ลดขั้นตอนให้ปปช. สอบฟันทุจริต ไม่รอ-คนร้อง - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

ลดขั้นตอนให้ปปช. สอบฟันทุจริต ไม่รอ-คนร้อง

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ม.ค. 2559 06:10
2,105 ครั้ง


ชงให้3องค์กร มีสิทธิ์ท้วงรบ.

“มีชัย” คุมเกม กรธ. ปรับลดขั้นตอนยุ่งยากให้ ป.ป.ช.ฟันคดีทุจริตรวดเร็วขึ้น ไม่ต้องรอคนร้อง ผุดโมเดลใหม่ให้ 3 องค์กร ป.ป.ช.-สตง.-กกต.มีสิทธิ์ท้วงติงนโยบายที่จะสร้างความเสียหายต่องบประมาณ ถ้ารัฐบาลไม่ฟังต้องแบกรับความเสี่ยงเอง “วิษณุ” มึน ป.ป.ช.-ศาลปกครองไปคนละทาง “อภิสิทธิ์” ยันนายกฯต้องมาจาก ส.ส. “อ๋อย” อัดซ่อนปมถวายพานพวกไม่ลงสนามเสวยอำนาจ “บิ๊กตู่” รับตบะแตกง่ายมีคนชอบมายั่วต่อมโมโห เครียดราคายางโลกกู่ไม่กลับ “มาร์ค” จี้ประกาศใช้ยางให้ชัด “ปึ้ง” กระทุ้งผู้นำ ต้องรับผิดชอบเช่นเดียวกับจำนำข้าว “บิ๊กตู่” ปัดไม่คืนเก้าอี้ 7 บอร์ด สสส. แต่ให้สิทธิ์คัมแบ็กผ่านช่องทางคัดสรรใหม่ “หมอวิชัย” ชี้ท่าทีนายกฯเป็นจุดตั้งต้นที่ดี

การประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นอกสถานที่มีความคืบหน้าต่อเนื่อง ล่าสุดพิจารณาถึงหมวดว่าด้วยองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และศาล ซึ่ง กรธ.ได้ปรับลดขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อนในการพิจารณาเรื่องเกี่ยวกับการทุจริตให้ทุกองค์กรยกเว้นศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งเรื่องขึ้นตรวจสอบได้เลยโดยไม่ต้องรอผู้ร้อง

“มีชัย” ปรับลัดขั้นตอนทำงาน ป.ป.ช.

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 16 ม.ค. ที่โรงแรมเลควิว รีสอร์ท แอนด์ กอล์ฟคลับ ชะอำ จ.เพชรบุรี มีการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นอกสถานที่ เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญรายมาตราเป็นวันที่ 6 โดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ให้สัมภาษณ์ก่อนเป็นประธานการประชุม ถึงประเด็นการไม่กำหนดให้มีอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือ ป.ป.ช.จังหวัดในร่างรัฐธรรมนูญใหม่ว่า เดิม กรธ.คิดจะเขียนให้ ป.ป.ช.มีอำนาจตั้งอนุกรรมการเพื่อช่วยตรวจสอบ แต่กังวลว่าจะเป็นบทที่ตายตัว และสร้างอำนาจให้อนุกรรมการเต็มที่จะเกิดปัญหาได้ หากมีความจำเป็นตอนออกกฎหมายลูกจะปรึกษากับ ป.ป.ช.อีกครั้งว่าจะทำงานอย่างไร ในกระบวนการทำงานของ ป.ป.ช. พยายามเขียนให้ทำงานได้โดยไม่ต้องมีกระบวนการหรือขั้นตอนให้ยุ่งยากซับซ้อน ต้องทำให้คดีต่างๆ เดินไปได้รวดเร็ว ไม่ควรนานเกินไป

ให้ทำงานเชิงรุกไม่ต้องรอคนร้อง

นายมีชัยกล่าวอีกว่า แต่ในกลไกทำงานของ ป.ป.ช.เปิดช่องให้ทำได้สะดวกมากขึ้น เรื่องเล็กๆ น้อยๆให้โยนไปยังหน่วยงานเจ้าของเรื่องทำเอง ส่วน ป.ป.ช.คอยตรวจสอบควบคุม ทำให้ลดภาระงานลงไปทำเรื่องสำคัญๆได้ กรธ.ได้ปรับบทบาทองค์กรอิสระให้ทำงานเชิงรุก ต่างจากแต่ก่อนต้องรอให้มีผู้ร้องเรียนถึงจะทำ แต่เขียนใหม่เป็นไม่ว่าด้วยการร้องเรียน หรือการรู้เอง เช่น พบข่าวในหนังสือ- พิมพ์สามารถลงมือได้เลยทุกองค์กร โดยเฉพาะองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบไม่ต้องรอคนร้อง กรธ.พยายามตัดคำว่าเมื่อมีผู้ร้องเรียนกล่าวหาออก เพื่อลดข้อโต้แย้งที่เคยเกิดขึ้นว่า ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหาย แต่ประเด็นดังกล่าวไม่เกี่ยวกับการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะในร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีเมื่อมีผู้ร้องเท่านั้น

ยกภาคประชาชนตรวจสอบถ่วงดุล

นายมีชัยกล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นการกำกับจริยธรรมผู้ทำหน้าที่องค์กรอิสระต้องถูกตรวจสอบซึ่งกันและกันด้วย ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้องค์กรอิสระร่วมกันจัดทำประมวลจริยธรรม เพื่อใช้ปฏิบัติให้ครอบคลุมใช้บังคับกับ ส.ส. ส.ว. และ ครม. ส่วนหน่วยงานใดจะทำหน้าที่ตรวจสอบหรือ กำกับจริยธรรม ในหน่วยงานจะมีคณะกรรมการว่าด้วยจริยธรรมกำกับอยู่แล้ว ส่วนข้อห่วงใยว่าจะไม่เกิดการถ่วงดุลระหว่างหน่วยงานนั้น เชื่อว่ามีกลไกภาคประชาชนตรวจสอบอยู่ด้วย อย่างไรก็ตาม ในร่างรัฐธรรมนูญกำหนดคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ต้องไม่มีพฤติกรรมที่ละเมิดจริยธรรมร้ายแรง เมื่อผู้ใดพบเห็นสามารถยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ เป็นอำนาจปกติของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การเพิ่มอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด

ให้ 3 องค์กรมีสิทธิ์ท้วงติงนโยบายรัฐ

นายมีชัยกล่าวด้วยว่า ยังมีประเด็นใหม่และคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์คือ กรณีที่รัฐบาลเตรียมดำเนินการสิ่งใด และส่อว่าจะเกิดความเสียหาย ทั้งในระดับนโยบาย หรือได้ลงมือกระทำไปแล้ว ให้องค์กรอิสระ ได้แก่ ป.ป.ช. สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาร่วมกันว่าเรื่องที่รัฐบาลเตรียมดำเนินการนั้นจะสร้างความเสียหายแก่ประเทศ
ระยะยาวใช่หรือไม่ หากพบประเด็นความเสียหายให้นำมติของทั้ง 3 องค์กรที่มีร่วมกัน แจ้งให้ ครม. และสภาผู้แทนราษฎรทราบ โดยไม่ถือว่าเป็นคำสั่งให้รัฐบาลต้องดำเนินการตามข้อตักเตือนนั้น และไม่มีผลผูกพันให้รัฐบาลต้องดำเนินการตามข้อตักเตือนดังกล่าว มีหน้าที่แค่บอกว่าทำท่าจะเสียหายกับประเทศแล้ว หากเขาเห็นแล้วต้องไปปรับปรุงแก้ไขโดยตัวเขาเอง หรือจะหยุดก็แล้วแต่เขา แต่หากไม่หยุด ไม่ทำอะไรและเดินหน้าต่อไป วันหลังหากเกิดความเสียหายจะปฏิเสธว่าไม่รู้ไม่ได้ เพราะทั้ง 3 องค์กรมีมติแจ้งเตือนไปแล้ว ถือเป็นมาตรการใหม่ที่จะระงับยับยั้ง หรือช่วยเตือนสติกัน ไม่ใช่ระรานการทำงานของรัฐบาล

ตีกรอบแก้ไข รธน.ทำได้แต่ยาก

ต่อมาเวลา 16.00 น. นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. กล่าวถึงประเด็นผู้ที่มีอำนาจเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ได้แก่ 1. ครม. 2. ส.ส.เข้าชื่อจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวน ส.ส.ทั้งหมดเท่าที่อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร 3. ส.ส.และ ส.ว.เข้าชื่อจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา และ 4. ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 5 หมื่นคนตามกฎหมาย การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะกระทำในรัฐสภาแบ่งเป็น 3 วาระ โดยในขั้นวาระที่ 2 ต้องจัดให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแสดงความคิดเห็น และการออกเสียงเห็นชอบในรายมาตราตัดสินด้วยเสียงข้างมาก ต้องมีเสียง ส.ส.ทุกพรรคการเมืองที่มีจำนวนสมาชิกเกิน 10 คน อย่างน้อยร้อยละ 10 ถ้าเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับหมวด 1 เรื่องทั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์ หมวด 13 หน้าที่ขององค์กรอิสระหรือเกี่ยวด้วยคุณลักษณะต้องห้ามของ ส.ส. ส.ว. องค์กรอิสระ ต้องไปทำประชามติก่อน ส่วนหมวดอื่นสามารถแก้ไขได้ตามปกติ และจะมีบทบัญญัติรับรองไว้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข จะกระทำมิได้

ติดดาบศาล รธน.ชี้ขาดผ่าวิกฤติ

นายมีชัยกล่าวว่า กรธ.ยังกำหนดให้ศาลรัฐ-ธรรมนูญ ประกอบด้วยตุลาการจำนวน 9 คน วาระ 9 ปีดังเดิม ทำหน้าที่วินิจฉัยความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เมื่อมีเหตุวิกฤติ ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้ตัดสิน ประการแรก ให้ดำเนินการตัดสินไปตามกฎหมาย ประการที่สอง ถ้าตัวบทกฎหมายไม่ชัดเจนให้ตัดสินไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แต่หากกฎหมายไม่ชัดเจนและหาเจตนารมณ์ไม่ได้ ก็ให้ไปตัดสินตามประเพณีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เท่ากับว่ามาตรา 7 ยังคงอยู่แต่ย้ายไปอยู่ในหมวดหมู่ที่เหมาะสมควรอยู่แล้วนั่นเอง สิ่งเราเขียนค่อนข้างละเอียด เขียนครอบคลุมไว้เป็นส่วนใหญ่

รับต้องเขียนนิรโทษฯคณะปฏิวัติ

นายอุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. กล่าวว่า กรธ.ได้พิจารณาเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 13 หมวดแล้วเสร็จ วันที่ 17 ม.ค. นายมีชัยจะให้ กรธ.แต่ละคนมาพูดคุยสรุปกันอีกครั้งว่า ยังติดใจเนื้อหาอยากให้ปรับหรือแก้ในส่วนไหนบ้าง โดยเนื้อหาในบทเฉพาะกาลยังไม่มีการพูดคุย คงนำไปหารือกันที่กรุงเทพฯ เมื่อถามว่า จะเขียนนิรโทษกรรมให้คณะรัฐประหารด้วยหรือไม่ นายอุดมนิ่งไปพักหนึ่งก่อนกล่าวว่า ก็คงต้องมี แต่ยังไม่รู้ว่าต้องเขียนอย่างไร ตอนนี้ยังไม่ได้เขียนอะไรลงไป แต่มีบางคนบอกอาจเหมือนรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 309 โดยหลักการก็ควรมี ไม่อย่างนั้นวุ่นวาย เพราะสังคมเรายังมีคนเห็นต่าง หากไม่ทำเดี๋ยวก็ไม่ปรองดอง กรอบการเขียนบทเฉพาะกาลควรประกอบไปด้วย 3 ส่วน 1. สิ่งที่ต้องทำให้สำเร็จก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง 2. การเปลี่ยนผ่านขององค์กรอิสระที่ใช้อำนาจก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญ จะยังมีผลบังคับใช้แล้วว่าควรให้องค์กรเหล่านั้นดำรงอยู่ต่อไปยังไงหรือไม่ 3. การเขียนอธิบายในส่วนที่ได้นิรโทษกรรมต่อคณะรัฐประหาร

กรธ.เข้าหมวดศาลเน้นเป็นอิสระ

ต่อมานายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษก กรธ. แถลงว่า ผลการพิจารณาในหมวด 10 ศาล ส่วนที่ 1 บททั่วไปมีสาระสำคัญคือ กำหนดหลักการเพื่อให้การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีซึ่งเป็นอำนาจของศาล ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยผู้พิพากษาหรือตุลาการต้องมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เหตุผลที่ กรธ.กำหนดให้ 3 องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หารือร่วมกันกรณีรัฐบาลดำเนินนโยบายที่อาจสร้างความเสียหายต่อประเทศ และแจ้งเตือนให้นายกฯ ครม. และรัฐสภารับทราบเพื่อดำเนินการนั้น เนื่องจากกรธ.กำหนดให้รัฐบาลต้องใช้จ่ายเงินงบประมาณของแผ่นดินอย่างระมัดระวัง ตามวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ฉะนั้น หาก สตง.ตรวจสอบพบว่า การใช้จ่ายผิดระเบียบ สตง.ต้องดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ แต่หากตรวจสอบพบว่าส่อทุจริต จะเป็นการส่งมอบให้เกิดการหารือร่วมกัน ไม่ได้หมายความว่า หน่วยงานใดจะหยิบยกเรื่องขึ้นมาพิจารณา หรือตักเตือนโดยลำพังได้

ตัดบทประเด็นพุทธศาสนาจบแล้ว

นายอมรกล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่องค์กรพิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งชาติ (อพช.) เรียกร้องให้ กรธ. ขอโทษ หลังไม่บัญญัติให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาตินั้น เป็นการเข้าใจคลาดเคลื่อนของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเท่านั้น เพราะ กรธ.ไม่มีเหตุผลหรือเจตนาเช่นนั้น ส่วนข้อเรียกร้องให้ กรธ.บัญญัติประเด็นที่เกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธทั้งหมดไว้ในหมวด 1 ว่าด้วยบททั่วไปนั้น กรธ.ขอย้ำว่า การกำหนดประเด็นพระพุทธศาสนาไว้ในหมวดหน้าที่ของรัฐถือว่าเหมาะสม และเป็นประโยชน์ต่อการธำรงพิทักษ์พระพุทธศาสนาแล้ว

กกต.พร้อมปฏิบัติตามกติกาใหม่

ขณะที่นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. กล่าวว่า กรณี กรธ.จะกำหนดให้มี กกต.จำนวน 7 คน และให้มีอำนาจระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งผู้สมัครที่มีพฤติการณ์ทำผิดกฎหมายเลือกตั้งนั้น ไม่ขอแสดงความคิดเห็น เพราะเชื่อว่า ทุกสิ่งที่ กรธ.ออกแบบมา คิดด้วยความรอบคอบอย่างดีแล้ว ตามที่เคยบอกเสมอคือ ไม่ว่ารัฐธรรมนูญจะเขียนอำนาจ กกต.ไว้อย่างไร กกต.พร้อมปฏิบัติตามกฎหมาย และ กกต.ได้เตรียมความพร้อมด้านต่างๆ ทั้งกฎหมายระเบียบที่เกี่ยวข้องไว้รองรับ รวมทั้งการจัดทำประชามติ กกต.จัดเตรียมโรดแม็ปไว้เรียบร้อยแล้ว

สปท.ตั้งวงเสวนายุทธศาสตร์ชาติ

ช่วงเช้าที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จัดสัมมนา “ประเทศมั่นคง ประชาชนมั่งคั่งอย่างยั่งยืน ด้วยยุทธศาสตร์ชาติ” มีนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. เป็นประธานกล่าวเปิดเสวนา ว่า ยุทธศาสตร์ชาติสำคัญมากในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ต้องวางโครงสร้างระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว เป็นเข็มทิศให้รัฐบาลชุดต่อไป แต่เราไม่ควรคิดเพียงซ่อมประเทศ แต่ต้องขึ้นเป็นประเทศชั้นนำให้ได้ สปท.จะทำหน้าที่เปลี่ยน “มายเซตคนไทย” ให้เรามีความภาคภูมิใจในชาติ จะไปจุดนั้นได้ต้องอาศัยยุทธศาสตร์ชาติ เป็นการออกแบบและขับเคลื่อนจากแม่น้ำ 5 สาย เมื่อรัฐธรรมนูญผ่านประชามติมีเลือกตั้ง ท้ายสุดเราจะเห็นข่าวดีคือ ยุทธศาสตร์ชาติบัญญัติในรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก

ชง 4 แผนเพื่อการพัฒนายั่งยืน

พ.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธาน กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน กล่าวว่า ในอดีต การพัฒนาประเทศขาดความต่อเนื่อง เพราะลักษณะการเมืองมุ่งหวังแต่ผลประโยชน์ระยะสั้นมากกว่าระยะยาว การทำแผนยุทธศาสตร์ชาตินี้จะเป็นกรอบพัฒนาประเทศในอีก 20 ปีข้างหน้าอย่างยั่งยืน ซึ่ง กมธ.เสนอแผนการปฏิรูปไว้ 4 ด้าน คือ 1.ให้ยุทธศาสตร์ชาติได้รับการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2.ให้ยุทธศาสตร์ชาติมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายก่อนมีรัฐบาลต่อไป 3.สนับสนุนความมุ่งมั่นของรัฐ ที่มีเจตจำนงให้มียุทธศาสตร์ชาติ 4.การเผยแพร่ทำความเข้าใจและสร้างปณิธานร่วมในการขับเคลื่อนประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ

มึน ป.ป.ช.-ศาลปกครองไปคนละทาง

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีสำนักงาน ป.ป.ช.จะเสนอเรื่องให้ ครม. พิจารณาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาตรา 5 หลังเห็นแย้งกับคำวินิจฉัยศาลปกครองสูงสุดในคดีหมายเลขดำที่ อ.505/2553 คดีหมายเลขแดงที่ อ.1037/2558 ที่วินิจฉัยว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลความผิดทางวินัยผู้ฟ้องคดี เฉพาะความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ไม่สามารถชี้มูลความผิดทางวินัยในความผิดฐานอื่นได้ว่า ยังไม่ได้รับหนังสือ ป.ป.ช. แต่สงสัยว่าทำไม ป.ป.ช.ไม่ส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญเอง หรือ ป.ป.ช.อาจทำไม่ได้ เมื่อหนังสือมาถึงคงต้องเชิญมาคุย เมื่อถามว่า เพราะถือกฎหมายคนละฉบับหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ถือกฎหมายฉบับเดียวกัน เพียงแต่แปลคนละอย่าง เลยต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

“อภิสิทธิ์” ยันนายกฯต้องมาจาก ส.ส.

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี กรธ. กำหนดให้พรรคการเมืองเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี 3 รายชื่อต่อ กกต. ก่อนวันปิดรับสมัครเลือกตั้งว่า มองว่าเป็นความพยายามแก้ปัญหาแต่จะไปพันกันเอง ที่มาของเรื่องนี้เกิดจากการเปิดโอกาสให้คนนอกเป็นนายกรัฐมนตรี และเริ่มกังวลว่า หากเปิดให้คนนอกเป็นนายกฯได้ จะมีใครมาจากไหน อย่างไร อยากให้ย้อนกลับไปที่หลักพื้นฐานว่า นายกฯควรมาจาก ส.ส. ยกเว้นในกรณีที่วิกฤติ ซึ่งควรเปิดช่องไว้ได้ ไม่ใช่เปิดเป็นการทั่วไป

ยกโมเดลชุด “บวรศักดิ์” ตอบโจทย์กว่า

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า หากบอกว่าภาวะวิกฤติต้องการนายกฯมาแก้ปัญหา ตนยังมองว่า การไปให้พรรคการเมืองเสนอนายกฯจะเป็นข้อจำกัดอีก ฉะนั้น ความจริงน่าจะพยายามตอบโจทย์ทีละข้อ คือ 1.เราต้องยืนยันหลักการนายกฯมาจากการเลือกตั้ง 2.หากคิดว่ามีความจำเป็นต้องเปิดช่องไว้ในยามวิกฤติ ก็นิยามให้ชัดว่ากระบวนการจะมาอย่างไร โดยแนวทางที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดก่อนเคยทำคือ ต้องมีมติพิเศษ ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางที่อธิบายได้ง่ายกว่า

“อ๋อย” อัดซ่อนปมล้มรัฐบาลได้ง่าย

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เท่าที่ดูเนื้อหาการร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ. มุ่งเน้นจำกัดบทบาทรัฐบาล ทั้งเรื่องนโยบาย การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และงบประมาณ นำไปสู่เงื่อนไขรัฐบาลถูกล้มได้ง่าย โดยเฉพาะระบบเลือกตั้งที่กำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ต้องได้เสียงมากกว่าผู้ที่ไปโหวตโน ถ้ามีพรรคการเมืองไม่เข้าร่วมหรือขัดขวางการเลือกตั้งแล้วรณรงค์ให้โหวตโน จะไม่มีทางได้ผู้แทน-ราษฎรในเขตนั้น อาจถึงขั้นไม่มีใครกล้าลงสมัคร เพราะถ้าได้เสียงต่ำกว่าโหวตโนจะลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้อีก เมื่อสถานการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นศาลรัฐธรรมนูญก็จะวินิจฉัยว่า บ้านเมืองเกิดวิกฤติจำเป็นต้องมีรัฐบาลมาบริหารประเทศ มาถึงขั้นตอนนี้วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง จะสามารถลงมติเลือกคนนอกมาเป็นนายกฯ และอยู่บริหารประเทศอีกนานๆ เท่ากับยึดอำนาจโดยไม่ต้องรัฐประหาร

ถวายพานให้คนนอกเสวยอำนาจ

นายจาตุรนต์กล่าวอีกว่า ส่วนที่ กรธ.กำหนดว่าหากบุคคลใด รวมทั้ง ครม.รู้เห็นเป็นใจต่อการแปรญัตติเพื่อให้นักการเมือง ส.ส. ส.ว. มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการใช้จ่ายเงินงบประมาณต้องพ้นจากตำแหน่ง หรือ ครม. อาจต้องไปทั้งคณะนั้น รัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมาห้าม ส.ส.แปรญัตติอยู่แล้ว กฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปีก็ไม่ให้รัฐมนตรีมาแก้ไขงบฯได้ในภายหลังเช่นกัน ถ้าไม่มีเหตุผลพอ การที่บอกว่าถ้ารัฐมนตรีคนหนึ่งโยกงบประมาณต้องผิดทั้ง ครม. จะเป็นลักษณะเดียวกันกับการที่ผิดคนหนึ่งลงโทษทั้งองค์กรอีก สุดท้ายทำให้รัฐบาลบริหารประเทศไม่ได้ รัฐบาลถูกล้มได้ง่าย นำไปสู่ ผู้ที่ไม่มาจากการเลือกตั้งมาใช้อำนาจแทน

“บิ๊กตู่” รับเป็นคนตบะแตกง่าย

วันเดียวกันเวลา 09.00 น. ที่หอประชุมคุรุสภา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า ทุกคนต้องเริ่มต้นพัฒนาบ้านเมืองไม่ให้เกิดความขัดแย้ง ไม่ต้องวุ่นวายเสียเวลาอยู่กับเรื่องปรองดอง ขอให้ช่วยกันเริ่มต้นปีใหม่นี้ไปเรื่อยๆด้วยดี ปัญหารัฐบาลมีหลายเรื่องเหมือนมีทั้งระเบิดเพลิง ระเบิดเวลา ถ้าไม่เดินเข้าไปเหยียบ ไม่ทำก็ไม่โดน แต่ถึงอย่างไรก็ต้องทำ ส่วนตัวตั้งใจว่าปีนี้จะเป็นนายกฯที่ใจเย็นพูดให้เพราะ แต่ก็ได้แค่ 10 วันเท่านั้น ต้องให้มากกว่านี้พยายามเบรกตัวอยู่เสมอ รักนักข่าวไม่ได้รังเกียจอะไร เป็นมิตรทั้งนั้น แต่มันต้องต่อสู้กันบ้างในเรื่องการให้ความรู้ความเข้าใจ

อยากให้ไปลงประชามติ 90%

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเรียนรู้จากอดีต เพื่อสร้างความเข้าใจไม่ใช่เอามาขัดแย้งกัน วันนี้ความสัมพันธ์ของเรากับประเทศอาเซียนถือว่าดีที่สุด ทุกประเทศแยกเศรษฐกิจออกจากการเมือง แต่เรามักเอามารวมกันทุกเรื่อง แยกไม่ได้สักอย่าง ต่างชาติเขาบอกแค่ให้เราปฏิรูปสำเร็จแล้วค่อยเลือกตั้ง แต่เรามีแต่จะเร่งว่าต้องเลือกตั้งเร็วๆ เสร็จหรือยัง โรดแม็ปเป็นอย่างไร รัฐธรรมนูญเป็นอย่างไรประชามติจะผ่านหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ตนอยู่ที่ทุกคน เมื่อถึงวันเลือกตั้งขอให้ไปเลือกกันทุกคน ไม่ใช่เลือกเพียงบางคนและมาบอกว่าเป็นเสียงส่วนใหญ่ของคนทั้งประเทศ มันไม่ได้ ฝากกระทรวงศึกษาฯดูด้วยว่าทำอย่างไรให้คนไปลงประชามติได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ เราชื่นชมเมียนมาว่าไปเลือกตั้งถึง 80 เปอร์เซ็นต์ แล้วตัวเองไปหรือไม่

บ่นยั่วต่อมโมโหต้องอดกลั้นหนัก

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เศรษฐกิจวันนี้ตกหมด เพราะเรามีเรื่องความขัดแย้ง ข้อกฎหมายที่แก้ไขไม่ได้ เราต้องการแค่ประชาธิปไตยอย่างเดียว ประเทศที่เจริญหลายประเทศเป็นสังคมนิยมทั้งนั้น เราต้องเดินหน้าด้วยความร่วมมือแก้ไขปัญหาภายใน ไม่ต้องให้บังคับกระบวนการต่างๆ ให้ทุกคนช่วยกันคิด รู้ว่าครูมีความกดดันสูงแต่ต้องอดทนอดกลั้น ตนจะหนักกว่าครูอีกหากไม่มีความยับยั้งชั่งใจ ให้รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่เพื่อให้เราลดโมโหลง แต่บางคนก็ยั่วอารมณ์ ยั่วต่อมโมโหอยู่ทุกวัน

ซัดนักการเมืองแก้ยางผิดทาง

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงการแก้ไขปัญหายางพาราตกต่ำ ว่า ถ้าราคาอยู่อย่างนี้แล้วจะเอาเงินมาจากไหน วันข้างหน้าจะตกกว่านี้ เพราะราคาโลกตก น้ำมันตก เราต้องสอนให้รู้ว่าเมื่อราคาตกรายได้จะอยู่ตรงไหน งบประมาณรายรับ-จ่ายของประเทศอยู่ตรงไหน ถ้าไม่สอนก็จะเป็นอยู่อย่างนี้ รัฐบาลก็ต้องช่วยอย่างนี้ ถ้าตนเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ต้องช่วยแบบนั้น เพราะไม่เข้าใจพื้นฐานของเศรษฐกิจ ระบบงบประมาณ ข้อกฎหมาย ทุกอย่างรวมกันหมด เพราะไม่เข้าใจ ฝากครูช่วยสอนเรื่องพวกนี้ด้วยว่าทุกอย่างมีกฎหมาย มีข้อบังคับเยอะแยะ

ร้องขอทหารตรวจสอบสต๊อกยาง

ด้านนายไพรัช เจ้ยชุม ประชาสัมพันธ์สมาคมเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง 14 จังหวัดภาคใต้ และรองประธานชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย จำกัด (ชสยท.) กล่าวว่า สมาคมเครือข่ายฯรับได้กับแนวทางการแก้ปัญหาของรัฐบาล ในราคายางแผ่นดิบกิโลกรัมละ 45 บาท อันจะส่งผลให้ราคาน้ำยางสด ยางก้นถ้วยมีราคาสูงกว่าเดิม แต่ขอร้องให้ทหารเข้าตรวจสอบสต๊อกยางตามโครงการมูลภัณฑ์กันชน จำนวน 2 แสนตัน ที่รัฐบาลชุดก่อนรับซื้อไว้ โดยนำไปเก็บสต๊อกไว้ตามโกดังของรัฐและเอกชน ว่ามีครบถ้วนหรือไม่ พร้อมให้นำยางที่มีคุณภาพดีเก็บไว้ในสถานที่ที่รับผิดชอบของทหาร ป้องกันมิให้สวมรอยนำยางในสต๊อกมาขาย

“มาร์ค” จี้รัฐบาลประกาศใช้ยางชัดๆ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงมาตรการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำของรัฐบาล ว่า ตลาดเริ่มตอบสนองราคาดีขึ้น แต่อยากให้ดำเนินการให้ครบวงจร รัฐบาลมีแผนอยู่แล้วต้องตามจี้ให้เป็นรูปธรรม เพราะการกระตุ้นโดยการแทรกแซงเช่นนี้ อาจไม่สามารถรักษาระดับราคาได้ จึงอยากให้รัฐบาลประกาศนโยบายให้ชัด ว่าถนนทุกสายในปีนี้ใช้ยางพารา จะทำให้ความต้องการใช้ยางพาราเพิ่มมากขึ้น ไม่อยากให้ไปรอหน่วยงานมาเสนอว่าจะใช้เท่าไหร่ อย่างไร และประกาศให้ชัดว่าจะไม่นำยางพาราในสต๊อกมาหมุนเวียน รัฐบาลคงต้องทำงานต่อเนื่องพูดคุยกับประเทศผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ เพราะมีคนตั้งข้อสังเกตว่า ขณะที่ยางพาราราคาลดลง แต่ผลิตภัณฑ์จากยางพาราราคากลับไม่ลดลง แสดงให้เห็นว่าผู้ซื้อกำลังเอาเปรียบผู้ขาย

ให้เปลี่ยนอาชีพต้องรับความเสี่ยง

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า ความต้องการให้ชาวสวนยางมีรายได้เสริมหรือปรับเปลี่ยนพื้นที่ ต้องทำเป็นโครงการ อย่ารณรงค์เพียงอย่างเดียว อาทิ หากรัฐบาลต้องการให้ทำอะไรก็ควรจัดการเรื่องเมล็ดพันธุ์ให้เกษตรกร และใน 1 ปีถึง 2 ปีแรก รับประกันเข้าไปรับซื้อ เพราะบางพื้นที่ต้องเข้าใจว่าการทำยางพาราเป็นชีวิตของเขา การบอกให้เขาไปทำอย่างอื่นเป็นเรื่องใหญ่ และเป็นความเสี่ยง เมื่อจะเปลี่ยนแปลงก็ต้อง 1.สนับสนุน 2.ต้องแบ่งความเสี่ยง หากทำเช่นนี้คิดว่าราคายางพาราจะขยับขึ้น แต่คงเป็นเรื่องยากที่จะให้ทุกคนพอใจ หากภาวะพื้นฐานตลาดไม่เอื้ออำนวย อยากให้ทุกฝ่ายเข้าใจกัน แต่รัฐบาลต้องทำงานเชิงรุกและต่อเนื่อง

“ปึ้ง” หวั่นเงินไม่ถึงมือชาวสวนยาง

ด้านนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นห่วงว่าการรับซื้อยางโดยตรงจากชาวสวนยางของรัฐบาลครั้งนี้ ผลประโยชน์จะถึงมือชาวสวนยางโดยตรง หรือจะไปตกอยู่กับพ่อค้าคนกลาง หรือผู้รับจ้าง รับเหมาผลิตชิ้นงานจากยางดิบ ที่กระทรวงต่างๆจัดสรรงบประมาณมาช่วยซื้อยางไปตามมติ ครม. ถ้าเกิดการทุจริตขึ้นในโครงการเหล่านี้ และมีการทำให้เกิดความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดิน ใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบ จึงมีคำถามดังนี้ 1.เงินจะจ่ายตรงไปถึงมือชาวสวนยางโดยตรงเหมือนโครงการรับจำนำข้าวหรือไม่ 2.การจัดเก็บหรือส่งมอบต่อให้กระทรวงต่างๆนั้น อคส. จะคิดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการหรือเรียกค่าหัวคิวหรือไม่

กระทุ้งผู้นำรับผิดชอบแบบจำนำข้าว

นายสุรพงษ์กล่าวต่อว่า 3.หากพบว่ามีการทุจริตในโครงการนี้ หรือเกิดความเสียหายขึ้นกับยางที่รับซื้อมา หรือความเสียหายกับงบประมาณแผ่นดินที่ถูกใช้ไปในโครงการนี้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องเจอข้อกล่าวหาเช่นเดียวกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในข้อหาละเว้นหรือปล่อยปละละเลยไม่ยับยั้งโครงการนี้ใช่หรือไม่ 4.พล.อ.ประยุทธ์ต้องรับผิดชอบและชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้น และต้องใช้ข้อกฎหมายความผิดทางละเมิดเช่นเดียวกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ใช่หรือไม่ 5.สนช.จะต้องถอดถอน พล.อ.ประยุทธ์ออกจากตำแหน่งนายกฯเช่นเดียวกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ใช่หรือไม่ ขอให้รัฐบาลตอบคำถามนี้ด้วย และไม่อยากให้รัฐบาลใช้มาตรา 44 เพื่อยกเว้นความผิดหรือการกระทำใดๆที่ทำความเสียหายกับโครงการนี้ เชื่อว่าพล.อ.ประยุทธ์ก็คงไม่ทราบรายละเอียดทั้งหมด เช่นเดียวกันกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในโครงการรับจำนำข้าว

“บิ๊กตู่” ปัดไม่คืนเก้าอี้ 7 บอร์ด สสส.

ที่หอประชุมคุรุสภา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงการเตรียมออกคำสั่งให้กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพหรือบอร์ด (สสส.) เดินหน้าทำงานต่อไปได้ ว่า จะมีคำสั่งให้บอร์ดที่มีอยู่ทำงานได้ จัดตั้งรองกรรมการให้ครบ ส่วนที่เหลือก็ให้มีการคัดสรร ให้ทำงานได้ในวันที่ 18 ม.ค. เมื่อถามว่าจะให้บอร์ด 7 คนที่มีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ กลับมาทำงานใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่กลับ ถ้าจะกลับมาทำงาน ก็ให้เข้ากระบวนการคัดสรร เมื่อบอกว่าคนไม่พอก็จะใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 44 ให้ทำงาน ให้อนุมัติงบประมาณได้ โครงการที่ไม่มีปัญหาก็อนุมัติไป ส่วนที่มีปัญหาก็แก้ไขตามระเบียบ สังคมเดือดร้อนเยอะตนเข้าใจ ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน จะไม่โต้ตอบอะไร ขออย่าขยายความขัดแย้ง จบได้แล้ว

แต่ให้สิทธิ์คัมแบ็กผ่านคัดสรรใหม่

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ช่วงบ่ายวันที่ 18 ม.ค. ตนจะลงนามให้ สสส.ทำงานได้ ส่วนการคัดสรรกรรมการเพิ่ม คงคัดสรรรองกรรมการให้ครบองค์ประชุมก่อน ส่วนจะคัดคนอื่นมาด้วยอย่างใน 7 คนที่ว่าก็คัดมาแล้วแต่เราต้องให้บอร์ดมีอำนาจทำงาน ที่ผ่านมาก็บอกว่าบอร์ดที่เหลืออยู่ทำงานได้ก็ทำไป แต่พอถึงเวลาบอกว่าบอร์ดไม่ครบ ตนรับไม่รู้ตั้งกี่เรื่อง ข้อมูลที่มาถึงตนก็มาจากข้างในทั้งนั้น บอกทำได้ก็ทำไปก่อน แล้วเข้ากระบวนการคัดสรรอีกที และให้สิทธิทั้ง 7 คนสามารถเข้าสู่กระบวนการคัดสรรได้ เพราะไม่ได้ลงโทษอะไร ทำให้เกิดความชัดเจน ถอยห่างมาสักระยะหนึ่ง ให้บอร์ดที่เหลืออยู่แก้ปัญหา ร่างระเบียบใหม่ออกมาให้มีความชัดเจนขึ้น จะเคลื่อนไหวอะไรกันนักหนา ข้างล่างเดือดร้อน ต้องช่วยให้ทำงานได้ เกิดความเชื่อใจ ตนมีหน้าที่แค่นั้น

“หมอวิชัย” ชี้ท่าทีนายกฯเป็นบวก

นพ.วิชัย โชควิวัฒน อดีตรองประธานคณะกรรมการ สสส. กล่าวว่า ยังไม่มีโอกาสได้ฟังคำสัมภาษณ์ทั้งหมดของนายกฯ แต่เข้าใจว่าการที่นายกฯกล่าวขอโทษผู้อาวุโส น่าจะหมายถึง นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ส่วนการระบุว่าจะดำเนินการให้ สสส.จัดประชุมได้ ถือเป็นสัญญาณและเป็นจุดตั้งต้นที่ดี ส่วนตัวหวังจะทำให้ สสส.กลับมาทำงานได้ตามปกติตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไป

บัวแก้วดับไฟก่อนถูกตัดจีเอสพี

อีกเรื่อง จากกรณีที่มีรายงานข่าวว่า สหภาพ แรงงานของสหรัฐอเมริกายื่นคำร้องต่อสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา ขอให้ระงับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร หรือจีเอสพีต่อประเทศไทยนั้น ล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศออกคำชี้แจง ว่า ได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ว่า นายพิศาล มาณวพัฒน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน นายปฐม เพชรมณี รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน น.ส.อัปสร กฤษณะสมิต ประธานสหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย และผู้แทนฝ่ายไทย เข้าให้การต่อคณะอนุกรรมการจีเอสพี สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเรื่องร้องเรียนเดิมตั้งแต่ปี 2556 ฝ่ายสหรัฐฯตระหนักถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทย ในการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองแรงงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพราะเป็นหนทางที่ถูกต้องที่จะทำให้สินค้าไทยอยู่ในระดับแนวหน้าได้อย่างยั่งยืน ถึงแม้ไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับจีเอสพีมาเป็นเหตุ ไทยก็จำเป็นต้องดำเนินการในทิศทางนี้ต่อไป นอกจากนี้ฝ่ายสหรัฐฯย้ำกับฝ่ายไทยว่า ไม่ได้ต้องการตัดหรือยกเลิกจีเอสพี แต่ต้องการสนับสนุนให้ไทยประสบผลสำเร็จในการให้ความคุ้มครองแรงงานไทยและแรงงานต่างชาติ

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    55.9%
  • ไม่ชอบ
    16.0%
  • สนุก
    5.3%
  • ประหลาดใจ
    5.9%
  • เสียใจ
    7.4%
  • ให้กำลังใจ
    9.6%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement