รธน.ใหม่เน้น ลุยพวกทุจริต - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
advertisement

รธน.ใหม่เน้น ลุยพวกทุจริต

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ม.ค. 2559 06:10
1,935 ครั้ง


เสียงข้างน้อย ก็มีความหมาย พท.ดาหน้าอัด

กรธ.ปิดจ๊อบร่างแรก รธน. “มีชัย” จัดเต็มกติกาใหม่เน้นปราบโกง เข้มข้นรุนแรง ชูระบบเลือกตั้ง ใหม่เฉลี่ยความสุขทุกคะแนนมีความหมาย เสียงข้างมากต้องเคารพรับฟังเสียงข้างน้อย ปัดประเคนอำนาจองค์กรอิสระกดหัวรัฐบาล เดินหน้านิรโทษกรรม คสช. พลิ้วไม่ใช่ฟอกผิด แค่รับรองสิ่งที่เขาทำว่าถูกต้องหรือทำได้ พท.ดาหน้าถล่มวางระเบิดเวลา สร้างเงื่อนไขก่อวิกฤติ “นพดล” อัดไทยแลนด์โอนลี่ ถือหางเสียงข้างน้อยขี่คอข้างมาก “คณิน” สับยกองค์กรอิสระเป็นอำนาจที่ 4 ค้ำคอฝ่ายนิติบัญญัติ-รัฐบาลเป็ดง่อย ศาล รธน.อำนาจล้นฟ้าชี้ขาดการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา-ครม.-ศาล “อ๋อย” เฉ่งเปิดช่องวงจรอุบาทว์เก่าฟื้นชีพ ไม่ต้องทำรัฐประหาร กรุงเทพโพลล์เผยเรตติ้ง พท.-ปชป. ดิ่งฮวบ เชียร์ “สุดารัตน์-อภิสิทธิ์” กุมบังเหียนสองขั้ว “เรืองไกร” ยื่นสรรพากรบี้สอบคนรับเงิน สสส.หนีภาษี

การประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นอกสถานที่ปิดฉากแล้ว โดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.สรุปภาพรวมร่างรัฐธรรมนูญว่ามุ่งเน้นวางมาตรการปราบปรามการทุจริตอย่างเข้มข้น มีบทลงโทษรุนแรง พร้อมกำหนดบทบัญญัติใหม่หลายอย่าง โดยเฉพาะสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน เปรียบเหมือนสิทธิที่กินได้ เกิดผลอย่างจริงจัง รวมทั้งวางระบบเลือกตั้งแบบใหม่ที่ทุกคะแนนมีความหมาย เสียงข้างน้อยได้รับการเคารพ

“มีชัย” ปลื้มโชว์สิทธิประชาชนที่กินได้

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 17 ม.ค. ที่โรงแรมเลควิว รีสอร์ท แอนด์ กอล์ฟคลับ ชะอำ จ.เพชรบุรี มีการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เป็นประธานการประชุม นอกสถานที่ต่อเนื่องเป็นวันสุดท้าย เพื่อทบทวนร่างทั้งหมด จากนั้นเวลา 11.00 น. นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. แถลงสรุปภาพรวมการร่างรัฐธรรมนูญนอกสถานที่ว่า จุดแตกต่างของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กับรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา จุดสำคัญ คือ เรื่องสิทธิประชาชน เราพยายามทำให้สิทธิพื้นฐานเป็นสิทธิที่กินได้ เกิดผลอย่างจริงจัง หลักใหญ่ที่เราทำก็คือ เราเปลี่ยนจากการที่เขียนว่าทำอะไรได้บ้าง เป็นอะไรก็ตามที่รัฐธรรมนูญไม่เขียนห้ามไว้ก็มีสิทธิทำได้ และกำหนดว่าการจะออกกฎหมายจำกัดสิทธิต้องไม่กระทบสิทธิมนุษยชนด้วย อีกเรื่องหนึ่งคือ เราจะกำหนดว่า การใช้สิทธิของบุคคลต้องนึกถึงหน้าที่และผลกระทบต่อคนอื่น รวมทั้งความมั่นคงของชาติ เพื่อไม่ให้ใช้แต่สิทธิจนลืมนึกถึงหน้าที่

คุยระบบ ลต.ใหม่เฉลี่ยความสุข

นายมีชัยกล่าวว่า เรื่องต่อมาที่ กรธ.เขียนแบบใหม่ คือเรื่องของศาสนา โดยเฉพาะศาสนาพุทธ มีการเรียกร้องให้กำหนดเป็นศาสนาประจำชาติ จึงถามว่า ทำไมต้องกำหนดแบบนั้น เพราะมีความรู้สึกว่าไม่มีอะไรปกป้องศาสนาพุทธจากการบ่อนทำลาย เขียนไว้เฉยๆ แบบนั้นไม่มีประโยชน์ จึงเขียนบังคับไว้ว่า รัฐมีหน้าที่ต้องคุ้มครองไม่ให้ใครมาบ่อนทำลายได้ ส่วนกระบวนการในการเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นแบบผู้ชนะเอาไปหมด ทำให้เกิดผลเสียตามมาหลายอย่าง เช่น เสียงของผู้แพ้ที่ไม่ได้เอาไปใช้ ทำให้เกิดแนวคิดที่ว่าต้องรอไปอีก 4 ปี จนคนส่วนใหญ่รอไม่ได้ทำให้เกิดการทะเลาะกัน จึงคิดว่าคะแนนทุกคะแนนต้องมีความหมาย ไม่ใช่แบบผู้ชนะเอาไปหมด เป็นการเฉลี่ยความสุข เพื่อให้เสียงข้างน้อยได้รับการเคารพนับถือและดูแล รวมทั้งนำไปใช้กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย ที่ว่าให้เสียงข้างมากมีสิทธิแก้ไขแต่ต้องยอมรับและฟังเสียงข้างน้อยด้วย ส่วนเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ได้เขียนรับรองคุ้มครองเรื่องต่างๆ ไว้เหมือนเก่า แต่ในบางเรื่องที่เป็นเรื่องสำคัญไปกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องทำ เช่น การใช้ทรัพยากร รัฐต้องคำนึงถึงผลกระทบของประชาชนในพื้นที่ด้วย สิ่งนี้จะบังคับเอาไว้ว่ารัฐต้องคำนึงถึงและจัดสรรการใช้ทรัพยากรให้ทั่วถึง หรืออย่างกรณีคลื่นความถี่ คลื่นเหล่านี้อย่างไรก็เป็นของรัฐไม่ใช่เอกชน ดังนั้น รัฐต้องคำนึงถึงสาธารณประโยชน์ จะไปคำนึงถึงแต่เงินทองอย่างเดียวไม่ได้

เน้นขจัดปัญหาทุจริตอย่างเข้มข้น

นายมีชัยกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยมีปัญหาเรื้อรังคือ เรื่องการทุจริต ร่างฉบับนี้ได้เขียนไว้อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการทุจริตการเลือกตั้งที่มีบทลงโทษรุนแรง เราพยายามกำจัดออกไปให้หมดให้ได้ รวมทั้งเรื่องของการใช้งบประมาณที่เรากำหนดไว้ว่า ใครทำแบบนั้นต้องพ้นจากหน้าที่ โดยเฉพาะหากรัฐมนตรีทำเอง ครม.ต้องไปทั้งคณะ อาจจะมีคนหาว่าการทำอย่างนั้นทำให้รัฐบาลบริหารงานลำบาก ตนคิดว่าหากรัฐบาลคิดจะทุจริตมัน ก็ลำบาก แต่หากรัฐบาลบริสุทธิ์ใจก็ไม่ยากในการทำงาน เพื่อที่จะทำให้กลไกการขจัดการทุจริตเกิดผลอย่างแท้จริง เราก็ให้องค์กรอิสระยกระดับให้มีมาตรฐานสูงขึ้น ทำงานคล่องตัวมากขึ้น ไม่ต้องรอคนมาฟ้อง ทำหน้าที่ของตนเองได้เลย ที่ผ่านมา ป.ป.ช.มีงานด้านนี้จำนวนมากรับทุกอย่าง ทำให้การทำงานช้า ไม่ทันกาล คนไม่กลัว เราเปิดช่องทางไว้ว่า เรื่องเล็ก ป.ป.ช.ไม่ต้องทำ อาจให้ ป.ป.ท. หรือให้หน่วยงานเจ้าของเรื่องตรวจสอบเองก็ได้ และเพื่อให้มีเวลาที่ชัดเจน การทุจริตบางเรื่องได้กำหนดระยะเวลาเอาไว้ เพื่อให้งานเดินหน้าและเห็นผลทันตา และได้วางกลไกให้เชื่อมโยงระหว่างองค์กรอิสระทั้งหมดแต่การทำงานต้องไม่ซ้ำซ้อนกัน ถ้าใครเจออะไรที่เป็นหน้าที่ของหน่วยอื่นก็สอบสวนเบื้องต้นได้ จากนั้นก็ส่งต่อให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลต่อไป

โต้องค์กรอิสระคอยเตือนไม่ได้คุมรัฐบาล

นายมีชัยกล่าวว่า ส่วนการได้มาซึ่ง ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม เราต้องการให้ ส.ว.พ้นจากอำนาจพรรคการเมือง วิธีการได้มาในอดีตดูแล้วไม่ค่อยเหมาะสม ทั้งการเลือกตั้งทางตรงและการสรรหา แต่วิธีใหม่ที่ กรธ.กำหนด ส.ว.จะไม่ต้องอยู่ใต้พรรคการเมือง ประชาชนที่สนใจจะมามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ส่วนที่คนเข้าใจผิดว่า เราให้องค์กรอิสระควบคุมการทำงานของรัฐบาล เราเปิดช่องว่าในกรณีที่ สตง.ไปตรวจแล้วพบว่ามีการทำอะไรที่ก่อให้เกิดผลเสียหรือขัดวินัยการเงินการคลังร้ายแรง ให้ไปปรึกษากับ กกต.และ ป.ป.ช.ที่ดูแลเรื่องนโยบายและเรื่องการทุจริต เขาจะมองเห็นคนละแง่คนละมุม หากเห็นว่าโครงการนั้นมีอันตราย ก็เพียงแค่ทำรายงานให้ ครม.และสภาฯทราบ ครม.จะทำตามหรือไม่ก็ได้ ไม่มีอำนาจควบคุมสั่งการ

ปัดนิรโทษ คสช.แค่รับรองการกระทำ

ประธาน กรธ. กล่าวว่า สำหรับเรื่องการปรอง ดอง เราได้สอดแทรกเรื่องเหล่านี้ไปในหลายๆหมวด ทั้งในส่วนสิทธิประชาชน หมวดรัฐสภา หรือแม้แต่กลไกการเลือกตั้ง ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่จะทำให้เกิดการปรองดอง รวมถึงกลไกหากเกิดขัดแย้ง จะต้องไปที่ไหน มีช่องทางใดตัดสิน แบบนี้จะทำให้ไม่ต้องมานั่งถกเถียงกันเวลาเกิดความเห็นต่าง ส่วนเรื่องการปฏิรูปเราจะสอดใส่เอาไว้ ไม่ได้พูดถึงการปฏิรูปโดยตรง เช่น เรื่องกฎหมาย ต้องดูว่ากฎหมายล้าหลังไปหรือยัง ส่วนเรื่องการปฏิรูปจริงๆ กำลังรอผลสรุปจาก สปท.ว่าจะมีอะไรใส่ลงไปได้บ้าง สิ่งที่เรากำหนดในรัฐธรรมนูญแล้วคือเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ส่วนบทเฉพาะกาลเรายังทำไม่เสร็จ จะให้ กรธ.ทุกคนกลับไปอ่านร่างทั้งหมดอีกครั้งหนึ่งก่อน หลังจากนั้นค่อยกลับมาร่างในบทเฉพาะกาล ส่วนการนิรโทษกรรม คสช.คงมีเหมือนเดิมตามปกติ แต่ไม่ใช่การนิรโทษกรรม แต่เป็นการรับรองสิ่งที่เขาทำว่าถูกหรือทำได้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่รวมกับเรื่องที่ผิด อย่างเช่น การทุจริตซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้มีการยกเว้น เมื่อถามว่า มั่นใจว่าจะผ่านประชามติหรือไม่ นายมีชัยกล่าวว่า ตอนนี้ยังตอบไม่ได้

“วันชัย” แนะสรรหาแทนเลือกไขว้ ส.ว.

ด้านนายวันชัย สอนศิริ โฆษกคณะ กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง กล่าวถึงกรณี กรธ.กำหนดที่มาให้มี ส.ว. 200 คน จาก 20 กลุ่มอาชีพ โดยเลือกกันแบบไขว้กลุ่มว่า วิธีเลือกไขว้กลุ่มน่าจะเป็นปัญหา อาจไม่สามารถคัดกรองคนดีมีความรู้ จะเกิดการบล็อกโหวต ใช้เงินซื้อคะแนนกันได้ วิธีการนี้เป็นสิ่งชำรุดในอดีตไม่ควรมีในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะทำให้การได้มาซึ่ง ส.ว.ล้มเหลว ทางที่ดีน่าจะเอาวิธีการสรรหาที่เคยทำมาแล้วมาพิจารณาจุดอ่อนจุดแข็ง ในอดีตมีปัญหาคณะกรรมการสรรหาจำนวนน้อยไปไม่หลากหลาย ไม่โปร่งใสก็แก้ไขเสีย จะมีที่มา ส.ว.อย่างที่สังคมต้องการ สร้างความก้าวหน้าขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่ย่ำอยู่กับที่หรือถอยหลัง

มองไม่เห็นกลไกเลือกตั้งเที่ยงธรรม

นายวันชัยกล่าวอีกว่า เท่าที่ติดตามการร่างรัฐธรรมนูญยังไม่เห็นความชัดเจนในกลไกที่จะทำให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรมอย่างเป็นระบบ และเป็นความหวังของประชาชนคนไทยในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ กลไกสำคัญที่จะทำให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม ต้องเดินหน้าไปด้วยกันมี 3 ส่วนคือ 1.กกต. 2.ข้าราชการทุกระดับที่สนับสนุนการเลือกตั้ง 3.ภาคประชาชนที่ต้องมีส่วนช่วยส่งเสริมสนับสนุนควบคุมกำกับดูแลการเลือกตั้ง แต่จากร่างที่ กรธ.แถลงออกมายังไม่เห็นอะไรใหม่ ที่จะเป็นกลไกแก้ไขการเลือกตั้งได้ชะงัด เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ต้องวางกลไกให้มีผลและเป็นความหวังไปสู่สิ่งที่ดีกว่า หากทำไม่ได้จะล้มเหลว การเมืองกลับไปสู่แบบเดิม

พท.ขย่ม กรธ.โยนทิ้งหลักการ ปชต.

ด้านนายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอไว้อาลัยกับตรรกะและหลักการประชาธิปไตยการร่างรัฐธรรมนูญประเด็นต่างๆ เช่น นายกฯคนนอก ส.ว.ที่ประชาชนไม่ได้เลือก การให้องค์กรอิสระบางองค์กรมีอำนาจเหนือรัฐสภา และการให้กาบัตรเดียว แต่ยังคงมี ส.ส. 2 ประเภท หลายฝ่ายเตือนว่าไม่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนที่อาจต้องการเลือกตัวบุคคลและพรรคต่างกัน แม้แต่เรื่องที่ชัดเจนขนาดนี้ ประชาชนคุ้นเคยการเลือกตั้งขนาดนี้ และไม่มีประเทศใดในโลกทำเช่นนี้ กรธ.ยังกล้าสวนเหตุผลและหลักการและเสียงเรียกร้องจากเกือบจะทุกพรรคการเมือง ยืนยันว่า ความคิดตนว่าใช้บัตรเดียวดีที่สุด ทำงานใหญ่ขนาดนี้ ตรรกะและหลักการไม่สำคัญเลยหรือ

ไทยแลนด์โอนลี่ข้างน้อยขี่คอข้างมาก

นายนพดลกล่าวว่า นอกจากนั้นที่กำหนดว่าการแก้รัฐธรรมนูญนั้น ต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากทุกพรรคการเมืองที่มี ส.ส.ในสภาตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป โดยต้องได้คะแนนอย่างน้อยร้อยละ 10 จากพรรคต่างๆ เป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้ เท่ากับถ้ามีพรรคการเมืองหนึ่งไม่เห็นด้วยเพียงหนึ่งคน การแก้รัฐธรรมนูญนี้ต้องตกไป ถ้าเป็นเงื่อนไขการแก้รัฐธรรมนูญแปลกประหลาดที่สุดในโลก และขัดแย้งกับหลักการประชาธิปไตย ทำให้เสียงข้างน้อยขี่คอเสียงข้างมาก กรธ.ควรสำนึกว่า การร่างรัฐธรรมนูญขณะนี้เกิดภายหลังการรัฐประหาร และปกติการเขียนกติกามาบังคับกับคน 65 ล้านคนนั้น ควรเป็นตัวแทนประชาชน รัฐธรรมนูญไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ควรแก้ได้ตามสถานการณ์บ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป แต่เงื่อนไขการแก้รัฐธรรมนูญที่ต้องได้คะแนนจากทุกพรรคขัดหลักการการปกครองโดยเสียงข้างมาก และเป็นเสมือนระเบิดเวลาในรัฐธรรมนูญ ที่ไม่มีประเทศพัฒนาใดในโลกทำกัน รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเป็นฉบับไทยแลนด์โอนลี่

ปั้นอำนาจที่สี่ค้ำหัวนิติบัญญัติ–บริหาร

นายคณิน บุญสุวรรณ สมาชิกพรรคเพื่อไทยและอดีต ส.ส.ร.กล่าวว่า หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้ ไม่ว่าจะโดยผ่านประชามติหรือโดยใช้ มาตรา 44 หักดิบเอา จะทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะวิกฤติทุกด้าน ไม่ว่าการเมือง เศรษฐกิจ สังคม หรือแม้แต่กองทัพ เพราะ 1.เบียดบังอำนาจอธิปไตยของปวงชน กำหนดให้นายกฯและ ส.ว.ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง ออกแบบให้องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นอำนาจที่สี่ มีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร และมีอคติต่อนักการเมือง ไม่ไว้วางใจประชาชน 2.อำนาจอันล้นฟ้าของศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจวินิจฉัยให้นายกฯและประธานรัฐสภาออกจากตำแหน่ง มีอำนาจยับยั้งมิให้นำร่าง พ.ร.บ. ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาแล้วขึ้นทูลเกล้าฯ มีอำนาจวินิจฉัย การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะ รัฐมนตรี หรือศาล มีอำนาจวินิจฉัยว่า การใดหรือการกระทำใดที่ไม่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นไปตามการปกครองระบอบประชาธิปไตย หรือไม่ เท่ากับให้อำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางรัฐสภา

โวยขั้วการเมืองเป็ดง่อยถูกตบหัวเล่น

นายคณินยังได้กล่าวด้วยว่า 3.โครงสร้างทางอำนาจที่ไร้สมดุลแบบเอียงกระเท่เร่ ทำให้ฝ่ายการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนตัวลีบเล็ก เปราะบาง มีสภาพไม่ผิดอะไรกับเป็ดง่อยหรือลูกไก่ในกำมือของระบบศาล องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ขณะที่ ส.ส.และพรรคการเมืองเปรียบเสมือนเป็นลูกไล่ของ กกต. และศาลรัฐธรรมนูญจะตบหัวหรือลูบหลังอะไรก็ได้ทั้งนั้น ดังนั้น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้านำไปประกาศใช้โดยไม่แก้ไขหลักการ 3 เรื่องที่กล่าวมานี้ ต้องมาดูว่าอันไหนจะล้มก่อนกัน ระหว่างรัฐธรรมนูญกับประเทศชาติและประชาชน

“อ๋อย” สับแม่น้ำ 5 สายฝังบึมวิกฤติชาติ

ด้านนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สิ่งที่ แม่น้ำ 5 สายดำเนินการกันอยู่ไม่ได้ทำให้ชาติพ้นวิกฤติ ซ้ำยังเป็นการวางกับดัก สร้างเงื่อนไขไปสู่วิกฤติที่ร้ายแรงที่สุดในอนาคต ทำประเทศเสียโอกาส ย่ำอยู่กับที่ รัฐบาลหลังเลือกตั้งบริหารงานไม่ได้ อยู่ได้ไม่นาน เมื่อยุบสภาฯ วงจรเก่าทั้งหมดจะกลับมา แตกต่างจากที่ผ่านมา แค่ไม่ต้องมีรัฐประหาร ฝ่ายที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอยู่ได้นาน จากปัจจัยหลายอย่าง อย่างแรกคือ การปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ ใช้อำนาจเด็ดขาด กดผู้เดือดร้อนหรือผู้เห็นต่างไม่ให้แสดงความคิดเห็น ทำให้มีผู้เดือดร้อนจำนวนมากในอาชีพ องค์กรต่างๆไม่สามารถแสดงออกได้ ปัญหาต่างๆไม่ได้การเปิดเผย ไม่ได้รับการแก้ไข เป็นลักษณะระเบิดเวลาในวันข้างหน้า หากไม่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาล คสช.มีโอกาสปะทุขึ้นได้ง่ายหลังการเลือกตั้ง

ฉะไม่ใส่ใจเริ่มต้นปรองดอง

นายจาตุรนต์กล่าวว่า อีกปัจจัยเห็นได้ว่า ช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันยังไม่ปรากฏว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลใส่ใจพยายามแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างที่อ้าง เพื่อเข้าสู่อำนาจ กระบวนการปรองดองยังไม่เริ่มต้นขึ้น ไม่มีการนำแนวทางปรองดองที่ศึกษากันมานำมารวบรวม ถ้าติดตามคำพูดของนายกฯ ทำให้เห็นว่า ไม่เข้าใจกระบวนการปรองดองเลย เข้าใจผิดว่าการปรองดองคือเรื่องนิรโทษกรรมเท่านั้น ใครพูดเรื่องปรองดองไม่รับฟัง หรือแม้จะพูดถึงการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมยังไม่พูดเลย นานเข้าจากสภาพที่อ้างว่าตัวเองเป็นคนกลางที่จะเข้ามาแก้ปัญหาความขัดแย้ง จะกลายเป็นคู่ขัดแย้งโดยไม่รู้ตัว

เฉ่งใช้ ม.44 แก้ทุจริตล้มเหลว

นายจาตุรนต์กล่าวว่า อีกเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ปีครึ่งที่ผ่านมาไม่ปรับปรุงระบบป้องกัน แต่กลับล้มเลิกระบบที่องค์กรอิสระเป็นผู้ดูแล ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน เปลี่ยนมาอยู่ใต้ฝ่ายบริหาร ใช้มาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 57 ทำให้เกิดปัญหามากกว่าเป็นประโยชน์ ทำระบบการป้องกันและปราบปรามเสียหายกว่าเดิม อย่างกรณีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพหรือบอร์ด (สสส.) ปลดกรรมการ สสส.เป็นตัวอย่างของความล้มเหลวเชิงระบบ ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้อง และไม่เป็นธรรม ส่งผลให้องค์กรที่มีคนจำนวนมาก ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเกิดเกียร์ว่าง เพราะกลัวว่าไม่รู้ว่าวันไหนจะถูกมาตรา 44 โดยไม่สามารถไปร้องขอความเป็นธรรมกับใครได้

บี้ทบทวนรับไม่ได้สุดโต่งล้าหลัง

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีร่างรัฐธรรมนูญห้ามไม่ให้นักการเมือง ส.ส.แปรญัตติงบประมาณไปใช้ในพื้นที่ หรือย้ายงบฯไปกระทรวงต่างๆว่า ถ้ารัฐบาลปกติสามารถแปรญัตติได้ เมื่อกรรมาธิการฯงบประมาณเห็นว่าโครงการที่เสนอไม่สมเหตุสมผล จึงโยกงบไปให้ประชาชนได้ประโยชน์ ถ้าโยกงบฯถือว่านักการเมืองทำผิดหรือ แล้วยังมีดาบรออยู่ศาลรัฐธรรมนูญจะคอยชี้ขาดว่า นักการเมืองทุจริต ต้องตัดสิทธิทางการเมือง นี่คือประเด็นใหม่ที่จะทำให้รัฐบาลจากการเลือกตั้งทำงานไม่ได้ อยากฝากให้ กรธ.ทบทวนด้วย ส่วนการเพิ่มอำนาจองค์กรอิสระ เช่น ป.ป.ช.รับเรื่องพิจารณาเองได้ ไม่ต้องตั้งอนุกรรมการ ทำให้ไม่มีการตรวจสอบ เป็นการติดดาบทั้ง 2 ด้านให้ ป.ป.ช. ที่ผ่านมาฝ่ายเราทำอะไรผิดหมด แต่เมื่ออีกพวกทำอะไรก็บอกว่าไม่โกง แบบนี้ประชาชนที่รักประชาธิปไตยรับไม่ได้ ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งชี้เป็นชี้ตายได้ แต่ไม่มีคณะกรรมการตุลาการตรวจสอบเหมือนศาลยุติธรรม เป็นการตัดสินทางการเมืองจากคนไม่กี่คน จึงเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ล้าหลัง สุดโต่ง ยิ่งกว่าฉบับใด หนักไปกว่านั้น ยังโทษคนอื่นว่าบิดเบือน ถ้าร่างแบบไม่เห็นหัวประชาชนเขาก็ไม่รับ

ปชป.ค้านเสนอชื่อนายกฯ 3 คน

ขณะที่นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข้อเสนอของคณะ กรธ. ที่ให้พรรคการเมืองเสนอชื่อบุคคลที่จะเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี 3 คน ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนวันปิดรับสมัครเลือกตั้งและ กกต.ต้องประกาศรายชื่อให้ประชาชนทราบด้วยว่า การเลือกบุคคลที่จะเป็นนายกฯคนเดียวเพียงพอแล้ว ไม่ต้องถึง 3 คน เพราะคนที่พรรคเลือก พรรคจะต้องรับผิดชอบ ที่มานายกฯในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ เขียนไว้ดีและชัดเจนกว่านี้ จึงขอฝากไปยัง กรธ.ว่าเรื่องที่มาของฝ่ายบริหารต้องชัดเจน อะไรที่จะเขียนให้ชัดเจนได้ต้องเขียน เพื่อป้องกันไม่ให้มีประเด็นขึ้นไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญได้อีก

“ราเมศ” ยุศาล รธน.ฟ้องหมิ่น “จตุพร”

นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกและคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวหาว่าออกมาเป็นโฆษกปกป้องศาลรัฐธรรมนูญว่า ไม่ได้เป็นโฆษกศาลรัฐธรรมนูญ แต่ที่ต้องออกมาปกป้อง เพราะจะไม่ยอมให้พรรคเพื่อไทยบิดเบือนข้อเท็จจริงฝ่ายเดียว กล่าวหา ศาลรัฐธรรมนูญว่าเป็นต้นเหตุของวิกฤติชาติ เพราะพวกคุณวิ่งเต้นไม่ได้ จึงมาทำลายล้าง จำได้หรือไม่กรณีวิ่งเต้นศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ จนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฟ้องคนของพรรคเพื่อไทยคดีหมิ่นประมาทต่อศาลอาญา ยังเก็บรายละเอียดของคำฟ้องไว้ทุกคำ ส่วนที่บอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ทำผิดกรณีต่างๆนั้น เรายืนยันว่าทำผิดก็ไม่ต้องยกเว้น ทุกอย่างว่ากันไปตามกระบวนการ ตนปกป้องอำนาจตุลาการ เพราะเชื่อว่าเป็นองค์กรเดียวที่เป็นหลักสำคัญ เป็นที่พึ่งของประชาชนได้ ถ้าพรรคการเมืองถึงขนาดไม่ยอมรับอำนาจตุลาการ ไม่เคารพกฎหมายบ้านเมือง ประชาชนอย่าไปเลือกพรรคการเมืองแบบนี้ เลือกมามีแต่จะสร้างปัญหาให้ประเทศไม่มีที่สิ้นสุด กรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.กล่าวหาศาลรัฐธรรมนูญว่าเป็นต้นเหตุวิกฤติของชาติ ถือได้ว่าดูหมิ่นศาล สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ควรเก็บข้อมูลเพื่อดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

“อกนิษฐ์” ขออย่าเข้าใจผิดเร่งนิรโทษฯ

อีกด้าน พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ สมาชิกสนช.ในฐานะผู้เสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาเสริมสร้างสังคมสันติสุข กล่าวถึงความคืบหน้าการตั้ง กมธ.ฯว่า เมื่อวันที่ 15 ม.ค. คณะ กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมือง สปท.ส่งรายชื่อเข้าร่วม กมธ.อีก 3 คน ทีมงานกำลังพิจารณาความเหมาะสมลงตัวเรื่องตัวบุคคลอยู่ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.มอบหมายให้ตนดูเเลแทนให้เรียบร้อย เพื่อเสนอญัตติเข้าที่ประชุมใหญ่ แต่หลังจากตนพูดเรื่องนี้มีหลายฝ่ายออกมาวิจารณ์อย่างเข้าใจผิดว่าจะตั้ง กมธ.เพื่อหารือประเด็นนิรโทษกรรมกับปรองดอง ขอย้ำว่าได้ก้าวข้ามเรื่องนี้ไปเเล้ว จะมาทำเรื่องการสร้างสังคมสันติสุข หาทางทำอย่างไรให้เเม้อยู่คนละขั้วสี แต่อยู่ร่วมในสังคมกันได้ โดยไม่ต้องออกมายิงกันฆ่าแกง เเบ่งฝักฝ่ายหรือเผาบ้านเผาเมือง

ฉุน “วันชัย” จุ้นไล่ส่งไปทำงาน สปท.

พล.อ.อกนิษฐ์ กล่าวอีกว่า การที่นายวันชัย สอนศิริ โฆษก กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมือง สปท.ออกมาบอกทำนองว่าให้ชะลอการตั้ง กมธ. เเท้งไปตอนนี้เป็นเรื่องดี เพราะผู้มีอำนาจยังไม่ผลักดัน และเป็นหน้าที่ กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมืองทำอยู่เเล้วนั้น นายวันชัยคงไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง เป็นเเค่โฆษกฯจะไปรู้เรื่องอะไร แค่คิดโจทย์ก็ผิดเเล้ว สปท.มีหน้าที่นำเรื่องเดิมที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เคยศึกษาไว้มาขับเคลื่อนสานต่อ เรื่องที่ตนทำกับเรื่องที่นายวันชัยพูดมันคนละเรื่อง หน้าที่ของนายวันชัย ต้องไปดูของเก่าของคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง ชุดที่มีนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์เป็นประธาน เขามีเเนวทางการเยียวยาเหยื่อ เเนวทางนิรโทษกรรม ปรองดองกันอย่างไรเเล้วนำไปสานต่อ “นายวันชัยทำไมต้องมายุ่ง นี่มันงานของ สนช. แล้วที่บอกเป็นหน้าที่ของ สปท.ทำเองก็ไม่ใช่ เข้าใจไว้ด้วย จะมาหาว่าทำซ้ำกับ กมธ.ปรองดองชุดก่อนๆที่ถูกเก็บพับใส่ลิ้นชักไปคงไม่ได้ เพราะคนละเรื่อง ยืนยัน กมธ.วิสามัญชุดนี้ไม่เเท้ง เเน่นอน”

หนุนใส่กลไกแก้ขัดแย้งใน รธน.

วันเดียวกัน ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพลและคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่องการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ระหว่างวันที่ 12-14 ม.ค.จากทั่วประเทศ 1,251 หน่วยตัวอย่าง พบว่าสาเหตุปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ร้อยละ 64.67 มาจากการทุจริตคอร์รัปชันของนักการเมือง ร้อยละ 44.36 มาจากการบังคับใช้กฎหมายหย่อนยานและเลือกปฏิบัติ และร้อยละ 37.73 มาจากนักการเมืองที่ทำผิดกฎหมาย แต่ไม่ยอมรับผิด ส่วนสาเหตุของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังไม่หมดไป พบว่า ร้อยละ 64.19 มาจากการแย่ง ชิงอำนาจกันแบบไม่มีใครยอมถอย ร้อยละ 36.45 มาจากความขัดแย้งทางด้านอุดมการณ์ทางการเมืองระหว่างกลุ่มต่างๆในสังคม ร้อยละ 28.54 มาจากการขัดแย้งส่วนตัวของผู้นำและกลุ่มการเมืองต่างๆในสังคม นอกจากนี้ร้อยละ 78.42 เห็นด้วยในการกำหนดกลไกแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเป็นการเฉพาะไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังร่างอยู่นี้ ร้อยละ 14.71 ไม่เห็นด้วย

พท.–ปชป.คะแนนนิยมตกฮวบ

กรุงเทพโพลล์ โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง คะแนน นิยมพรรคการเมืองไทย ในยุคห้ามทำกิจกรรมพรรคการเมือง กลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ 1,052 คน พบว่า คะแนนนิยมพรรคเพื่อไทยอยู่ที่ ร้อยละ 20.3 แซงพรรคประชาธิปัตย์ที่คะแนนนิยมร้อยละ 19.5 แม้ความนิยมทั้ง 2 พรรคจะลดลงเหมือนกัน (เปรียบเทียบกับ ก.ย.58) แต่พรรคประชาธิปัตย์มีสัดส่วนลดลงสูงถึงร้อยละ 10 พรรคเพื่อไทยลดลงร้อยละ 6.4 พรรครักประเทศไทยอยู่ที่ร้อยละ 1.3 พรรคชาติไทยพัฒนาร้อยละ 1.2 และพรรคภูมิใจไทยอยู่ที่ร้อยละ 0.6 เมื่อถามเฉพาะผู้ที่เลือกพรรคเพื่อไทยว่า หากมีการเปลี่ยนหัวหน้าพรรคอยากได้ใครมาเป็นหัวหน้าพรรคพบว่าร้อยละ 59.3 อยากได้คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ มาเป็นหัวหน้าพรรค นายวีรพงษ์ รามางกูร ร้อยละ 11.2 นายชัยเกษม นิติสิริ ร้อยละ 3.7 ขณะที่ฐานเสียงพรรคประชาธิปัตย์ร้อยละ 62.9 ยังคงอยากได้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรค ร้อยละ 18.2 อยากได้นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ร้อยละ 5.8

“วัฒนา” อัดแก้ยางเอื้อแต่นายทุน

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงกรอบแนวทางการแก้ไขปัญหายางพาราตามที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาว่า สงสารชาวสวนยางภาคใต้ เพราะเมื่อปี 57 เคยบอกว่าการผลักดัน ราคายางไปที่กิโลกรัมละ 80 บาท เป็นเรื่องกล้วยๆ ท้ายสุดประชาชนต้องเสียเงินงบประมาณแผ่นดินไป 6,000 ล้านบาทเพื่อแลกกับราคายางที่ไหลลงมาเป็น 4-5 กิโลร้อย ถือว่าคือการเสียค่าโง่รอบแรก การช่วยเหลือครั้งนี้เหมือนจะช่วยชาวสวนยางทั้งประเทศ แต่ที่จริงคือการช่วยชาวสวนยางภาคใต้ เพราะยางภาคอื่นๆ อยู่ในช่วงปิดกรีด ชาวสวนยางรายย่อยก็ยังคงไม่ได้รับประโยชน์ เพราะผู้ผลิตยางแผ่นมีเฉพาะนายทุน ผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ประโยชน์จากโครงการนี้ รัฐบาลไม่ได้มีมาตรการบังคับให้พ่อค้ารับซื้อน้ำยางจากชาวสวนยางในราคานำตลาดที่กำหนด ไม่มีกลไกไปรับซื้อถึงมือชาวสวนยางและไม่มีกลไกที่จะจ่ายเงินตรงถึงมือชาวสวนยางเหมือนโครงการรับจำนำ ท้ายสุดชาวสวนยางก็ต้องยอมขายน้ำยางให้กับพ่อค้าและถูกกดราคาเหมือนเดิม

แฉขาใหญ่–พ่อค้าล้วนได้ประโยชน์

นายวัฒนากล่าวว่า ช่วงที่ยางออกใหม่ๆ ที่พี่น้องชาวสวนยางได้รับความเดือดร้อนแต่ถูกรัฐบาลข่มขู่สารพัด ทำให้ไม่กล้าเคลื่อนไหว ต้องยอมขายน้ำยางในราคาถูกๆให้พ่อค้าเป็นผู้เก็บสต๊อก ชาวสวนยางที่แท้จริงไม่มีโอกาสทราบเลยว่ารัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือ ยกเว้นขาใหญ่ที่ยกหูโทร.หาบุคคลสำคัญของรัฐบาลได้ คนพวกนี้ภาษาตลาดหุ้นเรียกอินไซเดอร์ ชาวสวนยางภาคใต้จึงน่าเห็นใจที่สุด อุตส่าห์ยอมเชื่อแกนนำยกพลมาขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่เวลาเดือดร้อนไม่มีใครยอมช่วย แม้กระทั่งเชือกที่ผูกคอตายยังต้องซื้อเอง แถมยังเป็นเครื่องมือทำมาหากิน สร้างความร่ำรวยให้กับอินไซเดอร์บางคนอีก แบบนี้เค้าเรียกว่าเสียค่าโง่รอบสอง บริหารได้ดีแบบนี้อย่าใช้บริการของเนติบริกรนิรโทษกรรมหนีการตรวจสอบแล้วกัน

จับสัญญาณเทขายยางทำกำไร

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.กล่าวว่า น่าเป็นห่วงที่รัฐบาลบอกว่าแค่ประกาศจะรับซื้อ ทำให้ราคายางขยับขึ้นทันทีกว่า 2 บาท อยากให้ตรวจสอบสัญญาณนี้ให้ดีว่าราคาที่ขยับขึ้น เพราะนายทุนไปกว้านซื้อเก็บไว้รอปล่อยขายในราคารัฐบาลรับซื้อหรือไม่ และรัฐบาลต้องยุติการพยายามขายยางในสต๊อกเดิมเด็ดขาด ที่ราคาตกมากนั้นมาจากการพยายามติดต่อขายยางส่วนนี้ให้เอกชนสิงคโปร์และจีนในราคาต่ำกว่ามติ ครม.ทำให้ยางพาราไทยเป็นรองผู้อื่นมาตลอด

กทม.สำรวจพื้นที่ใช้ยางซ่อมถนน

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. พร้อมคณะผู้บริหาร กทม. ลงสำรวจพื้นที่เพื่อจะนำยางพารามาใช้ปรับพื้นผิวถนนภายในสวนรถไฟ หลัง กทม.มีนโยบายสนับสนุนจัดซื้อยางพารากว่า 2,000 ตัน ไปใช้ภารกิจหน่วยงาน กทม. โดย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์กล่าวว่า เบื้องต้น กทม.จะใช้ยางพาราเป็นส่วนผสมปรับปรุงพื้นผิวถนน ลู่จักรยาน ลู่วิ่งภายในสวนรถไฟ ปรับปรุงสนามกีฬา สนามเด็กเล่น 5 สนาม คาดใช้ยางพาราเป็นส่วนประกอบประมาณ 70 ตัน กทม.มีสนามกีฬาหลายแห่งที่ยังไม่ได้ซ่อมแซมจะใช้โอกาสนี้นำยางพารามาเป็นส่วนประกอบในการซ่อมแซม

แนะใช้ ม.44 ยับยั้งค่าโง่คลองด่าน

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่มีคำสั่งให้รัฐบาลจ่ายเงินแก่บริษัทที่ก่อสร้างคลองด่านเป็นเงินกว่า 9,600 ล้านบาท ว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.รีบเร่งจ่ายเงินที่ประชาชนพร้อมใจกันเรียกว่า ค่าโง่คลองด่าน ท่ามกลางเสียงคัดค้านของประชาชนในพื้นที่และอดีตกรรมการ ป.ป.ช.บางท่าน คนทั้งประเทศเห็นว่าเกิดจากการทุจริต ทำไมไม่ใช้มาตรา 44 ซึ่งมีอำนาจเหนือฝ่ายตุลาการยับยั้งหรือบรรเทาความเสียหาย ควรตอบคำถามสังคมให้หายคาใจก่อนจะจ่ายเงินภาษีอากรของประชาชน

รบ.ไม่ล้วงลูกหาบอร์ด สสส.ใหม่

อีกเรื่อง พล.อ.ชาตอุดม ติตถะสิริ ประธานคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.จะออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ตามมาตรา 44 ให้คณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) หรือบอร์ด สสส.เดิมที่เหลืออยู่ปฏิบัติงานได้ว่า นายกฯต้องการให้งาน สสส.เดินต่อไปได้ โดยต้องดำเนินการอย่างมีจริยธรรม ตรงตามวัตถุประสงค์ ส่วนที่เป็นปัญหากระทรวงสาธารณสุขกำลังแก้ไข เพื่อให้การใช้งบประมาณเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ส่วนตำแหน่งบอร์ด สสส.ที่ว่างอยู่ นายกฯให้มีกระบวนการคัดสรรตามขั้นตอนที่ถูกต้อง นายกฯได้พูดแล้วว่า คสช.และรัฐบาลจะไม่ล้วงลูก ระหว่างรอสรรหาบอร์ดใหม่ไม่จำเป็นต้องตั้งคนกลางเข้าไปดูแล กรรมการที่เหลืออยู่ทำหน้าที่ต่อไปได้

7 บอร์ดเก่าจะกลับมาไม่ได้ว่าอะไร

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในบัญชีสอบข้าราชการพัวพันการทุจริตลอต 3 เห็นได้ชัดว่ากลุ่มอื่นๆมีการตั้งคณะกรรมการสอบ แต่ สสส.ไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะไม่ได้มีการทุจริต เพียงแต่มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน นั่งในองค์กรที่ขอทุนกับองค์กรที่ให้ทุน เมื่อเอาออกจากตำแหน่งจึงไม่ทับซ้อนอีกต่อไป และไม่ทราบทั้งบอร์ด สสส.ที่ถูกปลดออก 7 คนจะได้กลับมาหรือไม่ เมื่อมีการสรรหาใหม่ ถ้าจะเอากลับมาก็ไม่ได้ว่าอะไร ถ้าจะกลับมาต้องยกเลิกคำสั่งมาตรา 44

ไล่จิกสอบภาษีคนรับเงิน สสส.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 18 ม.ค. นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคเพื่อไทย จะยื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมสรรพากร เรื่องขอให้ตรวจสอบติดตามเพื่อประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้จากผู้ที่รับเงินจาก สสส.และดำเนินคดีอาญากับบุคคลที่มีพฤติการณ์หลบเลี่ยงภาษี โดยหนังสือระบุว่าได้พบข้อมูลว่าบุคคลบางกลุ่มที่รับเงินอุดหนุนจาก สสส. มีพฤติการณ์จะหนีภาษี โดยการบิดเบือนรายได้จากการรับจ้างทำของ เป็นรายได้ในฐานะตัวแทนที่ได้รับจากตัวการ พยายามอ้างว่ามีการเบิกจ่ายตามงวดงาน เป็นเงินในลักษณะตัวแทนที่ได้รับมาจากตัวการ จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษี แต่หากพิจารณาจากงบการเงินของ สสส. จะเห็นว่าค่าใช้จ่ายอุดหนุนโครงการไม่ใช่เงินที่จ่ายในลักษณะตัวแทน

ซัดพฤติการณ์เอาเปรียบสังคม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หนังสือของนายเรืองไกรระบุว่า เว็บไซต์ของ สสส.เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับประกาศราคากลางการจัดซื้อจัดจ้างไว้อย่างเปิดเผย แสดงให้เห็นว่าผู้รับเงินอุดหนุนย่อมเป็นผู้มีเงินได้จาก สสส.มีหน้าที่เสียภาษี วัตถุประสงค์ของ สสส.เพื่อเสริมสร้างสุขภาพ แต่ผู้รับเงินอุดหนุนจาก สสส.มีพฤติการณ์เอาเปรียบสังคม ทำให้สังคมตั้งคำถามว่าทำไมโครงการ สสส.จึงปล่อยให้มีการหนีภาษี จึงขอให้กรมสรรพากรเข้าตรวจสอบเอกสาร ทางบัญชีที่เกี่ยวกับการจ่ายเงินอุดหนุนทั้งหมดของ สสส. เพื่อหาข้อเท็จจริงว่ามีการไม่เสียภาษีให้รัฐตั้งแต่เมื่อใด ทำให้รัฐสูญเสียรายได้จำนวนเท่าใดและจัดเก็บภาษีรวมเบี้ยปรับเพิ่มได้เท่าใดและมีบุคคลใดมีพฤติการณ์หนีภาษี หรือช่วยให้มีการหนีภาษีที่เข้าข่ายต้องดำเนินคดีอาญาหรือไม่ และขอให้ส่งผลการตรวจสอบไปยังสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) เพื่อประกอบการพิจารณาผลการทำงานของ สสส.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    61.3%
  • ไม่ชอบ
    31.0%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    1.9%
  • เสียใจ
    5.7%
  • ให้กำลังใจ
    0.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement