ศาลฎีกาสั่งจำคุกเพิ่ม 19 ปี คดี 'ครูลอน' ข่มขืน นร.หญิง
 - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

ศาลฎีกาสั่งจำคุกเพิ่ม 19 ปี คดี 'ครูลอน' ข่มขืน นร.หญิง


โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ม.ค. 2559 14:50
1,794 ครั้ง


ปิดฉาก 2 อดีตครูประถมโรงเรียนย่านสายไหมข่มขืนเด็ก ศาลฎีกาพิพากษาแก้จำคุกเพิ่ม “ครูลอน” ชำเรานักเรียนหญิง 7 ขวบ จาก 12 ปี เป็น 19 ปี 3 เดือน ส่วนอดีตครูพละ ยืนคุก 12 ปี

ที่ห้องพิจารณา 801 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 18 ม.ค. 59 เวลา 09.30 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีกระทำชำเราเด็กหญิง หมายเลขดำ อ.4054/2549 ที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายลอน โสรกนิษฐ์ อายุ 68 ปี อดีตอาจารย์ระดับ 7 ประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และนายพิมล ซุ่นศรี หรือซุ้นศรี อายุ 58 ปี อดีตอาจารย์ระดับ 7 สอนพละ โรงเรียนแห่งหนึ่งย่านสายไหม เป็นจำเลยที่ 1-2 ในฐานความผิดพาเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี เพื่อการอนาจาร, กระทำอนาจาร และพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจาร, กระทำชำเรา และหน่วงเหนี่ยว กักขัง เพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 279, 283ทวิ, 284, 309, 310ทวิ, 312ทวิ, 317 และ พ.ร.บ.มาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5, 7, 12

ตามฟ้องอัยการโจทก์ เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 49 บรรยายความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.-10 ส.ค. 49 ต่อเนื่องกัน นายลอน จำเลยที่ 1 ได้พา ด.ญ.ปุ๊ก (นามสมมติ) อายุ 7 ปี ผู้เสียหาย โดยหลอกเข้าไปในห้องน้ำก่อนกระทำอนาจารผู้เสียหาย จากนั้นจำเลยที่ 1 ยังได้พราก ด.ญ.ปุ๊ก ไปกักขัง เพื่อกระทำชำเรา และจำเลยที่ 1 ยังมีพฤติการณ์ พา ด.ญ.ปุ๊ก ไปชำเราและอนาจารอีกจำนวน 5 ครั้ง ขณะที่ นายพิมล จำเลยที่ 2 ได้ใช้กำลังประทุษร้าย ด.ญ.ปุ๊ก เพื่อกระทำอนาจารและกระทำชำเรา โดยที่ผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จำนวน 4 ครั้ง ต่อมาจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันพา ด.ญ.ปุ๊ก, ด.ญ.ปิ๊ก (นามสมมติ) อายุ 8 ปี, ด.ญ.ปู (นามสมมติ) อายุ 8 ปี, ด.ญ.ปลา (นามสมมติ) อายุ 7 ปี และ ด.ญ.ป๋อม (นามสมมติ) อายุ 8 ปี โดยล่อลวงว่าจะพาไปซื้อขนม ก่อนจะกระทำอนาจารผู้เสียหายทั้ง 5 คน และพรากผู้เสียหายทั้ง 5 คน ไปจากบิดา มารดา เพื่อการอนาจาร หน่วงเหนี่ยวกักขังกระทำการด้วยประการใดให้ผู้เสียหายปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เพื่อยินยอมให้จำเลยทั้งสองกระทำชำเรา โดยจำเลยทั้งสองยังร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายแก่ผู้เสียหายทั้ง 5 และผลัดเปลี่ยนกันกระทำชำเราผู้เสียหายทั้ง 5 อีกด้วย นอกจากนี้ นายลอน จำเลยที่ 1 ยังได้กระทำชำเรา ด.ญ.แป๋ม (นามสมมติ) อายุ 7 ปี และได้ข่มขืนใจ ด.ญ.ปุ้ม (นามสมมติ) อายุ 7 ปี น้องสาว ไม่ให้นำเรื่องไปบอกเล่ากับใคร เหตุเกิดที่แขวงและเขตสายไหม กทม.

โดยศาลชั้นต้น มีพิพากษาเมื่อวันที่ 20 พ.ย. 50 ว่า จำเลยทั้งสอง มีความผิดตาม ม.283ทวิ วรรคสอง, 309 วรรคแรก, 310ทวิ, 312ทวิ วรรคแรก, 317วรรคสาม การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมให้ลงโทษทุกกรรม โดยจำคุกนายลอน จำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น 68 ปี 3 เดือน ส่วนนายพิมล จำเลยที่ 2 จำคุก 51 ปี แต่เมื่อรวมโทษ ทุกกระทงความผิดแล้ว ให้จำคุกจำเลยทั้งสอง สูงสุดคนละ 50 ปี

ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาวันที่ 7 ก.ย. 55 เห็นว่าคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องความผิดของจำเลยทั้งสอง 31 ข้อ แต่ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องข้อใดบ้าง และพิพากษาจำเลยที่ 1 เกินไปจากคำฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางข้อ ซึ่งพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรในบางข้อศาลอุทธรณ์จึงเห็นสมควรแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยมีคำพิพากษาในความผิดตามฟ้องทั้งหมดเสียใหม่ให้ชัดเจน และเพื่อให้การบังคับคดีเป็นไปด้วยความถูกต้อง จึงแก้เป็นให้จำคุกจำเลยทั้งสอง คนละ 12 ปี

ต่อมาอัยการโจทก์ ยื่นฎีกาขอให้พิพากษาลงโทษตามความผิดฐานหน่วงเหนี่ยว กักขัง และกระทำชำเรา เด็กหญิงอายุไม่เกิน 13 ปี ในส่วนที่ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายกฟ้องไปนั้น ส่วนจำเลยที่ 1 และ 2 ยื่นฎีกาต่อสู้คดี ข้อกฎหมายว่าฟ้องของอัยการโจทก์เคลือบคลุมไม่ชัดเจน และการสืบพยานเด็กผู้เสียหายล่วงหน้านั้นไม่ชอบ

ขณะที่วันนี้ ศาลเบิกตัวจำเลยทั้งสอง มาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อฟังคำพิพากษาฎีกา ซึ่งจำเลยทั้งสองไม่ได้รับการปล่อยตัว ตั้งแต่ปี 2550 ที่ศาลชั้นต้นพิจารณา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า ฟ้องโจทก์นั้นได้ระบุช่วงเวลาเกิดเหตุ มิ.ย. 49–10 ส.ค. 49 สถานที่ และพฤติการณ์พอให้จำเลยเข้าใจข้อกล่าวหาได้แล้วไม่จำเป็นต้องระบุวันเวลา ที่ชัดเจนแน่นอน ส่วนการสืบพยานล่วงหน้านั้นก็เป็นไปตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา ม.237 และ ม.12 พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ. 2540 ซึ่งทนายจำเลยก็ระบุว่าได้ทราบกำหนดการสืบพยานล่วงหน้าจากเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว จำเลยทั้งสองจึงแต่งตั้งทนายเพื่อร่วมกันสืบพยานฎีกาของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น

ส่วนจำเลยทั้งสองจะมีความผิดตามที่โจทก์ยื่นฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เด็กหญิงผู้เสียหาย ผู้ปกครอง และแพทย์ผู้ตรวจพิสูจน์ เบิกความสอดคล้องต้องกันว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุนั้น จำเลยทั้งสองได้พาเด็กหญิงผู้เสียหายไปยังบ้านพักครูแล้วได้ให้เด็กหญิงถอดเสื้อผ้า และชุดชั้นในออกก่อนที่จะกระทำชำเรา แม้เด็กหญิงจะมีอาการเจ็บปวด และจะร้องขอความช่วยเหลือ แต่จำเลยใช้ไม้เรียวตีขู่ห้ามนำเรื่องราวไปบอกบุคคลก่อนที่จะมอบเงิน 100 บาทให้ แล้วเมื่อผู้ปกครองของเด็กผู้เสียหายได้พบความจริงที่กระโปรงของเด็กมีคราบเลือดรวมทั้งอวัยวะเพศของเด็กหญิงมีอาการบวมช้ำ และมีเลือดออกเป็นลิ่ม จึงได้พาเด็กหญิงไปตรวจร่างกาย ซึ่งแพทย์ก็ได้เบิกความว่า พบร่องรอยเยื่อพรหมจารีของเด็กฉีกขาด รวมทั้งอวัยวะเพศเป็นแผล ซึ่งผลระบุว่ากรณีดังกล่าวเกิดจากการร่วมประเวณี ซึ่งทางนำสืบพบว่าจำเลยได้กระทำชำเราเด็กหญิงที่โรงพละศึกษา หลังเลิกเรียน บ้านพักครู และเด็กอีก 4 คนที่พาไปยังโรงแรม โดยหลายเหตุการณ์ก็จะมีเด็กหญิงเบิกความเกี่ยวกับรายละเอียด ซึ่งพยานโจทก์ดังกล่าวล้วนแต่ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน ขณะที่เด็กผู้เสียหายมีอายุ 7 ปีเศษ ซึ่งจำเลยทั้งสองก็เป็นครูผู้สอน เด็กหญิงย่อมเกิดความยำเกรง ดังนั้นหากไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงเด็กหญิงคงจะไม่ให้การปรักปรำจำเลยให้รับโทษ อีกทั้งเรื่องราวที่เบิกความก็มีรายละเอียดยากที่เด็กจะแต่งเรื่องขึ้นมา

ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานกักขังหน่วงเหนี่ยวเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี อีกรายหนึ่งนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์มีเด็กหญิงผู้เสียหายและเพื่อนของเด็กหญิงในที่เกิดเหตุ บิดาของเด็กหญิงและแพทย์ผู้ตรวจ เบิกความสอดคล้องเชื่อมโยงกันว่าวันเกิดเหตุ นายลอน จำเลยที่ 1 ได้เข้ามาพบเด็กหญิงที่ห้องพยาบาลของโรงเรียน โดยบังคับให้เด็กหญิงถอดเสื้อผ้า แล้วนั่งคร่อมบนตัวเด็ก และกระทำชำเรา เมื่อเด็กหญิงร้องขอความช่วยเหลือก็ขู่จะฆ่า ซึ่งระหว่างนั้นก็มีบุคคลโทรศัพท์เข้ามือถือจำเลยที่ 1 ซึ่งตอบว่ายังไม่เสร็จ แล้วระหว่างนั้นมีคนมาเคาะประตูห้องพยาบาล โดยจำเลยที่ 1 สวมกางเกงเดินออกมา แต่ไม่ทันรูดซิป ซึ่งเพื่อนของเด็กหญิงผู้เสียหายเบิกความว่า ขณะที่เดินมาตามหาเพื่อนที่ห้องพยาบาลยืนคุยโทรศัพท์อยู่ และเมื่อมาถึงที่หน้าห้องพยาบาล เห็นจำเลยที่ 1 เดินเปิดประตูออกมา และเห็นกางเกงไม่รูดซิป โดยห้องพยาบาลพบเด็กผู้เสียหายร้องไห้อยู่ จึงได้พาออกจากห้องพยาบาล และได้แจ้งให้ผู้ปกครองทราบ ขณะที่บิดาของเด็กผู้เสียหายเบิกความว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 อ้างว่าบุตรสาวปวดท้องไส้ติ่งนอนพักอยู่ที่ห้องพยาบาล จึงเดินทางมารับกลับบ้าน ซึ่งแม่เด็กผู้เสียหายเบิกความด้วยว่า ระหว่างที่อาบน้ำให้เด็กหญิงได้พบลิ่มเลือดบริเวณต้นขา ซึ่งผลการตรวจร่างกายของแพทย์ก็พบร่องรอยการชำเรา ฎีกาโจทก์ข้อนี้จึงฟังขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย

จึงพิพากษาแก้เป็นให้จำคุกนายลอน จำเลยที่ 1 ฐานหน่วงเหนี่ยว กักขัง และกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 13 ปี อีกเป็นเวลา 7 ปี 3 เดือน และเมื่อลงโทษจำคุก จำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาแล้ว 12 ปี จึงรวมจำคุก 19 ปี 3 เดือน นอกเหนือจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ซึ่งในส่วนของนายพิมล จำเลยที่ 2 จำคุกไว้ 12 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงาน การฟังฎีกาวันนี้ คงมีเพียงจำเลยทั้งสองที่ถูกคุมขังในเรือนจำ มาฟังคำพิพากษา ซึ่งทั้งสองมีสีหน้าเรียบเฉย ตลอดเวลาการยืนฟังคำพิพากษา

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    33.3%
  • ไม่ชอบ
    66.7%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    0.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement