"ตั้งใจเรียนให้คุ้มกับทุกรอยที่กรีดลงไป" สดุดีอาจารย์ใหญ่ ผู้อุทิศร่างให้วงการแพทย์ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
advertisement

"ตั้งใจเรียนให้คุ้มกับทุกรอยที่กรีดลงไป" สดุดีอาจารย์ใหญ่ ผู้อุทิศร่างให้วงการแพทย์

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ม.ค. 2559 05:30
42,680 ครั้ง


กายครูผู้อุทิศ หวังเป็นวิทยาทาน


พึงเรียนเพียรพิจารณ์ จนรู้จบเจนวิชา


ควรทำด้วยสำรวม จิตใจร่วมกายวาจา


รู้คุณหนุนนำพา มงคลแท้แก่ตัวเอง



ประพันธ์โดย ศ.นพ.ภูเก็ต วาจานนท์



“อาจารย์ใหญ่”
คำเรียกขานของนักศึกษาแพทย์ต่อครูผู้ไร้วิญญาณผู้ที่มีคุณูปการอุทิศร่างกายหลังจากเสียชีวิต เพื่อเป็นประโยชน์ต่อวงการศึกษาแพทย์

เนื่องในโอกาสวันครูแห่งชาติที่เพิ่งผ่านพ้นมา (16 มกราคม 2559) ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ขอสดุดีพระคุณอาจารย์ใหญ่ด้วยการนำเสนอรายงานพิเศษชิ้นนี้ เพื่อสรรเสริญจิตใจครูผู้สูงส่ง ยอมอุทิศร่างกายให้ลูกศิษย์ได้เรียนรู้โดยไม่ยึดติดกับร่างไร้วิญญาณ

ชีวิตจากมีลมหายใจไปจนถึงบนเตียงเหล็ก
นักศึกษาแพทย์ปี 2 ต่างตั้งใจและสนุกกับการเรียนอาจารย์ใหญ่
แรกเริ่มเดิมทีก่อนจะมีอาจารย์ใหญ่ นักศึกษาแพทย์เรียนกันอย่างไร?

ทีมข่าวฯ ได้ลงพื้นที่ไปยังคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เพื่อพูดคุยกับหัวหน้าภาควิชากายวิภาคศาสตร์ และนักศึกษาแพทย์ ถึงคุณูปการของอาจารย์ใหญ่ ไล่เรียงไทม์ไลน์ชีวิตตั้งแต่ยังมีลมหายใจ จนกระทั่งกลายเป็นร่างไร้วิญญาณนอนอยู่บนเตียงเหล็ก

รศ.ดร.ทพญ.จันทิมา รุ่งเรืองชัย หัวหน้าภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล เริ่มเล่าย้อนตั้งแต่อดีตให้ทีมข่าวฯฟังว่า เมื่อปี พ.ศ.2433 ได้เปิดโรงเรียนแพทย์ครั้งแรก ในสมัยก่อนจะใช้ร่างของผู้ป่วยที่เสียชีวิตในโรงพยาบาลมาผ่าเพื่อศึกษา โดยประกาศว่านักศึกษาแพทย์คนใดสนใจอยากมาดูการผ่าร่างผู้ป่วยที่เสียชีวิตใหม่ให้มาดูได้ ปรากฏว่ามีนักศึกษาแพทย์เข้ามาเรียนรู้กันมากมาย กระทั่งร่างของผู้เสียชีวิตได้ใช้ไปจนหมด และรอว่าเมื่อไหร่มีผู้ป่วยเสียชีวิตเพื่อจะได้มาเรียนรู้กันอีกครั้ง

รศ.ดร.ทพญ.จันทิมา รุ่งเรืองชัย หัวหน้าภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล
ห้องปฏิบัติการกายวิภาค คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ต่อมา พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) อาจารย์ใหญ่ท่านแรกของประเทศไทย เป็นผู้ที่ทำพินัยกรรมไว้ว่า ถ้าเสียชีวิตจะมอบร่างกายให้กับนักศึกษาแพทย์ เพื่อใช้ศึกษาต่อไป โดยมีคำกล่าวที่ว่า “ฉันเป็นครู ตายแล้วขอเป็นครูต่อไป” ตั้งแต่นั้นไปต้นมาจึงมีผู้ที่ทำพินัยกรรมบริจาคร่างกายอยู่เรื่อยๆ

หลังจากนั้น จึงได้มีการจัดทำเป็นหลักสูตรขึ้นมา โดยเรียกครูผู้ไร้ลมหายใจและเป็นผู้มีคุณูปการต่อวงการศึกษาแพทย์ว่า “อาจารย์ใหญ่” เพราะท่านเป็นผู้ที่มีความเสียสละ จิตใจสูงส่ง แม้แต่เสียชีวิตไปแล้วยังคิดว่าร่างกายยังสามารถทำประโยชน์ให้กับคนรุ่นหลังได้โดยไม่ยึดติดกับร่างไร้วิญญาณ

สำหรับในปัจจุบัน มียอดผู้บริจาคร่างกายที่ศิริราชทั้งสิ้น 7,000 รายต่อปี แต่เสียชีวิตจริงๆ 300-400 ราย โดยอัตรายอดผู้บริจาคร่างกายสูงขึ้นทุกปี ขณะที่ ปัจจัยหลักมาจากหลวงพ่อคูณได้บริจาคร่างกายให้แก่ ม.ขอนแก่น จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คนตื่นตัวมาบริจาคกันมากขึ้น

ที่ศิริราชมียอดผู้บริจาคร่างกายทั้งสิ้น 7,000 รายต่อปี
เรียกครูผู้ไร้ลมหายใจและเป็นผู้มีคุณูปการต่อวงการศึกษาแพทย์ว่า “อาจารย์ใหญ่”
เปิดไทม์ไลน์ตั้งแต่ก้าวเข้ามาบริจาค จนร่างไร้วิญญาณบนเตียงเหล็ก

ผศ.พญ.รสริน รัตนเลขา ผู้ช่วยคณบดี ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ไล่เรียงไทม์ไลน์ตั้งแต่ตอนที่อาจารย์ใหญ่ก้าวเข้ามาเขียนเอกสารบริจาคร่างกาย จนกระทั่งเป็นร่างไร้วิญญาณบนเตียงเหล็กว่า แรกเริ่มเดิมทีผู้ที่มีความประสงค์จะบริจาคร่างกาย จะต้องมาทำเรื่องที่ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ โดยกรอกรายละเอียดว่ามีความประสงค์จะบริจาคแบบใด ดังนี้

1.) บริจาคเพื่อให้นักศึกษาแพทย์ได้ศึกษา โดยใช้สูตรน้ำยาฉีดเข้าไปในร่าง สามารถคงสภาพได้เป็นปี กลิ่นไม่แรง แต่ข้อเสียคือร่างกายค่อนข้างแข็งไม่สามารถงอได้

2.) บริจาคเพื่อให้แพทย์เฉพาะทางฝึกผ่าตัด โดยใช้สูตรเพื่อทำให้ศพนุ่ม หรือเรียกว่าเป็น soft cadaver สามารถแยกกล้ามเนื้อ หาเส้นประสาทได้ง่าย ข้อต่อไม่ยึด งอได้ แต่มีข้อเสียคือ เก็บได้ไม่นาน จึงมักใช้กับแพทย์เฉพาะทางหลายสาขาใช้ในการฝึกผ่าตัดและหัตถการต่างๆ

3.) บริจาคเพื่อให้แพทย์ฝึกทำหัตถการชั้นสูง โดยจะไม่ใช้สารเคมี แต่เป็นการแช่แข็งแทน ซึ่งจะทำให้มีลักษณะเหมือนคนที่มีชีวิตจริงๆ แต่ข้อเสียคือใช้ได้ไม่นานเท่าการฉีดสารเคมี

4.) บริจาคให้แผนกเก็บโครงกระดูกเพื่อการศึกษาตลอดไป

บริจาคให้แผนกเก็บโครงกระดูกเพื่อการศึกษาตลอดไป
สำหรับแพทย์เฉพาะทางฝึกผ่าตัด โดยใช้สูตรเพื่อทำให้ศพนุ่ม

ผู้ที่มีความประสงค์จะบริจาคต้องใช้หลักฐานเป็นรูปถ่าย 2 ใบ และสำเนาบัตรประชาชน 1 ใบ พร้อมกรอกแบบฟอร์มต่างๆ ให้เรียบร้อย และจะได้รับบัตรประจำตัวผู้บริจาค

ในขณะที่ เมื่อวันหนึ่งผู้บริจาคได้เสียชีวิตลง ญาติจะโทรเข้ามาแจ้งกับทางภาควิชากายวิภาคศาสตร์ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะสอบถามทางญาติว่าจะมีการสวดศพผู้บริจาคหรือไม่ หากมีการสวดศพทางเจ้าหน้าที่จะไปฉีดยาให้กับศพพร้อมแต่งตัวแต่งหน้าให้เพื่อจัดพิธีการรดน้ำศพ เมื่อสวดครบตามวันที่ญาติกำหนดไว้จะมีเจ้าหน้าที่ไปรับศพมาไว้ที่ศาลายา โดยร่างผู้บริจาคจะถูกแช่อยู่ในบ่อดอง 1 ปี เพื่อให้น้ำยาได้ซึมเข้าไปในทุกอณูของอวัยวะในร่างกาย เพื่อที่จะทำให้ร่างนั้นจะคงอยู่ได้นาน

เมื่อร่างผู้บริจาคถูกแช่อยู่ในบ่อดองตามกำหนดแล้วนั้น ก่อนที่จะนำมาเป็นอาจารย์ใหญ่จะต้องมีการทำบุญ โดยเชิญญาติมิตรของอาจารย์ใหญ่มาพบปะกับนักศึกษาแพทย์ที่เรียนกับอาจารย์ใหญ่ท่านนั้นๆ โดยสัดส่วนอาจารย์ใหญ่ 1 ร่างต่อนักศึกษาแพทย์ 4 คน ซึ่งญาติมิตรก็จะบอกเล่าถึงนิสัยใจคอวัตถุประสงค์ของอาจารย์ใหญ่ถ่ายทอดแก่นักศึกษาแพทย์ให้ได้รับรู้

ผศ.พญ.รสริน รัตนเลขา ผู้ช่วยคณบดี ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล
ก่อนที่จะนำร่างผู้บริจาคมาเป็นอาจารย์ใหญ่จะต้องมีการทำบุญก่อน

ต่อมา เมื่อเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้กับอาจารย์ใหญ่ นักศึกษาแพทย์จะเริ่มเรียนตั้งแต่ผิวด้านนอก ค่อยๆ ลงลึกเข้าไปในระบบต่างๆ ของร่างกาย และจบลงด้วย สมองและไขสันหลัง โดยนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 2 จะเป็นผู้ที่ได้เรียนกับอาจารย์ใหญ่จนทั่วร่างกาย ซึ่งจะใช้เวลาเรียนทั้งหมด 1 ปี

หลังจากที่เรียนกับอาจารย์ใหญ่จนทั่วทั้งร่างกายแล้วนั้น คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จะเป็นเจ้าภาพในการจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพให้กับอาจารย์ใหญ่ที่วิทยาเขตศาลายา โดยพิธีดังกล่าวจะเชิญคณบดีเป็นประธาน พร้อมกับเชิญญาติของอาจารย์ใหญ่แต่ละท่านเข้าร่วมในพิธีนี้ด้วย

ส่วนขั้นตอนการเผานั้น จะเผาได้เพียง 2 ร่างต่อวันเท่านั้น และเมื่อถึงลำดับร่างของอาจารย์ใหญ่ท่านใดก็จะแจ้งให้กับญาติของอาจารย์ใหญ่ทราบเพื่อให้มารับอัฐิ แต่อาจมีบางท่านที่ไม่มีญาติทางภาควิชาจะรวบรวมเถ้าอัฐิไว้ เมื่อมีจำนวนมากจึงนำไปลอยอังคาร

อาจารย์ใหญ่ 1 ร่างต่อนักศึกษาแพทย์ 4 คน
นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 2 จะใช้เวลาเรียนทั้งหมด 1 ปี จนทั่วร่างกาย
คุณูปการล้น สดุดีพระคุณอาจารย์ใหญ่ ตำราเรียนของจริง

รศ.ดร.ทพญ.จันทิมา รุ่งเรืองชัย หัวหน้าภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล กล่าวถึงคุณูปการของอาจารย์ใหญ่ว่า อาจารย์ใหญ่เปรียบเสมือนหนังสือเล่มใหญ่ที่เรียนรู้ได้จากของจริง หนังสือเรียนแบบ 4 มิติ ที่ทำให้เห็นรายละเอียดรูปร่าง ความสัมพันธ์ของระบบต่างๆ ในร่างกายมนุษย์อย่างชัดเจน รวมทั้งยังได้สัมผัสกับความรู้สึกหลังจากที่กรีดมีดลงไปบนผิวหนังมนุษย์ของจริงที่มีความยืดหยุ่น ไม่ใช่เป็นเพียงรูปปั้นหรือคอมพิวเตอร์กราฟิก

อาจารย์ใหญ่จึงทำให้รู้ว่าอวัยวะอยู่บริเวณตำแหน่งใด มีความลึกลงจากผิวหนังเท่าไหร่ รวมไปถึงโครงสร้างความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ในร่างกาย ซึ่งถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ไม่ว่าจะมีเทคโนโลยีใดๆ ก็ไม่สามารถนำมาทดแทนอาจารย์ใหญ่ได้

ลูกศิษย์ ซึ้งในพระคุณ ให้คำมั่นตั้งใจเรียนให้คุ้มค่า

จากนั้น ทีมข่าวฯ ได้เดินเข้ามาเยี่ยมชมในห้องปฏิบัติการกายวิภาค โดยมีนักศึกษาแพทย์ปี 2 กำลังผ่าโพรงจมูกอาจารย์ใหญ่อยู่ ก่อนที่ทีมข่าวฯจะคว้าตัวประธานชั้นปี 2 มาร่วมพูดคุย...

นายจิรัสย์ สมัคราษฎร์ นักศึกษาแพทย์ปี 2 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล
"ผมจึงอยากเก็บเกี่ยวความรู้ทุกๆอย่างให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้คุ้มค่ากับทุกรอยที่เรากรีดลงไป เพื่อเปิดส่วนใดๆในร่างกายอาจารย์ใหญ่" จิรัสย์ กล่าว

นายจิรัสย์ สมัคราษฎร์ นักศึกษาแพทย์ปี 2 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล บอกเล่าเรื่องราวการผ่าร่างอาจารย์ใหญ่ครั้งแรกกับทีมข่าวฯว่า เขารู้สึกตื่นเต้นมาก แม้ว่าตอนเด็กๆ จะกลัวผี และกังวลว่าจะเรียนหมอได้หรือไม่ แต่เมื่อเขาได้มาเจอกับอาจารย์ใหญ่ ความคิดเหล่านั้นก็ถูกสลัดหายไป กลับกลายเป็นความสนใจและเข้าใจในความรู้ที่เคยเรียนมาในสมัยที่ยังเป็นเด็กมัธยมฯ

จิรัสย์ มองว่า อาจารย์ใหญ่ผู้ไร้ลมหายใจ เป็นดั่งหนังสือที่ให้ความรู้ เขาจึงมุ่งมั่นตั้งใจเรียนในทุกๆ คาบ เพราะบางอย่างเหมือนเป็นโอกาสเดียวที่ได้เห็น และต้องนำความรู้ตรงนี้ไปใช้ในอนาคตอีกเยอะมากสำหรับชีวิตคนเป็นหมอ

“เมื่อตอนงานทำบุญให้อาจารย์ใหญ่ ได้มีญาติของอาจารย์ใหญ่แต่ละท่านมาร่วมพิธีด้วย โดยญาติของอาจารย์ใหญ่ได้เล่าให้ผมฟังว่า สาเหตุที่เขาอยากเป็นอาจารย์ใหญ่ เพราะว่าอยากให้น้องๆ นักศึกษาแพทย์ได้ความรู้ และเติบโตไปเป็นหมอที่ดี ซึ่งเมื่อผมได้ฟังก็ทำให้การเรียนกับอาจารย์ใหญ่ในแต่ละครั้ง ผมจึงอยากเก็บเกี่ยวความรู้ทุกๆอย่างให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้คุ้มค่ากับทุกรอยที่เรากรีดลงไป เพื่อเปิดส่วนใดๆในร่างกายอาจารย์ใหญ่” ประธานชั้นปี 2 กล่าวอย่างมุ่งมั่น

อาจารย์ใหญ่เปรียบเสมือนหนังสือเล่มใหญ่ที่เรียนรู้ได้จากของจริง หนังสือเรียนแบบ 4 มิติ
อาจารย์ใหญ่ในโรงเหล็ก

อย่างไรก็ดี จิรัสย์ กล่าวขอบคุณต่ออาจารย์ใหญ่ว่า “รู้สึกขอบคุณในพระคุณของอาจารย์ใหญ่มากที่ท่านได้เสียสละร่างของท่าน ให้เราต้องมาทำอะไรหลายอย่างบนร่างของท่าน ซึ่งบางครั้งตัวเราเองก็ไม่อยากให้ใครมากรีดดูร่างกายของเรา อยากให้อาจารย์รู้ว่าทุกคาบที่เรียนกับอาจารย์ ผมเชื่อว่าทุกคนตั้งใจเรียน และอยากกอบโกยความรู้ให้ได้มากที่สุด และทุกคนก็รักอาจารย์ใหญ่ พวกเราก็อยากขอบคุณอาจารย์ใหญ่ รวมถึงญาติอาจารย์ใหญ่ด้วยที่ท่านยอมเสียสละร่างกายให้กับนักศึกษาแพทย์ ท่านเหมือนเป็นครูคนหนึ่งถึงแม้ว่าท่านจะไม่มีชีวิตแล้ว แต่ถือว่าท่านสอนอะไรเราได้เยอะมาก”

เปลือยใจผู้บริจาค “ประโยชน์ยังมี ดีกว่าเผาไปไม่ได้อะไร”

หลังจากที่พูดคุยกับอาจารย์และนักศึกษาแพทย์ไปแล้ว ทีมข่าวฯจึงปรี่ลงมายังห้องบริจาคร่างกาย จนได้พบกับผู้บริจาคร่างกายท่านหนึ่ง คือ มฌิมา พัวกาหลง วัย 60 ปี เผยถึงเหตุผลเบื้องลึกที่เซ็นลงนามบนกระดาษอนุญาตให้นำร่างกายไปใช้ประโยชน์ในวงการศึกษาแพทย์ว่า เธอตั้งใจมาบริจาคนานแล้ว แต่ยังไม่มีเวลา วันนี้ไม่ว่าจะมีธุระอะไรก็ตามจะต้องมาบริจาคให้ได้ ส่วนเหตุผลในการบริจาคนั้น เธอบอกว่า เมื่อเธอเสียชีวิตลง แทนที่จะนำร่างกายเธอไปเผา แต่นำมาใช้ประโยชน์ให้เด็กรุ่นหลังได้ศึกษาจะดีกว่า เพราะเมื่อจิตเธอดับสูญเธอก็ไม่สามารถรับรู้ได้ว่าร่างกายเธอจะเป็นอย่างไรต่อไป

“ลูกๆ ไม่ยอมให้มาบริจาค โดยบอกว่ามีเงินทำศพอยู่แล้ว แต่แม่บอกไม่ต้องยุ่งแม่ชอบอยู่เงียบๆ ไม่ต้องจัดงานศพใหญ่โตวุ่นวาย ประโยชน์จากศพจะได้มีบ้างไม่ใช่เผาไปแล้วไม่ได้อะไรเลย ขณะที่ในตอนนี้ เป็นคนแรกของครอบครัวที่มาบริจาค และเชื่อว่าคนในครอบครัวจะมาบริจาคตามมา” หญิงวัย 60 ปี กล่าว



ปาเจราจะริยาโหนติ คุณุตตะรานุสาสะกา
ปัญญวุฑฒิกะเรเตเต ฑินโนวาเทนะมามิหัง

ขออำนาจแห่งกุศลกรรม พึงน้อมนำให้ท่านอาจารย์ใหญ่

สู่ดินแดนอันเกษม มีพระนิพพานเป็นเบื้องหน้าทุกท่าน เทอญ



  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์
    สามารถส่งเรื่องราว หรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่
    reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าว เฉพาะกิจ

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    88.0%
  • ไม่ชอบ
    1.3%
  • สนุก
    0.4%
  • ประหลาดใจ
    0.8%
  • เสียใจ
    1.2%
  • ให้กำลังใจ
    8.3%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement