ไอเอสก่อการร้าย ชิงการนำ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

ไอเอสก่อการร้าย ชิงการนำ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ม.ค. 2559 06:02
3,205 ครั้ง


(ภาพจาก : AP)

ที่อินโดฯตายเพิ่มอีก1 นานาชาติรุมประณาม

ชาติตะวันตกรุมประณามกลุ่มติดอาวุธก่อเหตุสะเทือนขวัญ ทั้งกราดยิง และจับตัวประกันในโรงแรมหรูกลางเมืองหลวงบูร์กินาฟาโซ ทำให้ชาวต่างชาติ 29 ราย จาก 18 ประเทศ เสียชีวิต ส่อเค้ากลุ่มก่อการร้ายทั่วโลกยิ่งยกระดับการก่อเหตุรุนแรงขึ้น ส่วนรัฐบาลอินโดนีเซียแถลงว่าเหยื่อที่ถูกยิงในเหตุการณ์วินาศกรรมกรุงจาการ์ตา ตายเพิ่มอีก 1 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศติดตามรายงานสถานการณ์การก่อการร้ายทั่วโลก เมื่อวันที่ 17 ม.ค. หลังกลุ่มติดอาวุธอัลเคดาในอิสลามมัฆริบ (AQIM) และกลุ่มติดอาวุธอัลมูราบิทูน ร่วมก่อเหตุบุกกราดยิงและจับตัวประกันนับร้อยรายในโรงแรมสเปลนดิด ที่พักระดับห้าดาวกลางกรุงวากาดูกู เมืองหลวงของประเทศบูร์กินาฟาโซ อดีตอาณานิคมฝรั่งเศสในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก ช่วงค่ำวันที่ 15 ม.ค. และก่อเหตุยิงปะทะนานกว่า 12 ชม. เพื่อตอบโต้ทหารและตำรวจของรัฐบาลบูร์กินาฟาโซ จนเวลาล่วงเข้าสู่เช้าวันที่ 16 ม.ค. เจ้าหน้าที่จึงยึดโรงแรมคืนจากกลุ่มก่อเหตุ รวมถึงช่วยเหลือตัวประกัน 176 รายได้อย่างปลอดภัย แต่พบศพผู้เสียชีวิตในโรงแรม 29 ราย ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ จาก 18 ประเทศ และในจำนวนนี้ยังรวมถึงผู้ก่อเหตุที่ถูกยิงเสียชีวิต 4 ราย โดย 2 รายเป็นผู้หญิง

นายโรช มาร์ก คริสเตียน ประธานาธิบดีบูร์กินาฟาโซ ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งผู้นำอย่างเป็นทางการเมื่อเดือน ธ.ค.2558 ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ ในเหตุการณ์ที่โรงแรมสเปลนดิด พร้อมระบุว่าชาวบูร์กินาฟาโซรู้สึกสะเทือนใจและตกตะลึงกับการก่อเหตุป่าเถื่อนที่สุด ซึ่งเคยเกิดขึ้นในประเทศ ขณะที่นายซิมอน คัมเปาเร รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยแห่งบูร์กินาฟาโซ แถลงเพิ่มเติมว่า ศพผู้เสียชีวิต ซึ่งพบในโรงแรมสเปลนดิด เป็นชาวแคนาดา 6 ราย ชาวฝรั่งเศส 2 ราย ชาวสวิส 2 ราย และชาวอเมริกัน 1 ราย ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่องค์กรช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ขณะที่ผู้เสียชีวิตรายอื่นยังอยู่ระหว่างตรวจสอบเอกลักษณ์ และมีรายงานด้วยว่ากลุ่มติดอาวุธอันซาร์ ดีน ซึ่งมีฐานที่มั่นในภูมิภาคบาราบูเล ทางเหนือของบูร์กินาฟาโซ ติดกับประเทศไนเจอร์และมาลี ลักพาตัวชาวออสเตรเลีย 2 รายไปจากที่พัก และยังไม่ทราบชะตากรรมเหยื่อทั้งสองราย

ด้านหน่วยเฝ้าระวังข้อมูลก่อการร้ายในโลกออนไลน์ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา (SITE) เผยว่ากลุ่มอัลเคดาในอิสลามมัฆริบ หรือเอคิวไอเอ็ม ออกแถลงการณ์ว่า การก่อเหตุโจมตีโรงแรมสเปลนดิดในบูร์กินาฟาโซเป็นการแก้แค้นรัฐบาลฝรั่งเศส รวมถึงกลุ่มประเทศตะวันตกที่เป็นปรปักษ์กับเครือข่ายก่อการร้ายอัลเคดา ขณะที่กลุ่มอัลมูราบิทูน ซึ่งร่วมก่อเหตุกับเอคิวไอเอ็มในครั้งนี้ด้วย เป็นกลุ่มเดียวกับที่เคยก่อเหตุโจมตีโรงแรมหรูในกรุงบามาโก เมืองหลวงของประเทศมาลี เมื่อเดือน พ.ย.2558 ทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 20 ราย และสหรัฐฯ จะต้องเป็นแกนนำต่อสู้กับการก่อเหตุของกลุ่มก่อการร้ายทั่วโลกต่อไป

ขณะเดียวกัน นายจัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา ออกแถลงการณ์ประณามอย่างรุนแรงต่อกลุ่มก่อเหตุในกรุงวากาดูกู พร้อมระบุว่า รัฐบาลแคนาดาจะให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลบูร์กินาฟาโซในการสอบสวนคดีดังกล่าวเพื่อนำตัวผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อเหตุทั้งหมดมาลงโทษตามกฎหมาย ส่วนนายฟรองซัวส์ โอล็องด์ ประธานาธิบดีฝรั่งเศส พร้อมด้วยกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) และรัฐบาลอังกฤษ ต่างออกแถลงการณ์ในเวลาไล่เลี่ยกันประณามกลุ่มก่อเหตุที่บูร์กินาฟาโซ และนายจอห์น เคอร์บี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา แสดงความเสียใจต่อครอบครัวชาวอเมริกัน 1 ราย ที่เสียชีวิตในครั้งนี้ พร้อมระบุว่าผู้เสียชีวิต คือนายไมเคิล เจมส์ ริดเดอริง เจ้าหน้าที่องค์กรระหว่างประเทศ แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นองค์กรใด

นอกจากนี้ สำนักข่าวต่างประเทศยังรายงานความคืบหน้าการสอบสวนคดีกลุ่มติดอาวุธกราดยิงและวางระเบิดโจมตีร้านสตาร์บัคส์และป้อมตำรวจในกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงอินโดนีเซีย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 7 ราย รวมผู้ก่อเหตุ 4 ราย เมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา โดย พล.ต.อ.บัดรอดิน เฮติ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอินโดนีเซีย เปิดเผยรายชื่อผู้ก่อเหตุ ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว นอกเหนือจากนายอาฟิฟ หรือ “ซูนาคิน” ซึ่งได้รับการระบุตัวเป็นรายแรกเมื่อวันที่ 15 ม.ค. โดยผู้ก่อเหตุอีก 3 ราย ได้แก่ นายมูฮัมหมัด อาลี นายอาหมัด มูฮาซัน ซารอน และนายเดียนโจนี คูร์นิอาดี ซึ่งมีอายุระหว่าง 25-43 ปี โดยทั้งหมดเป็นสมาชิกกลุ่มติดอาวุธคาติบะห์ นูซันตารา ซึ่งแยกตัวออกจากกลุ่มเจมาห์อิสลามิยาห์ (เจไอ) และเป็นแนวร่วมของกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) ในอิรักและซีเรีย ที่ยกระดับการก่อเหตุโจมตีในพื้นที่มหานครต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงเหตุวินาศกรรมในกรุงปารีสเมื่อวันที่ 13 พ.ย.2558

พล.ต.อ.บัดรอดิน เฮติ ผบ.ตร.อินโดนีเซีย เผยเพิ่มเติมด้วยว่า ประชาชนที่เสียชีวิตในวันเกิดเหตุ 3 ราย ได้แก่ นายอาเมอร์ ควาลี ทาฮาร์ ชาวแคนาดา และนายริโค เฮอร์มาวัน และนายซูกิโต ชาวอินโดนีเซีย ขณะที่นายราอิส คาร์นา พนักงานธนาคาร ซึ่งบาดเจ็บสาหัสเพราะถูกยิงที่ศีรษะในเหตุการณ์เดียวกัน ได้เสียชีวิตแล้วที่โรงพยาบาลในกรุงจาการ์ตา เมื่อช่วงเช้าวันที่ 17 ม.ค. ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุก่อการร้ายนี้เพิ่มเป็น 8 ราย

ขณะเดียวกัน นายรัคยัน อาดิบราตา ผู้เชี่ยวชาญด้านก่อการร้ายและที่ปรึกษาของคณะรัฐบาลอินโดนีเซีย ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวรอยเตอร์ว่ากลุ่มติดอาวุธชาวมุสลิมซึ่งเคลื่อนไหวในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ พยายามยกระดับการก่อเหตุเพื่อสร้างผลงานพิสูจน์ตัวเองเพื่อชิงตำแหน่งผู้นำเครือข่ายไอเอสในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยกลุ่มติดอาวุธในอินโดนีเซียที่เคลื่อนไหวเชื่อมโยงกับกลุ่มไอเอสในตะวันออกกลางได้รับอิทธิพลมาจากนายอามาน อับดุลเราะห์มาน นักการศาสนาอิสลาม ผู้นำกลุ่มญามาอะห์ อันชารุท ดาอุเลาะห์ ซึ่งยังคงถูกคุมขังในเรือนจำอินโดนีเซีย แต่มีเครือข่ายที่นับถือนายอามานกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศราว 200 คน

อย่างไรก็ตาม รอยเตอร์รายงานโดยอ้างอิงผู้เชี่ยวชาญด้านก่อการร้ายที่ไม่ขอเปิดเผยชื่อในมาเลเซีย ประเมินว่าการรวมตัวกันของกลุ่มติดอาวุธชาวมุสลิมเครือข่ายไอเอสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คงไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยง่าย เพราะแต่ละกลุ่มต้องหาตัวแทนมารับตำแหน่งผู้นำไอเอสในระดับภูมิภาคโดยต้องได้รับความเห็นชอบจากแนวร่วมไอเอสทุกกลุ่ม แต่กลุ่มต่างๆ มีอุดมการณ์และเป้าหมายในการก่อเหตุแตกต่างกัน ทำให้ตกลงกันได้ยาก

ส่วนในไทย บ่ายวันเดียวกัน พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม.พร้อมคณะเดินทางไปตรวจการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ตม.ที่ด่าน ตม.สะเดา จ.สงขลา ร่วมกับ ตม.ประเทศมาเลเซีย ก่อนเปิดเผยว่า เป็นการตรวจอาคารด่านใหม่ที่นายกรัฐมนตรี มาเปิดเมื่อปลายเดือน ธ.ค.58 เป็นอาคารปรับอากาศ คล้ายสนามบิน มีการติดตั้งอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้การตรวจรัดกุมและรอบคอบกว่าแต่ก่อน เทียบเคียงกับระบบตรวจสอบในสนามบินนานาชาติ ซึ่งพื้นที่ด่าน ตม.สะเดา เป็นเขตติดต่อประเทศมาเลเซีย มีชาวอินโดนีเซียจำนวนมากเดินทางเข้าไทยจากประเทศมาเลเซีย จึงกำชับให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มตรวจสอบบุคคลต้องสงสัยและชาวต่างชาติที่เป็นกลุ่มเสี่ยงต้องเฝ้าระวัง ทั้งนี้ มั่นใจในระบบการตรวจสอบที่นำเครื่องมือทันสมัยเข้ามาตรวจสอบบุคคลเข้า-ออกประเทศ

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    15.9%
  • ไม่ชอบ
    20.6%
  • สนุก
    12.7%
  • ประหลาดใจ
    11.1%
  • เสียใจ
    19.0%
  • ให้กำลังใจ
    20.6%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement