตั้งระบบตรวจสอบอย่างรัดกุมแล้ว พยานโจทก์ไม่มีน้ำหนัก พนง. ทอท. แห่ให้กำลังใจ

เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลอาญารัชดา ได้อ่านคำพิพากษาในคดีที่ บริษัท ปาร์คกิ้ง แมนเนจเม้นท์ จำกัด เป็นโจทก์ฟ้อง น.ต.ศิธา ทิวารี อดีตประธานบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กับพวกรวม 10 คน เป็นจำเลย ฐานกระทำผิด พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การของรัฐ พ.ศ. 2502

สืบเนื่องจาก กรณีเมื่อเดือน มี.ค.- มิ.ย. 2556 จำเลยที่ 1-10 ซึ่งเป็นพนักงานของ ทอท. ได้รู้เรื่องที่พนักงานของบริษัท แฮปปี้มีเดีย จำกัด ยักยอกเงินค่าจอดรถ และค่าปรับกรณีบัตรจอดรถสูญหาย แต่กลับยังให้พนักงานของบริษัทดังกล่าวทำหน้าที่ต่อไป ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นที่แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กทม.

ทั้งนี้ ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีมีมูลเฉพาะ น.ต.ศิธา ทิวารี อดีตประธาน ทอท., นายพงษ์ศักติฐ์ เสมสันต์, นางอังคณา ทันตวิวัฒน์นานนท์ และ น.ส.วิไลวรรณ นัดวิไล จำเลยที่ 1, 2, 4 และ 10 ขณะพิจารณาคดี นางอังคณา จำเลยที่ 4 เสียชีวิต จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4

ต่อมา ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์มีพยานซึ่งเป็นกรรมการเบิกความว่า จำเลยที่ 1, 2 และ 10 ร่วมกันปล่อยให้พนักงาน บ.แฮปปี้มีเดีย เบียดบังยักยอกเงิน โดยไม่ได้ป้องกันการทุจริต ไม่ดำเนินการทางแพ่ง และไม่เรียกเงินชดใช้ตามสัญญาจ้าง โดยโจทก์ได้พบพฤติกรรมของพนักงาน บ.แฮปปี้มีเดียฯ ที่ส่อไปในทางทุจริตเบียดบังยักยอกเงินรายได้ค่าบริการที่จอดรถของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

ต่อมาได้ทำหนังสือหลายครั้ง แจ้งถึงพวกจำเลย ซึ่งเป็นกรรมการ ทอท. มีหน้าที่เป็นผู้ป้องกันการทุจริตและควบคุมการเก็บเงินของ บ.แฮปปี้มีเดียฯ ให้ตรวจสอบพฤติกรรมดังกล่าว เพื่อให้เรียกปรับเงินตามสัญญาจ้าง และเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 56 ได้ส่งข้อมูลการทุจริตเป็นภาพนิ่งคลิปวิดีโอ และข้อมูลจากฐานคอมพิวเตอร์ที่ระบุการล้างข้อมูลบัตรจอดรถถึงจำเลยที่ 1 ในฐานะประธานกรรมการ ทอท. โดยโจทก์ มีพยานเพียงปากเดียว ไม่มีหลักฐานอื่นมาประกอบ เพื่อให้มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1, 2 และ 10 มีพฤติกรรมดังกล่าวอย่างไร


ขณะที่ทางนำสืบของจำเลย กลับปรากฏข้อเท็จจริงว่า ทอท. ได้มีการติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ตรวจสอบการเก็บค่าบริการจอดรถ ซึ่งระบบดังกล่าวจะบันทึกรายได้ทันทีเมื่อมีรถออกจากลานจอดรถ นอกจากนี้ ทอท. ยังได้ว่าจ้างให้บริษัทอื่นตรวจสอบเงินรายได้ค่าบริการจอดรถ นำเงินฝากเข้าบัญชี ทอท. ทำหนังสือส่งยอดเงินฝาก และรายงานรายได้ค่าบริการจอดรถทุกวัน รวมทั้งทาง ทอท. มีกรรมการตรวจสอบเงินรายได้ทุกวันเช่นกัน

เมื่อพนักงานพัสดุให้โจทก์แจ้งข้อเท็จจริงการทุจริต เพื่อที่บริษัทจะได้ตรวจสอบและดำเนินคดี โดยนายพงษ์ศักติฐ์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้สั่งให้ตรวจสอบและรายงานข้อเท็จจริง ซึ่งข้อเท็จจริงจากทางนำสืบ จึงแสดงให้เห็นว่า ทอท. ได้ควบคุมป้องกันการทุจริตและตรวจสอบการเก็บค่าบริการจอดรถ โดยติดตั้งระบบตรวจสอบการเก็บเงิน และทำสัญญาจ้างบริษัทเก็บค่าบริการจอดรถ มีหลักฐานการฝากเงิน และรายงานให้กรรมการตรวจสอบการว่าจ้างทุกวัน ถือว่า ทอท. ได้ดำเนินการจัดทำระบบเก็บเงิน เพื่อป้องกันการทุจริตแล้ว พยานหลักฐานโจทก์ จึงยังไม่พอฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามได้กระทำผิด จึงพิพากษายกฟ้อง 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ น.ต.ศิธา อดีตประธาน ทอท. จำเลยที่ 1, นายพงษ์ศักติฐ์ จำเลยที่ 2 และน.ส.วิไลวรรณ จำเลยที่ 10 เดินทางมาศาล ซึ่งมีพนักงาน ทอท. และคนใกล้ชิดเดินทางมาให้กำลังใจ โดยภายหลังฟังคำพิพากษา น.ต.ศิธา และจำเลยที่เหลือต่างมีสีหน้ายิ้มแย้ม โล่งใจ

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    33.0%
  • ไม่ชอบ
    41.6%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    9.7%
  • เสียใจ
    11.9%
  • ให้กำลังใจ
    3.8%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement